คนกวาดถนนสายวรรณกรรม

ตุลาคม 22, 2007

ไม่รู้ว่าจะเรียกอารมณ์ตัวเองตอนนี้ว่ายังไงดี เหนื่อย เศร้า โมโห หรือท้อ

สิ่งที่ไม่ควรปล่อยให้สูญเสียไป คือการสูญเสียความภาคภูมิใจในสิ่งที่ตนเองทำ ฉันรู้ดี แต่ฉันกำลังสูญเสียสิ่งนั้น

ฉัน คนตรวจปรู๊ฟ หรือเรียกให้ถูกตามหลักภาษาไทย ก็คือ พิสูจน์อักษร

อาชีพที่นักเขียนหลายคนมองราวกับเป็นอาจารย์ฝ่ายปกครองที่คร่ำครึ ยึดติดกับอะไรเก่าๆ ไม่ทันโลก
อาชีพที่นักเขียนหลายคนมองว่า ดีแต่กอดตำรา ยกกฎเกณฑ์มาอ้าง ไร้ความสามารถที่จะสร้างสรรค์ถ้อยคำด้วยตนเอง ปฏิเสธการสร้างคำใหม่ๆ
อาชีพที่นักเขียนบางคนมองว่าต่ำกว่าพวกเขาหลายขุม

ฉันไม่ได้คิดไปเอง…

นักเขียน (ยังไม่ดัง) คนหนึ่ง ฝากของบางอย่างให้ฉันช่วยนำไปให้กองบรรณาธิการคนหนึ่งเพราะเห็นว่าทำงานที่เดียวกัน ฉันไม่ขัดข้อง แต่เมื่อของนั้นไปถึงมือกองบรรณาธิการสาว คำที่เธอเอ่ยมาไม่ใช่คำขอบคุณ แต่เป็นคำว่า “พี่ไปรู้จักเขาได้ยังไง”

น้ำเสียงและกิริยาของเธอราวกับว่า การที่คนตรวจปรู๊ฟคนหนึ่งรู้จักนักเขียนคนหนึ่ง ดูเป็นการอาจเอื้อม เป็นมิตรภาพข้ามชนชั้นอย่างไรอย่างนั้น

งานเสวนาวรรณกรรม หรือกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อคนรักหนังสือที่ใครก็ตามที่รักการอ่านการเขียนมีสิทธิ์ที่จะไปร่วม ยังมีคนเช่นเดียวกับเธอคนนั้นตั้งคำถามว่า “เป็นปรู๊ฟมาทำไม” หลายๆ งานฉันจึงเลือกที่จะเลี่ยง
………………………….

ในยามที่คนตรวจปรู๊ฟถามข้อมูลเกี่ยวกันคำที่กองบรรณาธิการผู้เรียกตัวเองว่าเป็นนักเขียนเขียนมา คนที่ใส่ใจจะตรวจทานแก้ไขในจุดที่ถูกท้วง แต่บางคนสวนกลับมาอย่างฉุนเฉียวว่า “ตามที่เขียนนั่นแหละถูกแล้ว” ทั้งๆ ที่เขียนคำเดียวกันในแต่ละที่ไม่เหมือนกันเลย เขามั่นใจว่าถูกเพราะก๊อบปี้ข้อความมาจากเว็บ แต่ลืมไปว่าไม่ได้เอามาจากเว็บเว็บเดียว และไม่ได้ดูว่าแต่ละเว็บนั้นใช้คำไม่เหมือนกัน

กองบรรณาธิการเดี๋ยวนี้ทำงานง่ายขึ้นด้วยเทคโนโลยีก้าวล้ำนำสมัย (อ๊ะ…อย่าบอกว่า “เป็นปรู๊ฟรู้ได้ยังไง” ฉันเคยเป็นกองบรรณาธิการอยู่นานพอควร บอกได้เลยว่าสบายกว่าปรู๊ฟเยอะ อิสระเยอะกว่า และได้รับเกียรติเหนือกว่าหลายเท่า ส่วนเหตุผลที่ปัจจุบันเป็นปรู๊ฟไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไม่เล่าละกัน) ขณะที่ความสะดวกสบายมากขึ้นแต่ความละเอียด ความใส่ใจ และความแม่นยำของข้อมูลกลับลดลง

