เกมกระซิบ

เมษายน 15, 2007

มันใช่สิ่งเดียวกับเรื่องในจินตนาการของคนสมัยก่อนหรือเปล่า

การที่เราได้คุยกับคนที่อยู่ห่างไกล
ได้ยินเสียงข้างๆ หู ได้สนทนาโดยไม่เห็นอีกฝ่าย
หรือกระทั่งพูดคุยได้โดยไม่ต้องออกเสียง ไม่ต้องขยับริมฝีปากเอ่ยคำ
เพียงพรมนิ้วลงบนแป้น เราก็สามารถสื่อสารกับคนที่อยู่อีกซีกโลกได้
โดยที่คนที่นั่งข้างๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังถูกพูดถึง !!!

เวทมนตร์ หรือ พลังจิต
ไม่ต้องมีสองสิ่งนั้น
เพียงมีโทรศัพท์มือถือ กับ คอมพิวเตอร์
เราก็คล้ายมี เทเลพาธี – - โทรพาที

การสื่อสารง่ายเข้า เหมือนโลกอยู่ในมือ
เพียงขยับปลายนิ้ว มิตรภาพใหม่ๆ เกิดขึ้นได้ทุกวัน
ทว่ามิตรภาพนั้นแข็งแรงเพียงใด
รู้จัก…เหมือนไม่รู้จัก
พูดคุยกันทุกวัน ทว่า…ตัวตนของอีกฝ่ายเป็นเช่นไร
เรารู้จักคนมากขึ้น…หรือเราไม่รู้จักใครเลย แม้แต่ตัวเอง !!!

มิตรภาพในโลกเสมือนช่างเปราะบาง
เพียงมีสิ่งใดมากระทบสักนิด ความหมางเมิน เฉยชา
กระทั่งการเป็นศัตรูพร้อมเข้าแทนที่

เคยเล่นเกมกระซิบมั้ย ?

นั่งต่อแถวกันยาวๆ กระซิบข้อความบอกต่อกัน
จากหัวแถวสู่ท้ายแถว ข้อความกลับเปลี่ยนเป็นคนละเรื่อง

มิตรภาพในโลก อาจไหวไกวกับคำ คนโน้นพูดว่า… คนนี้พูดว่า…
กว่าสารจะสื่อถึงเรา เค้าความจริงแทบไม่เหลือ

แต่นั่นก็เพียงลมปาก ใครใคร่เชื่อ-เชื่อ
ใครมีสติ รู้คิดพิจารณาหาความจริงก่อนเชื่อ มิตรภาพย่อมมั่นคง

ในโลกเสมือนล่ะเรื่องคล้ายๆ กันนี้เกิดได้เสมอ
และอาจรุนแรงกว่าด้วย
คำคนโน้นเล่าคนนี้บอกในโลกจริงก็แค่ลม…ลมยังทำให้หวั่นไหวได้

คำในโลกเสมือนที่มาในรูปอักษร…ยิ่งทำให้ผู้รับสารคล้อยตามได้ง่าย
ง่ายจนลืมคิดไปว่าการเปลี่ยนแปลงถ้อยคำในกรอบคำพูดของใครสักคนไม่ใช่เรื่องยากเลย
จะให้ดี-ร้ายเพียงใดก็ทำได้ ลบออกเขียนใหม่ ไร้ร่องรอย

ไม่แปลกที่จะเชื่อ…ก็คนเรามักเชื่อในสิ่งที่เห็น
ใช้ชีวิตบนโลกด้วยสติเท่าใด ในโลกเสมือนคงต้องครองสติให้มั่นเป็นสองเท่า

มิตรภาพสวยงามเสมอ ไม่ว่าจะในโลก หรือ โลกเสมือน
น่าเสียดายหากมิตรภาพของใครบางคนจะจบลงเพราะเกมกระซิบ

เมื่อคำที่เราไม่ได้พูด มาอยู่ในกรอบคำพูดของเรา
แล้วกรอบคำพูดนั้นถูกส่งไปให้คนอื่น อะไรจะเกิดขึ้น ?

