ระหว่างพุทธศาสนากับสันติภาพ…

มิถุนายน 30, 2007

1.

pic_51.jpg

พระสงฆ์คว่ำบาตร ประท้วง ส.ส.ร.ไม่บรรจุพุทธ

 …หลังจากรู้ผลว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญมีมติไม่บัญญัติให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติแล้ว พระมหาบุญถึง ชุตินฺธโร ประธานรัฐสภาวนาราม ได้นำพระสงฆ์กว่า 10 รูป และผู้ชุมนุมกลุ่มหนึ่งเดินไปที่หน้าประตูทางเข้ารัฐสภา เพื่อผลักบาตรจำลองขนาดใหญ่ที่มีป้ายผ้าพันรอบบาตรว่า “รัฐธรรมนูญ 2550” ให้คว่ำลง พร้อมทั้งดันบาตรเข้าไปจนติดประตูทางเข้ารัฐสภา อันเป็นการแสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้ชุมนุมขอคว่ำบาตรรัฐธรรมนูญ โดยระหว่างที่กำลังคว่ำบาตรอยู่นั้น พระสงฆ์ที่นั่งอยู่ในเต็นท์ก็พร้อมกันสวดบังสุกุลไปด้วย อย่างไรก็ตาม ขณะที่กำลังชุลมุนมีพระชาญขวัญ อาชญฺโญ วัดบ้านกะลัน จ.สุรินทร์ ปีนขึ้นไปบนบาตร ทำให้ฝ่ายรักษาความปลอดภัยของรัฐสภาวนารามต้องนำตัวกลับไปที่เต็นท์อำนวยการ 

…ต่อมาพระมหาบุญถึงให้สัมภาษณ์ว่า การชุมนุมที่ผ่านมากว่า 3 เดือนเพื่อขอบิณฑบาตกับ ส.ส.ร.ให้บัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ ส.ส.ร.ก็ไม่ใส่บาตรให้พระสงฆ์ การคว่ำบาตรเพื่อต้องการแสดงให้เห็นว่าต้องการคว่ำมิจฉาทิฐิ กิเลสที่บังตาและบังปัญญาของ ส.ส.ร.ที่ไม่ฟังเสียงประชาชน ตามพระธรรมวินัยแล้วพระสงฆ์สามารถคว่ำบาตรญาติโยมได้  หากญาติโยมพูดจาดูหมิ่นพระสงฆ์ ขอยืนยันว่าไม่ได้ต้องการต่อสู้กับนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ส.ส.ร. และ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างฯ อย่างไรก็ตามในส่วนของการชุมนุมและอดอาหารนั้นจะยุติไว้ก่อน และจะสลายการชุมนุมชั่วคราวเพื่อหาแนวทางในการเคลื่อนไหวต่อไป แต่จะมีชาวพุทธและพระสงฆ์บางส่วนที่จะชุมนุมอย่างต่อเนื่องที่หน้ารัฐสภาต่อไป 


คัดลอกข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ปีที่ 58 ฉบับที่ 18057 วันเสาร์ ที่ 30 มิถุนายน 2550

2.

profilesart1.jpg

…ติช นัท ฮันห์ ได้สนทนากับ เดเนียล เบอร์ริแกน ซึ่งเป็นนักบวชนิกายเยซูอิดในห้วงเวลาที่สงครามกำลังรุนแรงในช่วงปี 2517 นักบวชนิกายเยซูอิดถามว่า ท่านเลือกอะไร ระหว่างพุทธศาสนากับสันติภาพ ถ้าเวียดนามมีสันติภาพแต่หมายถึงพุทธศาสนาจะไม่มีที่ยืน เพราะคอมมิวนิสต์เขาไม่เปิดโอกาสให้มีเสรีภาพทางศาสนา

ติช นัท ฮันห์ ตอบว่า เลือกสันติภาพ เพราะว่าพุทธศาสนายอมไม่ได้ ถ้าหากจะเลือกพุทธศาสนาแล้วไม่มีสันติภาพ พุทธศาสนาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่โบสถ์ จีวร มันอยู่ในใจตราบใดที่มีสันติภาพ ก็แน่ใจได้ว่า พุทธศาสนาจะงอกงามในใจคน

