การหายไปของถังขยะ

กุมภาพันธ์ 25, 2007

มีอะไรบางอย่างอยู่ในกระเป๋าฉัน
ของแปลกปลอมที่ไม่น่ามาอยู่ในกระเป๋าที่ใช้สะพายไปทำงาน
มันคือกระป๋องเนสกาแฟสีเขียวที่คราบกาแฟสีน้ำตาลจับแข็งกรัง !!!

ใช่…นึกออกล่ะ ฉันใส่มันไว้เองเมื่อเช้าวันศุกร์
ตอนที่ฉันสะโหลสะเหลออกจากบ้าน แวะเข้าเซเว่นฯแล้วซื้อกาแฟกระป๋องนี้มาซดอั๊กๆ
จากนั้นฉันก็มองหาถังขยะ แต่ไม่พบ สุดท้ายเลยยัดมันลงในกระเป๋า

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กระเป๋าของฉันกลายสภาพเป็นถังขยะจำเป็น
เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ นับตั้งแต่คืนข้ามปี
…คืนที่เกิดการระเบิดหลายจุดในกรุงเทพฯ

ระเบิดในถังขยะ
ไม่มีถังขยะย่อมไม่เกิดระเบิดในถังขยะ
ช่างเป็นการแก้ปัญหาได้ตรงจุด ชนิดที่หาอะไรตรงกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว

นึกย้อนไปหลังจากคืนนั้น สภาพถังขยะค่อยๆ แปรเปลี่ยน ก่อนจะหายไปในที่สุด
ครั้งแรกถังขยะพลาสติกถูกเก็บออกเหลือไว้แต่เพียงถุงดำ
ส่วนถังขยะที่เป็นโครงเหล็กมีรูรอบ ที่เคยมีถุงดำอยู่ในนั้นก็กลายเป็นถังขยะโป๊เปลือย
แวบแรกที่เห็นฉันนึกสงสารคนเก็บขยะจับใจ
จากที่เคยยกถุงรวบเก็บ คราวนี้จะทำอย่างไร
มิต้องใช้มือโกยขยะออกจากถังที่ฐานตรึงแน่นกับพื้นหรือ ?

ความกังวลนั้นมีอายุยาวไม่กี่วัน
เพราะไม่นานจากนั้นถังขยะที่ว่าก็ถูกถอนออกไป ไม่เหลือแม้แต่โครง
ถุงขยะก็ไม่มีให้เห็น ทั้งถุงดำ ถุงใส รวมไปถึงถังขยะที่เคยมีแทบทุกเชิงบันไดเลื่อนในห้างสรรพสินค้าพร้อมใจกันหายไปหมด

ฉันไม่ได้รู้ตัวทันทีหรอกว่า ถังขยะสาธารณะสูญพันธุ์สิ้นซากไปแล้ว
ครั้งแรกที่หาที่ทิ้งแก้วน้ำที่ดื่มหมดแล้วไม่ได้ ยังไม่ได้เอะใจอะไร
แต่ตอนที่หาที่ทิ้งถุงใส่ลูกชิ้นไม่ได้นี่สิทั้งหงุดหงิดทั้งโมโห
ทำไมฉันจะต้องหิ้วถุงที่เหลือแต่น้ำจิ้มกับไม้เสียบเดินไปไหนต่อไหน
แถมยังต้องพามันนั่งรถกลับบ้านอีก !!!

——————————

“แค่ไม่มีถังขยะในที่สาธารณะจะเดือดร้อนอะไรหนักหนา ที่บ้านไม่มีถังขยะหรือไง ?”
ใครหลายคนอาจกำลังตั้งคำถามนี้อยู่ในใจ
ก็แค่เรื่องถังขยะนี่แหละที่จะนำปัญหาอื่นตามมา

