เต้นรำในความมืด

มกราคม 27, 2007

ผู้เขียน : วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง
จัดพิมพ์โดย : แผนงานสร้างเสริมสุขภาพคนพิการในสังคมไทย
ราคา : 100 บาท (รายได้จากการจำหน่ายหนังสือเพื่อการทำกิจกรรมช่วยเหลือผู้พิการ)

จากกระทู้หนึ่งในห้องชุมนุมบทความ สารคดี และความเรียง เว็บไซต์ไทยไรเตอร์
จากรายการทีวีที่มักเสนอข่าวเด็กเก่งที่สอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยได้ แม้สายตาพิการแต่ไม่ได้ติดตามดูว่า 4 ปีหลังจากนั้น พวกเขาและเธอใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร
จากประสบการณ์ทำนิตยสารมานับร้อยเล่ม มีเพียงเล่มเดียว ที่เสนอเรื่องราวของคนตาบอด…โจ้ เดอะ เปียนิสต์
นั่นทำให้ฉันต้องหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านอีกครั้ง

ข้อความโปรยปกเขียนว่า
แม้โลกไร้แสง ไม่แล้งเรื่องราว หลากหลายนาฏกรรมชีวิตของผู้พิการทางสายตา

และนี่คือหนึ่งในเรื่องเล่าจากประสบการณ์ของชายตาบอด
“เมื่อก่อนมีอะไรไม่เป็นอย่างใจก็หงุดหงิด อะไรไม่เคลียร์-ไม่พอใจ ทำอะไรไม่ได้โดยไม่มีเหตุผลมันหงุดหงิดไปหมด เดินชนเสา ตกท่อ ก็หงุดหงิด ทำไมเสาเกะกะ โกรธสังคมที่ไม่สนใจ คนที่รังเกียจก็มี ผ้ายางกันสาดล้ำออกมาบนฟุตบาท คนตาดีเดินหลบได้แต่คนตาบอดชน หัวแตก ฟันหัก และถึงขั้นลูกตาทะลักก็เคยมีมาแล้ว ขึ้นรถเมล์บางทีกระเป๋ารถบอกเต็มแล้ว ไม่ให้ขึ้น เขาคงว่าเราเกะกะ รถมันเล็ก หรือเขารังเกียจเราเป็นส่วนตัว ? ตอนจะขึ้นรถ เราถาม สายอะไรครับ เงียบ ! เราจึงถามไปที่รถเลย ขนาดถามรถ บางครั้งเขาก็พร้อมจะเงียบกันทั้งคัน เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อย แต่ก็สม่ำเสมอนะ จนเป็นมุขตลกเล่ากันว่า เพื่อนคนหนึ่งตะโกนถาม แล้วเงียบทั้งรถ เพื่อนเลยตะโกนไปอีกว่า โอ้โห เป็นใบ้กันทั้งคันเลยโว้ย!”
หน่องเว้นวรรคให้คนฟังหัวเราะ และเขาเองก็หัวเราะ ก่อนจะเล่าต่อ ….

คนในโลกมืดหัวเราะ คนในแสงสว่างอ่านแล้วหัวเราะออกมั้ย ?
ในอีกบท บรรยายถึง หน่อง คนเดียวกันนี้ว่า