เย็นวันศุกร์ ผู้ใหญ่ในออฟฟิศที่ไม่เคยรู้ว่าต้นฉบับปรู๊ฟแรกเละเทะแค่ไหน (เพราะเราเลิกอ่านปรู๊ฟแรกรวมทั้งอาร์ตเวิร์กบนกระดาษนานแล้ว แต่นึกๆ ดู ตอนแก้กันแดงเถือกก็ไม่มีใครมาดูมารับรู้อยู่ดี อ้อ…ใครคิดจะเขียนถึงปรู๊ฟรับทราบข้อมูลนี้ด้วยว่า ปรู๊ฟไม่ได้แค่ถือปากกาแดงกาๆ ลงบนกระดาษ ฝ่ายศิลป์จัดอาร์ตเวิร์กมาในโปรแกรมไหน ปรู๊ฟก็แก้โปรแกรมนั้นแหละ) ตำหนิว่าเจอคำผิด ตัว s หายไปตัวนึง o เกินมา 2 ตัว แต่นั่นเป็นจุดเล็กๆ เมื่อเทียบกับการที่ครั้งหนึ่ง นิตยสารเราลงนามสุกลคนผิด

เราชาวปรู๊ฟเจอต้นฉบับปรู๊ฟแรก ปรู๊ฟสอง ที่ชื่อ-นามสกุลคนผิดบ่อยๆ ถ้าเป็นคนที่เป็นที่รู้จักเราแก้ไขให้ได้ทันที แต่ถ้าเป็นใครจากไหนไม่รู้ แล้วคนเขียนเขียนมาเหมือนกันตลอดทั้งเรื่องใครจะไปคิดว่าผิด (ที่เขียนมาเหมือนกันเพราะคลิ๊กก๊อบปี้+เพลส พอคำที่พิมพ์ครั้งแรกผิดทุกคำก็ผิดหมด)

แต่เมื่อหนังสือออกมา แทนที่ผู้ใหญ่จะถามหาว่าใครเขียนกลับถามว่าใครปรู๊ฟ ตำหนิว่าปรู๊ฟไม่มีเซ้นส์ สงสัยอะไรแทนที่จะถาม อ้าว…ก็ไม่สงสัยนี่หว่า เล่นเขียนมาเหมือนกันทั้งเรื่องแบบนั้นใครจะคิดล่ะว่าผิด สมมุติสัมภาษณ์ ชนากิตติ์ ป้าขายกล้วยแขก คนปรู๊ฟไม่มีทางรู้หรอกว่าเขียนอย่างนี้ แล้วถ้าคนเขียน เขียน ชนากิจ ชนากิจ ชนากิจ มาทั้งเรื่องใครมันจะสงสัยฟระ (มีกองฯอีกพวกเขียนมาให้ปรู๊ฟไปสืบเอาเองว่าชื่อไหนจะถูก ชนากิต ชนากิตติ ชนากิตติ์ อะไรแบบนี้)

คำแรงๆ อย่างปรู๊ฟไม่มีเซ้นส์ ทำงานชุ่ย โง่ งานง่ายๆ ไม่ต้องใช้สมองยังทำพลาด ถามหน่อยว่าถ้าคนทำหน้าที่อ่านทำงานชุ่ย โง่ ไร้สมอง แล้วคนเขียน ที่เขียนแนะนำหนังสือ หนัง ซีดี ที่มีปกหนังสือ ปกซีดีในมือแต่พิมพ์มาผิดๆ เรียกว่าอะไร คนที่ไปสัมภาษณ์คนมาแล้วเขียนชื่อเขาผิดเรียกว่าอะไร คนที่พิมพ์ต้นฉบับตามใจตัวเอง ใช้ภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่มั่งเล็กมั่งตามสะดวกมือล่ะ คนที่ใช้เลขไทย ไม่ใช่เพราะรักความเป็นไทยแต่เพราะใช้โน้ตบุ๊คพิมพ์แล้วขี้เกียจกดเปลี่ยนภาษาเพื่อใช้เลขอารบิคปล่อยให้คนปรู๊ฟตามแก้ล่ะ เรียกว่าอะไร คนที่ลอกข่าวพีอาร์ยังลอกผิดล่ะ