คัดลอกจากคอลัมน์ global village นิตยสาร way ฉบับที่ 9 เดือน มิถุนายน 2550

จบข่าว


เรื่องไอ้กร 10 : เขียนให้ดีๆ หน่อย

มิถุนายน 28, 2007

ตั้งแต่ขึ้น ป. 1 มานี่ไอ้กรเกเรบ่อย จะเรื่องอะไรนอกจากโยเยโยกโย้ ไม่อยากไปโรงเรียน เดี๋ยวปวดหัว ตัวร้อน ปวดท้อง ปวดฟัน ไอแค่กๆ 

แต่ละเช้าคุณยายต้องใช้ความพยายามหลอกล่อให้มันไปโรงเรียนให้ได้
“วันนี้วันศุกร์แล้ว ไปอีกวันเดียวเดี๋ยวก็ได้หยุด”
“วันนี้เรียนยูโดนี่ ชุดเท่ออก ไม่ไปต้องรอใส่ชุดอาทิตย์หน้าเลยนะ ไหนว่าจะไปต่อสู้กับเพื่อนไง”
“หนูต้องไปโรงเรียนโตขึ้นจะได้ทำงานดีๆ หนูเห็นคนที่เขาทำงานก่อสร้าง คนกวาดถนนมั้ย พวกนั้นเขาไม่ได้เรียนหนังสือ เลยต้องทำงานลำบาก เหนื่อยก็เหนื่อย ร้อนก็ร้อน…ตอนเด็กๆ เขาอยากเรียนแต่ไม่ได้เรียนรู้มั้ย” แน่ะ คุณยายไปรู้เขาอีก
“หนูต้องขยันเรียน เรียนเก่งๆ จะได้ทำงานดีๆ ไม่ต้องตากแดด” โธ่…ยาย ไอ้กรมันกลัวแดดซะที่ไหน

คุณยายปากเปียกปากแฉะพูดไปจับมันแต่งตัวไป มันฟังซะที่ไหน
พอรถโรงเรียนมาคุณยายก็จับมันยัดใส่รถโบกมือบ๊ายบาย

เช้าๆ แหกปาก ไม่ไปๆ ตกเย็นระรื่น มีเรื่องโน้นเรื่องนี้กลับมาเล่าทุกวัน
แล้วมันจะร้องไม่อยากไปทำไมกันละเนี่ย ???

เมื่อเช้าก็เหมือนเคย ตื่นมามันก็ไม่ยอมลุกจากที่นอนซะอย่างนั้น
ก่อนที่คุณยายจะเริ่มปฏิบัติการตะล่อมไอ้ตัวดีให้ไปโรงเรียน คุณน้าซึ่งฟังคุณยายบ่อยๆ เข้าชักรำคาญ เลยกระซิบให้คุณยายเปลี่ยนแผนใหม่ ลองทำไม่สนใจมันดูบ้าง

พอไม่มีใครสนใจมันชักลังเล
เดี๋ยวรถโรงเรียนมาแต่งตัวไม่ทัน เอาไงดีหว่า
มันเดินไปแต่งตัวเอง เตรียมกระเป๋าเสร็จสรรพ
ให้มันได้ยังงี้สิ

แล้วมันก็นึกอะไรขึ้นมาได้
“ครูบอกให้เอาหนังสือไปคนละเล่ม”
“หนังสืออะไร? เอาไปทำไม?”
“เอาไปไว้ที่ห้อง แบ่งกันอ่าน ให้เป็นหนังสือที่มีประโยชน์”
“อ้อ…เลือกเอาไปสิ เล่มนี้มั้ย?” คุณยายหยิบ ‘น้องของฉัน’ ให้
“ไม่เอา เล่มนี้หนูชอบ”
“นี่ล่ะ? ‘หนูนิดไม่อยากไปโรงเรียน’ ดีมั้ย?”
“เล่มนี้หนูก็ชอบ ไม่ให้ๆ”
“อันนี้นี่ ‘ของขวัญมหัศจรรย์จากภูติ’ เพื่อนๆ ต้องชอบแน่”
“ไม่อ่ะ เดี๋ยวหาย”
คุณยายหยิบเล่มโน้นเล่มนี้…จนในที่สุด