ในบรรดาผู้คนที่เดินผ่านไปมานั้น คงไม่มีใครรู้ว่า ชายหนุ่มตาบอดคนหนึ่งที่ขายลอตเตอรีอยู่แถวสีลมนั้น เป็นมหาบัณฑิตปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยมหิดล …
…………………………….
….ที่บ้านไม่เห็นด้วยนักที่เขาเรียนจบถึงปริญญาโท แต่ต้องมาเป็นคนขายลอตเตอรี
ไม่เพียงญาติมิตรในครอบครัว โรงเรียนสอนคนตาบอดก็ไม่อยากให้ศิษย์ออกไปขายลอตเตอรี อาจจะว่าเป็นอาชีพที่ต่ำต้อย แต่หน่องกลับมองว่าถ้าสังคมยังไม่เข้าใจ คนตาบอดจะทำอาชีพอะไรก็ยังดูถูก เขาพูดเลยไปถึงอาชีพอื่นอย่างวณิพกซึ่งเขาเองก็เคยทำ ตระเวนเล่นตามข้างถนน หน้าโรงงาน มาตั้งแต่สมัยยังเรียนหนังสือ หน่องอยากให้สังคมเปลี่ยนทัศนคติเสียใหม่ แทนที่จะหยอดเงินให้วณิพกด้วยความสมเพช เปลี่ยนมาเป็นให้ด้วยความรู้สึกชื่นชมได้ไหม เหมือนกับนักดนตรีฝรั่งซึ่งเขาก็เล่นเปิดหมวกตามข้างถนนเช่นกัน
“คนขายลอตเตอรีก็มีเกียรติได้ บางทีการดิ้นรนหาเช้ากินค่ำอาจมีเกียรติมากกว่าคนที่ดิ้นรนเพื่อเงินร้อยล้านพันล้านก็เป็นได้”

โอกาสและทางเลือกในการประกอบอาชีพของคนตาบอดมีไม่มากนัก อย่างที่เราเห็นกันอาชีพของพวกเขาวนเวียนอยู่กับการขายลอตเตอรี นวด ไม่ก็โอเปอเรเตอร์
ถาวรชายตาบอดอีกคน ที่ขายลอตเตอรีมากว่า 20 ปีพูดถึงอาชีพหลักของเขา

“ให้ขายอย่างอื่นที่ไม่ใช่ลอตเตอรีก็ทำได้ อยู่ที่ว่าคนตาดีจะยอมรับไหม อย่างขายขนม ของกิน ขายของแห้งใส่ถุงตามตลาด เขาจะกล้าซื้อไหม เพราะเขาอาจคิดว่ามันจะไม่สะอาด อยู่ที่สังคมว่าจะยอมรับไหมหรืออย่างอาชีพลูกจ้างที่ไม่ต้องลงทุนเอง ถ้าสถานประกอบการยอมรับ จะช่วยได้เยอะ ตามกฎหมายว่าคนทำงาน 200 คน ให้มีคนพิการ 1 คน เราทำได้ แต่เขาจะเปิดโอกาสให้เราทำไหม มันขึ้นอยู่กับสังคมมาก หน่วยงานราชการยังไม่ยอมรับเข้าทำงานเลย…”

แม้การศึกษาจะเป็นหนทางสู่อาชีพที่หลากหลายกว่า 2-3 อาชีพที่กล่าวไป แต่สำหรับคนตาบอด การศึกษาทำให้พวกเขามีโอกาสมากขึ้นจริงหรือ ?
มณเฑียร บุญตัน นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า

สิทธิขั้นพื้นฐานถูกจำกัด ด้านการศึกษา โรงเรียนสอนคนตาบอดทั่วประเทศมี 11 แห่ง แต่ละแห่งรับนักเรียนได้ไม่เกิน 150 คน ที่ออกไปเรียนร่วมในโรงเรียนทั่วไปก็มีจำนวนไม่มาก คนตาบอดทั้งประเทศจำนวน 6 แสนคน อยู่ในวัยเรียนราวแสนคน แต่อาจมีสัก 2 พันคนที่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา การที่รัฐบาลไม่เตรียมความพร้อม ทำให้เขาเรียนไม่ได้ ความเข้มแข็งของกลุ่มคนพิการจึงไม่เกิด แต่เฉลี่ยโดยเปอร์เซ็นต์คนตาบอดเป็นคนพิการที่จบถึงปริญญามากที่สุด เป็นข้อพิสูจน์ว่า ที่เคยคิดกันว่าคนตาบอดเรียนหนังสือไม่ได้นั้น ไม่เป็นความจริง

แต่เรียนจบแล้ว สถานประกอบการก็ไม่เชื่อน้ำยาเรา เขาคงนึกไม่ออกว่า คนตาบอดจะทำงานได้อย่างไร นัดพบแรงงานคนพิการแต่ละครั้ง จึงไม่ค่อยมีตำแหน่งที่รับคนพิการ ความไม่เชื่อถือ ไม่ยอมรับ เป็นปัญหาสำคัญที่สุดของคนตาบอด