หรือนั่นคือบททดสอบมิตรภาพ

15 เมษายน 2550


บนรถเมล์ (3)

เมษายน 11, 2007

ใครว่าตอนกลางวันรถไม่ติด

สิบเอ็ดโมงกว่าๆ วันพุธ ฉันอยู่หน้าโรงพยาบาลจุฬาฯ ต้องเข้าออฟฟิศให้ทันบ่ายโมง มีเวลาเกือบสองชั่วโมง ไม่จำเป็นต้องขึ้นรถไฟฟ้าหรอก เปลือง

และแล้วฉันก็ขึ้นรถเมล์ เพื่อจะพบว่าคาดการณ์ผิด ครึ่งชั่วโมงผ่านไป รถยังกระดืบคืบคลานไม่พ้นโรงพยาบาลตำรวจ !!! เกือบเที่ยงจอดสนิทหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ ทำไมรถติดขนาดนั้น

รถธรรมดา ไร้แอร์ ไร้พัดลม
จำนวนคนบนรถเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คนทั้งคันรถหงุดหงิด
ร้อนกายพาให้ใจร้อนตาม หรือใจร้อนทำให้กายร้อนกว่าอุณหภูมิจริงกันแน่

พี่ที่ออฟฟิศโทร.ตาม ถึงไหนแล้ว ทันชัวร์ ฉันยังมั่นใจว่าทัน แต่เริ่มไม่แน่ใจว่าจะทันกินได้ข้าวกลางวันหรือเปล่า ใกล้แล้วๆ ฉันปลอบใจตัวเองเมื่อรถเคลื่อนผ่านแยก ใกล้แล้วๆ จะเลี้ยวเข้าอนุสาวรีย์แล้ว

หน้าสวนสันติภาพ
กระเป๋าสาวที่ยืนหลับแล้วหลับอีกตะโกน
“รถเลี้ยวซ้ายตีกลับ ใครไปหมอชิตลงป้ายนี้”
นั่นแหละฉันถึงได้สังเกตว่า คนบนรถกว่าครึ่งหอบของพะรุงพะรัง และกว่าครึ่งนั้นทยอยลงจากรถ
“…ไปหมอชิตลงต่อรถป้ายนี้” กระเป๋าสาวพูดกับชายหนุ่มที่มีเป้ขนาดยักษ์สองใบ เขาเฉย กระเป๋าสาวค้อนใส่

รถเคลื่อนเข้าอนุสาวรีย์
“รถหมดระยะป้ายนี้.” กระเป๋าสาวกระชากเสียง
“จะไปหมอชิตล่ะสิ บอกให้ลงๆ ป้ายที่แล้วไม่ลง” เธอพูดลอยๆ กับเบาะว่างข้างๆ ชายเป้ยักษ์
“ผมจะขึ้นรถตู้’ยุดยาป้ายนี้”

ไม่รู้ว่าเรื่องของนายเป้ยักษ์กับกระเป๋าสาวจะดำเนินต่อไปอย่างไร ปะทะคารม ต่างคนต่างไป หรือกลายเป็นอย่างละครหลังข่าว

ส่วนฉันน่ะหรอ…กระโจนขึ้นแท็กซี่ บ่นกับตัวเอง…ทำไมไม่ขึ้นรถไฟฟ้ามาแต่แรก(วะ) เอาน่ายังไงก็ถึงจุดหมายทันเวลา ถึงจะเหลือเวลากินข้าวไม่ถึงสิบนาทีก็เถอะ

เอ…หรือที่รถติดหนักๆ คนเยอะๆ ทั้งที่เป็นตอนกลางวัน…วันธรรมดา เพราะผู้คนเริ่มกลับบ้านในเทศกาลสงกรานต์

“กลับบ้าน” คำนี้อบอุ่นเสมอ ถึงระหว่างทางจะทุลักทุเลไปบ้างก็เถอะ

ฉันเหลือบมองปฏิทิน พุธ 11 เมษายน 2550

ใครหลายคนกำลังกลับบ้าน

ฉัน…นั่งอยู่ที่ออฟฟิศ

11 เมษายน 2550