“เอ้า…งั้นเล่มนี้” คุณยายส่งหนังสือของคุณน้าให้ คราวนี้มันเอาแฮะ
หน็อย ทีเล่มอื่นล่ะหวง ไม่เอาไปแบ่งเพื่อน โน่นชอบ นี่กลัวหาย
ชิชะ ไอ้ตัวดี ทีเล่มนี้ นอกจากไม่ชอบ ไม่หวงแล้ว มันยังทำหน้าสงสัย ถามคุณน้าอีกว่า
“เล่มนี้มีประโยชน์หรือเปล่า?” ดูมันๆ

ตกเย็นคุณน้าเลียบๆ เคียงๆ เช็กเรตติ้งถามมันดูว่า เพื่อนๆ ชอบหนังสือที่มันเอาไปหรือเปล่า
“บางคนก็ชอบบางคนก็ไม่ชอบ…เอาเพื่อนแบบเก่าหรือเพื่อนแบบใหม่?” มันหมายถึงเพื่อนที่เรียนด้วยกันตั้งแต่อนุบาลกับเพื่อนที่เพิ่งรู้จักตอน ป. 1
“แบบไหนก็ได้”
“หนูบอกน้องป้องว่า น้าเป็นคนเขียนเรื่องนี้เองด้วย” น้องป้องที่มันว่านี่เจ้าปกป้องคู้ซี้จอมแสบ–เพื่อนแบบเก่าของมัน
“แล้วน้องป้องว่าไง” คุณน้าอยากรู้ว่าเด็กๆ จะคิดยังไง
“น้องป้อง ให้มาถามน้าว่า…เขียนเรื่องแบบสไปเดอร์แมนเป็นมั้ย?”
โอ้ย…ไม่เป็นเฟ้ย!!! คุณน้าตอบในใจ
“แล้วน้าทำแบบนั้นเป็นป่ะ เอาแบบเจ๋งๆ นะ เขียนให้มันดีๆ หน่อย”

27 มิถุนายน 2550


บ๊ะจ่างของแม่

มิถุนายน 17, 2007

noname002-1.jpeg 

ฉันเฝ้าดูแม่วุ่นอยู่กับการทำบ๊ะจ่างมา 2 วันแล้ว
2 วัน เสาร์-อาทิตย์ วันพักผ่อนที่คนทำงานออฟฟิศอย่างฉันเฝ้ารอ
แต่งานของแม่ไม่เคยมีวันหยุด

เริ่มจากวันเสาร์ที่แม่เตรียมของ ซื้อหาใบไผ่ (เขาว่ามันมาจากไผ่ต้นใหญ่ๆ) ที่ใช้ห่อบ๊ะจ่าง…ชื่อใบอะไรฉันถามแม่แล้วแต่จำไม่ได้ ว่ามันชื่อใบอะไร เช่นเดียวกับกับคำถามที่ว่าทำไมต้องไหว้บ๊ะจ่าง เทศกาลอะไร ตรงกับวันไหน ฯลฯ ที่ฉันถามทุกปีและแม่ก็ตอบทุกปี

จากใบไผ่แห้งใบใหญ่ที่พอกลับถึงบ้านเราต้องเอามาคัด ตัด แช่น้ำค้างคืนไว้ก่อนถึงใช้ได้ แม่ก็ไปซื้อหา ข้าวเหนียว ถั่วลิสง กุ้งแห้ง ไข่เค็ม เผือก ไชโป๊ว  พริกไทย เนื้อหมู แต่ละอย่างหาไม่ยากใช่มั้ย