นอกจากตัวเลือกทางอาชีพที่จำกัดแล้ว การขายลอตเตอรีของคนตาบอดยังถูกจำกัด ถาวรและภรรยาซึ่งตาบอดเช่นกัน ได้โควตาสลาก งวดละ 10 เล่ม เล่มละ 100 ใบ ถ้าขายหมด เขาจะมีรายได้งวดละ 3,400 บาท 1 เดือน 2 งวด เท่ากับ 6,800 บาท ย้ำถ้าขายหมด และไม่โดนคนตาดีโกง !!!

หนังสือล่มนี้ ยังมีเรื่องราวอีกหลายแง่มุมของชีวิตคนตาบอด เรื่องราวความรักที่น่ารัก มั่นคง ของศิริณี เด็กหญิงตาบอดกับครูปรีชา ครูหนุ่มตาดี ที่เธอบอกว่า “ถ้ามีรักก็ให้คึกคักในการเรียน” ซึ่งเธอก็ทำได้จริงๆ ศิริณี…บัณฑิตหญิงตาบอดคนแรกของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หรือคู่ของ กิตติพงศ์ หนุ่มตาบอดกับสาวสายตาปกติ ซึ่งกิตติพงศ์ไม่เคยถามเหตุผลคนรักว่าทำไมจึงยอมร่วมชีวิตกับเขา ส่วนเรื่องภรรยาของเขาสวยหรือไม่นั้น เขาบอกว่า “ผมไม่เคยเห็นหน้าเขาหรอก เรามองไม่เห็น ก็ไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องหน้าตา”

หลากเรื่องราวของหลายบุคคลที่ไม่อาจมองเห็น แต่กลับเพียรพยายามจบจบการศึกษา ไม่เพียงปริญญาตรี หลายคนขวนขวายจนจบปริญญาโท ไม่เพียงในประเทศ บางคนข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนถึงต่างประเทศ

อย่าเพิ่งสรุปว่านี่เป็นหนังสือที่เผยเพียงด้านเดียว..ด้านมืดที่ได้รับแสงสว่าง

ลองสังเกตจุดสีแดง ที่เรียงแถวแทรกอยู่ท่ามกลางจุดดำนับร้อยนับพันจุดบนปก จุดแดงเหล่านั้นถูกปั้มเป็นตัวนูน แบบอักษร เบรลล์ คนตาบอดที่ได้รับโอกาสทางการศึกษาเพียงไล้นิ้วสัมผัส เขาจะรู้ได้ว่า หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่าอะไร

ฉันทั้งที่มองเห็น ทั้งหลับตา-ลืมตาสัมผัส แต่ปลายนิ้วไม่อาจแยกแยะได้ว่าแต่ละจุดเรียงแบบใด
ข้อความบรรทัดเดียวฉันใช้เวลาเปิดเทียบตารางอยู่นานกว่าจะค่อยๆ แกะได้ว่า
เ ต ้ น ร ำ ใ น ค ว า ม ม ื ด

หากใครได้สัมผัสหนังสือเล่มนี้ ลองใช้ปลายนิ้วไล้บนจุดนูนสีแดงบนหน้าปก
แล้วจินตนาการดูว่า มันยากเพียงใดกว่าเขาเหล่านั้นจะมีวันนี้
ถ้าเพียงมีโอกาส แต่ปราศจากหัวใจที่พร้อมจะสู้ พวกเขาจะมีวันนี้หรือ

พวกเขาได้รับแสงสว่างแล้ว และหวังว่าเพื่อนร่วมโลกมืดของเขาจะได้รับแสงสว่างด้วย

27 มกราคม 2550


บนรถเมล์ (2)