“มองโลกในแง่ร้ายเกินไปหรือเปล่า ?”
อาจจะใช่…แต่ลองคิดดู

กรุงเทพฯใช้เวลานานแค่ไหนในการแก้ปัญหาการทิ้งขยะไม่เป็นที่ของชาวเมือง
ไม่มีถังขยะ แรกๆ ผู้คนคงทำไม่ต่างจากฉัน คือถือขยะไว้กับตัว รอทิ้งในที่ที่ควรทิ้ง
แต่คนสิบล้านคงไม่ได้มีความอดทน ความรับผิดชอบต่อสังคมทั้งสิบล้านหรอก
ไม่ใช่เรื่องของเรา ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องรับผิดชอบ ดูจะเป็นคติประจำใจของหลายๆ คน
ขยะตามท้องถนนเริ่มมีให้เห็นมากขึ้นๆ เรากำลังจะกลับเป็นเมืองที่ขยะเกลื่อนอีกครั้ง

คนกวาดถนนต้องเหนื่อยเพิ่มอีกแค่ไหน
คนเก็บขยะขายขาดรายได้ไปเท่าไร
คนขายลูกชิ้นปิ้งขาดลูกค้า (อย่างน้อยก็ฉันคนนึงล่ะ ที่จะไม่ยอมถือถุงน้ำจิ้มไปไหนต่อไหน)
คนขายน้ำด้วย (เหตุผลเดียวกับเรื่องลูกชิ้น)
ฯลฯ

“เรื่องเล็กๆ ทั้งนั้น ไร้สาระ”
อย่าลืมเรื่องใหญ่ๆ เกิดจากเรื่องเล็กๆ มานักต่อนัก

“ก็แค่เรื่องขยะๆ จะอะไรนักหนา”

——————————

ระเบิดในถังขยะ
ไม่มีถังขยะย่อมไม่เกิดระเบิดในถังขยะ
ช่างเป็นการแก้ปัญหาได้ตรงจุด ชนิดที่หาอะไรตรงกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว

กว่าจะเห็นค่าของของบางสิ่งก็ไม่มีสิ่งนั้นให้เห็นซะแล้ว กลับมาเถอะถังขยะ

เอ๊ะ…นี่ฉันขี้บ่นเกินไปหรือเปล่า ?

25 กุมภาพันธ์ 2550


เรื่องไอ้กร 7 : โพสต์อิท…ติดทั่วบ้าน

กุมภาพันธ์ 9, 2007

ไอ้กรทำได้แล้ว
หลังจากใช้เวลาครึ่งชีวิตในโรงเรียน (ไอ้กร 6 ขวบ เรียนหนังสือมา 3 ปี)
ในที่สุดมันก็ทำได้
มันเขียนหนังสือเป็นแล้ว !!!

คุณน้าพบความสามารถใหม่ของมันในคืนหนึ่ง
คืนที่คุณน้ากลับบ้านดึกโข แล้วพบของเล่นกระจายเต็มบ้าน !!!
ไอ้กรไม่ได้ปล่อยให้ของเล่นเกลื่อนแบบนี้นานแล้ว เพราะเรามีข้อตกลงกันว่า
ของเล่นที่ถูกปล่อยทิ้งๆ ขว้างๆ คือของเล่นที่เจ้าของไม่ต้องการ
ถ้ากรทิ้งของเล่นไว้ คุณน้าจะเก็บของพวกนั้นไปบริจาคให้หมด

แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น !!!
คุณยายตามใจหลานอีกล่ะสิ ไม่ได้…ต้องจัดการเก็บให้เกลี้ยง
แต่เก็บไปหมดนี่มันคงแทบไม่เหลือของให้เล่น…ช่วยไม่ได้ตกลงกันแล้วนี่

ก่อนที่คุณน้าจะปฏิบัติการอันตรธานของเล่น ก็เห็นกระดาษแผ่นหนึ่งแปะอยู่ที่หุ่นยนต์
ลายมือโย้เย้บนนั้นเขียนว่า
“ห้ามเก็บทานทับ”
คุณน้ามองไปรอบๆ อีกครั้ง ฐานทัพโดนสัตว์ประหลาดโจมตีละมั้งนี่