ความเซ็งวันศุกร์ไม่ทันหายความเศร้าวันเสาร์ก็เข้ามาแทรก เมื่อฉันไปงานมหกรรมหนังสือฯและได้นิตยสารเรื่องสั้นที่นักอ่านนักเขียนรอคอยมากที่สุดมาครอบครอง ฉันสะดุดกับเรื่องหนึ่ง ด้วยอารมณ์ติดพันจากวันวาน พออ่านคำนำเสนอเรื่องนั้นฉันถึงกับนั่งซึมไปพักใหญ่

…การต่อสู้ระหว่าง ‘บรรณาธิการ’ กับ ‘พนักงานตรวจปรู๊ฟ’ ผู้รักษามาตรฐานแบบยอมหักไม่ยอมงอ…

ข้อความสั้นๆ ที่คนอื่นอ่านแล้วอาจไม่รู้สึกอะไร กลับตอกย้ำความรู้สึกของฉันในอารมณ์นั้นว่า
ปรู๊ฟ = อาจารย์ฝ่ายปกครองของคนทำหนังสือคร่ำครึ ยึดติดกับอะไรเก่าๆ ไม่ทันโลก
ปรู๊ฟ = พวกดีแต่กอดตำรา ยกกฎเกณฑ์มาอ้าง ไร้ความสามารถที่จะสร้างสรรค์ถ้อยคำด้วยตนเอง ปฏิเสธการสร้างคำใหม่ๆ
ปรู๊ฟ = วายร้ายแห่งวงการวรรณกรรม ผู้ฉุดรั้งความเจริญก้าวหน้าทางภาษา

ต่อเมื่อสงบจิตสงบใจตั้งสติอ่านจนจบ ฉันจึงค่อยชำขื่น ไปกับมันได้

คนตรวจปรู๊ฟมีหลายแบบ ไม่ต่างจากอาชีพอื่นหรอก คนที่ยึดติดกฎเกณฑ์มากๆ ก็มี คนที่ไม่ยอมงออย่างที่ว่านั่นก็หลาย คนที่ย่ำอยู่กับที่ไม่เรียนรู้ศัพท์ใหม่ๆ ก็เยอะ และปรู๊ฟที่ภาษาไม่แตกล่ะ…เหลือเชื่อแต่มีจริง ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วแรงบันดาลใจของคนเขียนเนื่องมาจากขัดใจการบัญญัติศัพท์ของราชบัณฑิตยสถานหรือขัดใจปรู๊ฟ

แต่ฉันเป็นปรู๊ฟคนหนึ่งที่ขัดใจราชบัณฑิตฯ ฉันเคยโพสต์ในเว็บไซต์ไทยไรเตอร์ว่า “ขัดใจ ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่แอบแหกกฎ” อย่างชื่อเมือง สตุ๊ตการ์ท ถ้าใช้ตามศัพท์บัญญัติคือ ชตุทท์การ์ท ซึ่งถ้าใช้อย่างนี้คนอ่านคงต้องนึกนานหน่อยว่าที่ไหนกัน เวลามีคนมาถามเรื่องการสะกดคำฉันจะถามกลับเสมอกว่าจะใช้ตามราชบัณฑิตฯหรือเอาอย่างที่คนทั่วไปอ่านแล้วเข้าใจ

แถลงการณ์ราชบัณฑิตยสถาน เรื่อง กำหนดชื่อทวีป ประเทศ เมืองหลวง มหาสมุทร ทะเล และเกาะ ระบุว่า

๒. เขียนตามที่ไทยเคยออกเสียงกันจนเป็นที่เข้าใจดีแล้ว โดยไม่คำนึงว่าจะออกเสียงตรงตามภาษาเดิมของเขาหรือไม่

แล้วกรณี ชตุทท์การ์ท-สตุ๊ตการ์ท อินดีแอนา-อินเดียน่า ล่ะ คนไทยคุ้นกับการออกเสียงแบบไหน

ฉันยังมีปัญหาคาใจกับหลายๆ คำในพจนานุกรม
ทำไม เซนติเมตร ไม่มีไม้ไต่คู้ แต่พอคำย่อ เซ็นต์ กลับต้องใช้
ทำไม ฟังก์ชัน ไม่มีไม้เอก แต่คำอื่นๆ ที่ลงท้าย ชั่น จึงมี
ทำไม คำว่า ก๊อบปี้ ใช้ ก๊อบ บ ใบไม้
ทำไม ทำไม และทำไมกับอีกหลายๆ คำ