มกราคม 20, 2007

bus2weurowangsakan.jpg
อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ…ที่เดิม
ชีวิตคนทำงานก็อย่างนี้แหละ วน ๆ อยู่ที่เดิม ๆ
หลังจากรอรถเมล์สายเดิมกว่าครึ่งชั่วโมง 140 คันแรกก็เคลื่อนมา
คนครึ่งป้ายเบียดเสียดกันขึ้นไป…แน่นตั้งแต่ต้นสาย
ฉันถอยหลังกลับมายืนที่ป้าย ไม่ไหว…เหนื่อยมาทั้งวัน ยืนรออยู่ตรงนี้ล่ะ

10 นาทีผ่านไป ยังไม่มีวี่แววว่าเจ้า 140 จะมา
อีก 2 ทางเลือกของฉันคือ 529 และ 172
529 พุ่งไปจอดต้นป้าย 172 ตามมา ฉันตัดสินใจขึ้น 172
อ้อมก็อ้อมขอนั่งสบาย ๆ ละกัน
“บางมด” ฉันบอกปลายทาง
“ไม่ชอบนั่งทางด่วนหรอ?” กระเป๋าสาวร่างเล็กถาม
“แน่น…ไม่อยากยืน” ฉันตอบสั้น ๆ
“รถมันขาดระยะน่ะ ติดกันมาตั้งแต่นู่น…เฮ้ย…เบอร์ 17 แซงไปโน่นแล้ว ใครขับวะ…”
กระเป๋าสาวเปลี่ยนไปพูดกับคนขับ เมื่อเห็นรถสายเดียวกันแซงไป
เฮ้อ…จะรีบไปไหนกัน

ระยะทางอีกไกล ฉันเสียบสายสมอล์ทอล์ก ยัดปลาย 2 ข้างเสียบหู นั่งหลับตาฟังเพลง
ไม่รู้จะดูวิวอะไร มันก็เหมือนเดิมทุกวัน
ป้ายรถเมล์ ผู้คนหน้าตาเหนื่อย ๆ รถติด ภาพซ้ำ ๆ

“ผ่านเยาวราชมั้ยคะ” เสียงดังมาจากด้านหลัง ฉันลืมตาดูว่าถึงไหนแล้ว
อ้อ พญาไท ไม่ได้หันไปดูต้นเสียงหรอก เพราะนี่ก็เป็นอีกเรื่องที่เจอซ้ำ ๆ
“ไม่ผ่าน…ลงป้ายหน้า ขึ้น 529” คำตอบมันต้องเป็นอย่างนี้แน่ !!!

แต่…เรื่องที่เกิดขึ้นน่ารักกว่านั้น

“คันหน้าโน่น 529 เดี๋ยวไปลงมาบุญครองก็ได้ ดูดี ๆ นะ ป้ายเหลืองรถทางด่วน ไม่ผ่าน”
……………………
รถจอดติดไฟแดง 172 คันที่ฉันนั่งจอดหลัง 529 ครึ่งคัน
“ลงไปขึ้นตรงนี้แหละ เดี๋ยวหลุดไฟแดงขึ้นไม่ทัน” กระเป๋าสาวพูด
คนขับบีบแตรเรียกรถสาย 529 แล้วเปิดประตู
หญิงสาวที่ปลายทางอยู่ที่เยาวราชยืนลังเล
“มานี่…” กระเป๋าร่างเล็กเดินนำหญิงสาว
เธอโบกกระบอกตั๋วที่หน้ารถสาย 529 คนขับเปิดประตูตะโกนถาม
“ถ่ายรถหรอ ?”
“ขึ้นผิด รับไปหน่อย”

ถ้าจะถือว่าการเปิดประตูให้ผู้โดยสารขึ้น-ลงนอกป้ายผิดกฎจราจร
นี่คงเป็นการทำผิดกฎที่น่ารักที่สุด รถติดขนาดนี้ลืมเรื่องอันตรายไปได้เลย

กระเป๋าร่างเล็กกลับขึ้นรถเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น…ไม่ได้ทำอะไรพิเศษ
แต่…เรื่องธรรมดา ๆ ของเธอทำให้ฉันอารมณ์ดีขึ้น
ตอนนี้ฉันไม่ได้นั่งหลับตาแล้ว….วิวข้างถนนวันนี้สวยกว่าทุกวัน