ครั้นจะเก็บให้หายรกก็อดนึกถึงบรรดาคู่มือเลี้ยงลูกไม่ได้
บทความแม่ๆ ลูกๆ ที่เคยเขียนเองกับมือผุดขึ้นมาในหัว
ถึงจะเขียนไปค่อนขอดไปในใจว่า จะเลี้ยงลูกเป็นเทวดากันหรือไงก็เถอะ
ทฤษฎีว่าไว้…รับฟังสิ่งที่เด็กๆ สื่อ…เคารพการตัดสินใจของเค้า…ถามเหตุผลในสิ่งที่เค้าทำ
…อธิบายสิ่งต่างๆ ให้เค้าเข้าใจ ฯลฯ
เฮ้อ…งั้นไว้ตอนเช้าค่อยว่ากัน

วันต่อมา ไอ้กรเก็บทานทับเกลี้ยงแต่เช้า
“อ้าว…ไม่สร้างต่อแล้วหรอ?”
“ไม่อ่ะ เดี๋ยวพ่อพาไปบ้านปู่”
“แล้วทำไมไม่เก็บตั้งแต่เมื่อคืน?”
“ก็กรจะทำให้ใหญ่ๆ ถ้าเก็บก็ต้องทำใหม่สิ!”
“แต่ทานทับไม่ได้เขียนยังงี้นิ มันต้อง ฐ ฐาน”
“ถ ถาน แบบหนาย?”
“จ จาน ที่มีหลังคาข้างบน มีหยักๆ ข้างล่างไง”
“ทำไมต้อง ฐ ฐาน?”
“ก็มันชื่อ ฐ ฐาน ฐานทัพ เก๊าะต้อง ฐ ฐาน ดิ ท ทาน มันก็รับประทาน
…แล้ว ทับ เก๊าะต้อง ทอ-อะ-พอ ทัพ พ พาน น่ะ”
“ทำไมต้อง พ พาน?”
“ไม่รู้ว้อยยยยยยย” คุณน้าลืมทฤษฎีอธิบายทุกอย่างให้เด็กเข้าใจไปซะแล้ว

หลังจากวันนั้น บ้านเรามีป้ายแปะอยู่ทุกที่
ที่ถุงขนม แปะว่า “ห้ามกินของกร”

kornmail2.jpg
เย็นวันเสาร์มันเล่นจนเหนื่อยหลับแต่หัวค่ำ
มันยังแปะป้ายที่แก้มตัวเองว่า “ปุกดูปังคุง”
กระทั่งที่แขวนผ้าเช็ดตัวมันยังแปะป้ายบอก
“พ่อใช้ผ้าแล้วเอาผ้าของกรไว้ข้างหน้า”
นั่นเพราะมันชอบทำหัวเปียก จะได้ทำผมตั้งๆ
มันกะว่าออกจากห้องน้ำจะได้เอาหน้าแปะกับผ้าเช็ดตัวได้เลย

kornmail.jpg

น้องปราง-PND คนแรกที่ได้เห็นป้ายประกาศของไอ้กร
อ่านแล้วขำก๊าก และเตือนคุณน้าว่า
“ระวังเถอะเจ๊…อีกหน่อยมันจะแปะป้ายหน้าห้อง –ส่วนตัว…ห้ามเข้า–”

คนที่ปลื้มกับป้ายของไอ้กรมากที่สุดก็คือคุณยาย
จะเขียนผิดเขียนถูก จะห้ามโน่นห้ามนี่ ยังไงคุณยายก็ปลื้ม
ยกเว้นป้ายอันล่าสุด
เมื่อคุณยายอุ่นแกงไว้ แล้วบอกไอ้กรว่า
“เตือนด้วยนะ…ยายอุ่นแกงไว้”
ไอ้กรรับคำ “คร้าบบบบ” เสียงแจ๋ว
ตามปกติได้รับคำสั่งแบบนี้ไอ้กรจะวนเวียนอยู่รอบๆ ตัวคุณยาย
คอยบอก “ยายอุ่นแกงไว้ๆ”
คราวนี้มันไม่มาเตือน แถมคุณยายเองก็ลืม
มารู้ตัวก็ตอนได้กลิ่นไหม้นั่นแหละ
คุณยายบ่นไอ้กร “ไม่ช่วยเตือนเลย…ดูสิไหม้ดำปี๋”
“หนูบอกแล้ว นี่ไง” ไอ้กรชี้ไปที่เสื้อคุณยาย มีป้ายแปะว่า
“ยายอุนแกง”

9 กุมภาพันธ์ 2550