ใช่, แต่ของที่แม่ซื้อไม่สำเร็จรูปสักอย่าง 
ไข่เค็มที่ทางร้านตอกคัดเฉพาะไข่แดงไว้ขายสำหรับเทศกาลนี้แม่ไม่ซื้อ ต้องโน่น ไข่เค็มที่ยังพอกโคลนอยู่…ร้านตอกไว้กี่วันแล้วไม่รู้ไม่สด แม่ให้เหตุผล
เผือกกวนเองปั้นเอง
ไชโป๊ว…เหมือนกันเอามาหั่นเองที่บ้าน
พริกไทยเลือกชนิดเม็ด ตำเองจะได้ไม่ละเอียดจนเป็นฝุ่นแป้ง หอมและได้รสกว่า แม่ว่ายังงั้น
ผงหมักหมูน่ะหรอ ไม่มีทางแม่ไม่ใช้หรอก
อ้อ…ซื้อถ่านด้วย ต้องเตาถ่านเท่านั้นถึงอร่อย  
จับจ่ายซื้อของเสร็จสรรพกลับถึงบ้าน แม่แช่ หั่น ตำ สับ หมัก กวน ปั้น โดยมีฉันเป็นลูกมือที่ช่วยอะไรไม่ได้เท่าไหร่

เช้าวันอาทิตย์แม่ตื่นแต่มืด อุปกรณ์พร้อม เครื่องปรุงพร้อม แม่ห่อใบไผ่เป็นกรวยใส่ข้าวเหนียว กุ้งแห้ง ไข่เค็ม เผือก ถั่ว ไชโป๊ว หมู เสร็จสรรพรวบห่อเป็นรูปสามเหลี่ยมเหมือนขนมเทียน มัดด้วยเชือก ผูกรวมกันเป็นพวง แม่ห่อลูกแล้วลูกเล่า จากพวงแรกเพิ่มเป็น สอง สาม สี่  ฉันอดถามไม่ได้
“เราก็ไม่ได้ไหว้เยอะอะไร ซื้อเอาไม่ดีกว่าหรอ ไม่ต้องเหนื่อย”
“ซื้อเค้าลูกนึง 25-30  เสีย 300 ได้ 10 ลูก ทำเอง 300 ได้ 30 ลูกมั้ง”
“10 ลูกก็พอแล้วนี่ แล้วแม่จะทำเยอะๆ ไปทำไมเนี่ย” ฉันนับๆ ดูได้เกิน 70 ลูกแล้วล่ะ
“ก็ทำเผื่อบ้านอากู๋ 20 บ้านอาซิ้ม 20 แบ่งให้บ้าน….” แม่ไล่เรียงให้ฟังว่าจะ ‘แบ่ง’ ให้ใครบ้าง

ใช่, แม่ทำแบบนี้ทุกปี และฉันก็ถามซ้ำๆ อยู่ทุกปี แม่ตอบแบบนี้ทุกปี 
สิ่งที่ฉันสงสัยอีกอย่างแต่ไม่ได้ถาม คือ “แล้วทำไมบ้านโน้นบ้านนี้ที่แม่ว่าไม่ทำเผื่อบ้านเราบ้าง…?”
จะถามทำไม ในเมื่อแม่สอนเรา พี่ๆ น้องๆ ว่า “มีอะไรช่วยคนอื่นได้ไม่เหนือบ่ากว่าแรงก็ช่วยเขาไปเถอะ แต่อย่าไปหวังอยากได้อะไรจากคนอื่น”

กว่าบ๊ะจ่าง 86 ลูกจะสุกทั้งหมดก็ปาเข้าไปบ่าย 2 ไม่พักรอให้หายเหนื่อย บ้านไหนอยู่ใกล้แม่เดินเอาบ๊ะจ่างไปแจกจ่ายให้ บ้านไหนอยู่ไกลแม่โทรฯให้เขาขับรถมารับเอาไปเอง

บ๊ะจ่าง 6 ลูกสุดท้ายไม่มีไข่เค็ม…เครื่องไม่ครบ
แน่นอน 6 ลูกนั้นยังอยู่ที่บ้านเรา
และแน่นอนกว่านั้น ถ้าให้แม่เลือกหยิบมากินเอง แม่ต้องหยิบจาก 6 ลูกนั้น  !!!
แม่สอนเราทั้งคำพูดและการกระทำ

17 มิถุนายน 2550