20 มกราคม 2550


อะไรก็ได้

มกราคม 15, 2007

หลายปีมานี้เพื่อนคนหนึ่งโทร.มาหาฉันบ่อยมาก
เพื่อนที่รู้จักกันมาเกินครึ่งชีวิต…

เธอมักเริ่มต้นบทสนทนาว่า “เบื่อน่ะ…เพิ่งออกจากงาน”
จากนั้นเธอก็พร่ำบ่นถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในที่ทำงาน ที่ไม่ได้ดังใจเธอ
และลงท้ายว่า “ถ้ามีงานอะไร ที่ไหน บอกด้วยนะ…งานอะไรก็ได้”

คำว่า ‘งานอะไรก็ได้’ ของเธอทำให้ฉันคิด….อะไรก็ได้จริงหรือที่เธอต้องการ
เพราะคำว่า ‘งานอะไรก็ได้’ นั้นห่างไกลจากตัวฉันเหลือเกิน
ถ้าจะต้องหางานใหม่ตอนนี้ ฉันนึกไม่ออกจริงๆ
ว่าจะไปทำอะไรอื่นนอกจากสายงานที่ทำอยู่
ไม่ใช่เพราะเรื่องมาก หรือเลือกมาก
แต่เพราะคุณสมบัติของฉันมีแค่ ‘อ่านออก-เขียนได้’
ใช้เวลาเรียนหนังสือมาตั้งนาน…คุณสมบัติของฉันมีแค่นี้
จะให้เดินไปสมัครงานธุรการ บัญชี คงไม่ได้
จริง ๆ แล้วช่วงหนึ่งของชีวิตการงาน ฉันเคยเป็นเลขานะ แต่ก็แค่ 4 เดือน
แล้วฉันก็กลับเข้าสู่สายงานเดิมจนได้
เพราะฉันรู้สึกว่าสิ่งที่ทำนั้นมัน ‘ไม่ใช่’

ตอนเรียนจบใหม่ ๆ ฉันซื้อหนังสือสมัครงานมาทิ้งเป็นตั้ง ๆ
ไม่รู้จะสมัครอะไรจริง ๆ
ใช่, ตอนนั้นฉันยังไม่รู้จักตัวเอง นึกไม่ออกว่าอยากทำ อยากเป็นอะไร
จนกระทั่งเพื่อนสนิทบอกฉันว่า
“…ชอบหนังสือ ก็ทำงานหนังสือสิ”
นั่นแหละ ถึงนึกได้ออกว่า ครั้งหนึ่งสมัยเป็นเด็ก
ฉันเคยฝันอยากจะมีชื่อลงในหน้าทีมงานหนังสือสักเล่ม
แล้วฉันลืมความฝันของตัวเองไปตอนไหนกันนะ
ฉันยังนึกขอบคุณเธออยู่เสมอ ที่ช่วยบอกทางให้
บางครั้งคนเราก็มองไม่เห็นตัวเองหรอก

…อยากเป็นกระจกให้ใครสักคนบ้างจัง
เสียดายที่ฉันทำไม่สำเร็จ
หลายปีแล้วที่ฉันพยายามถามถึงเรื่องความชอบ ไม่ชอบ
ถามเรื่องงานที่เพื่อนคนนี้เคยทำ ถามเรื่องในวัยเด็ก
ฉันอยากช่วยเธอค้นหาความต้องการภายในว่าแท้จริงเธออยากทำอะไร

น่าตกใจที่เพื่อนคนนี้ไม่มีความฝัน
ครั้งยังเด็ก เธอไม่เคยคิดว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร
มีหน้าที่เรียนก็เรียนไป เรียนให้เก่ง สอบให้ติดสายวิทย์
เอ็นท์ให้ติดคณะยอดนิยม ในมหาวิทยาลัยอันดับต้น ๆ
เรียนวิทย์ ด้วยเหตุผลว่า คนเรียนเก่งต้องเรียนสายนี้
เรียนบริหาร เพื่อที่จะหางานได้ง่าย ๆ เงินเดือนสูง ๆ
แน่นอน เรื่องเรียนเธอทำได้
แต่พอเรียนจบ เมื่อชีวิตไม่มีกรอบของคำว่าหลักสูตรมากำหนดว่าต้องเดินไปทางใด
เธอสับสน เคว้งคว้าง

เธอเปลี่ยนงานเป็นว่าเล่น แต่ยังไม่พบสิ่งที่ชอบ เธอถือคติว่า
‘อะไรก็ได้ ทำ ๆ ไปก่อน ไม่ชอบก็ออกมา’
นั่นทำให้เธอได้ทำงานที่หลากหลาย แต่เป็นความหลากหลายที่ฉาบฉวย

‘งานอะไรก็ได้’ ดูเหมือนเธอจะไม่เรื่องมาก-เลือกมาก
แล้วอะไรคือปัญหาของเธอ

“…ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่ได้ทำงานที่ตัวเองชอบ
และไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะรู้ว่าตนเองอยากทำอะไร
…บางครั้งเราเลือกไม่ได้ คนเราต้องกินต้องใช้
ชอบ-ไม่ชอบ กับ ทำได้-ทำไม่ได้ มันคนละอย่างกัน
ถ้าไม่ชอบ แต่ทำได้ หรือพอทำได้ หรือแค่พอทนได้ ก็ต้องทำ
แล้วไปหาความสุขจากสิ่งที่ชอบอีกที
งานเป็นปัจจัยหาเลี้ยงชีวิต แต่ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต….”

นั่นคือคำตอบของฉันเมื่อเธอถามว่า
ทำไมเธอต้อง ‘ทน’ ทั้งเรื่องคน เรื่องงาน เธอไม่ชอบ เธอก็จะไม่ทน
เธอไม่เข้าใจว่า คนส่วนใหญ่ ‘ทน’ อะไรกัน
วันนี้เธอยังไม่เข้าใจสิ่งที่ฉันบอก

ฉันได้ทำงานที่ชอบ ไม่ได้หมายความว่า เส้นทางของฉันราบเรียบไร้ปัญหา
ฉันทำงานอยู่ที่เดิมได้นาน ไม่ได้แปลว่า ที่นั่นไม่มีสิ่งที่ฉันต้องทน

เธออาจจะโชคดีกว่าฉันตรงที่ไม่อยากทนก็ไม่ต้องทน
เดินออกจากที่ทำงานแล้วไม่กลับเข้าไปอีกเลยเธอก็ทำมาแล้ว
นั่นเป็นสิ่งที่ฉันทำไม่ได้ อย่างที่บอก คนเราต้องกินต้องใช้
แม้ไม่ได้ฟุ่มเฟือย แต่เพียงแค่ ‘ปัจจัย 4’ เราก็ต้องใช้ ‘ปัจจัยเงิน’ ซื้อหา

แต่หลาย ๆ ครั้ง ฉันก็คิดว่าฉันโชคดีเหลือเกิน ที่ไม่ได้เติบโตมาอย่างพรั่งพร้อม
อยากได้อะไรมักจะไม่ได้ นั่นทำให้ฉันเรียนรู้ที่จะอดทน รู้จักการรอคอย
และรู้ว่า การใช้ชีวิตมีตัวแปรที่เราไม่อาจควบคุมได้อยู่มากมาย

ดูเหมือน ‘อะไรก็ได้’ ของเธอจะหมายถึง อะไรก็ได้ที่เธอไม่ต้องใช้ความพยายาม
ไม่ต้องใช้ความอดทน ไม่ต้องปรับตัวที่จะอยู่ร่วมกับมัน
ซึ่งเป็นไปได้ยากในโลกภายนอก ที่แตกต่างจากครอบครัวที่ฟูมฟักเธอมาอย่างสิ้นเชิง

วันนี้เธอยังไม่เข้าใจ
แต่ฉันก็หวัง…สักวันเธอคงรู้ว่า ‘ชีวิตไม่ใช่อะไรก็ได้’
และขอให้ให้วันนั้นมาถึงเร็ว ๆ

15 มกราคม 2550