หากฉันจะจบเรื่องนี้อย่างนางเอ๊กนางเอก ว่ายังไงฉันก็ภาคภูมิใจในสิ่งที่ฉันทำ มันพิมพ์ไม่ยากหรอก แต่ฉันเกลียดการโกหก ไม่ว่าจะกับตัวเองหรือคนอื่น ฉันรู้สึกราวกับตัวเองเป็นคนกวาดถนน แน่นอนอาชีพสุจริต คนทำอาชีพสุจริตมีสิ่งใดน่าละอาย แต่เมื่อพูดถึงคนกวาดถนนย่อมมีทั้งคนที่มองอย่างขอบคุณที่ช่วยให้บ้านเมืองสะอาดขึ้น และคนมองว่าต่ำต้อยด้อยค่า

ถนนสายวรรณกรรมไม่ต่างจากถนนหนทางที่เราใช้สัญจร ถ้าไม่มีคนกวาดจะสะอาดได้หรือ
ได้, ถ้าไม่มีคนประเภทอยากทิ้งตรงไหนก็ทิ้ง พวกที่คิดว่าทิ้งๆ ไว้ เดี๋ยวก็มีคนมากวาด คนมีหน้าที่กวาดก็กวาดไปอย่าบ่น
ได้, ถ้าทุกคนรักษาความสะอาด แต่แน่ใจนะว่าจะไม่มีใครเผลอทำตั๋วรถเมล์ หรือเปลือกท็อฟฟี่หล่นจากกระเป๋า

และถึงมีคนคอยกวาด ก็ไม่มีคนกวาดถนนคนไหนที่จะกวาดได้สะอาดหมดจดจนถนนทั้งสายไม่มีเศษขยะสักชิ้น ผงฝุ่นสักเม็ด

มีคนกวาดถนนคนไหนพูดได้บ้างว่า ภูมิใจที่ได้เป็นคนกวาดถนน และไม่ว่าใครจะดูถูกยังไงก็ไม่ทำให้ความภาคภูมิใจในตนเองของเขาลดลงได้

ถ้ามีขอคารวะ…เพราะฉันยังทำใจให้แกร่งขนาดนั้นไม่ได้

……………………………….
จากดวงใจสะบักสะบอม
21 ตุลาคม 2550


จุกจิ๋วจ้อยร่อย

ตุลาคม 15, 2007

ai_jook.jpg
ว่ากันว่า…
กระบองเพชรต้นเล็กๆ ช่วนดูดรังสีอำมหิตจากคอมพิวเตอร์ได้
ไอ้จุกจิ๋ว ต้นเล็กกว่าโลโก้แอปเปิ้ลหน้าคอมพ์จะมีพลังดูดซับหรือเปล่าไม่รู้
แต่ที่แน่ๆ มันมีพลังแห่งมิตรภาพ แผ่ออกมา
ขอบคุณสาวน้อยแทมมี่
สักวันหนึ่งไอ้จุกจิ๋วจะโต๊ จะโต

15 ตุลาคม 2550

jook.jpg221007.jpg

่่่่่่่่่่่่่


เรื่องไอ้กร 14 : ไม่ยอมเซ็นใช่มั้ย

ตุลาคม 8, 2007

กร : แม่ๆ เซ็นนี้ให้หน่อย
แม่ : ให้เซ็นอะไรวางไว้ก่อนเดี๋ยวแม่ไปดู

//รอ รอ รอ…เริ่มเบื่อ กดโทรศัพท์//
กร : คุณพ่อกลับดึกหรือเปล่าคร้าบ (พูดเพราะผิดปกติ)
//วางโทรศัพท์หน้าจ๋อย

กร : ยายคร้าบ…เซ็นสมุดส่งครูให้หน่อย
ยาย : เซ็นอะไร?​ให้แม่เค้าดูหรือยัง
กร : เซ็นเถอะน่า
//หน้าเซ็งสุดฤทธิ์

กร : ยายชื่อจริงชื่ออะไรนะ ?
//หายไปพักนึง

กร : ยายเซ็นชื่อแบบนี้หรือเปล่า?

kornsign.jpg

ป.ล. มาแบบฉบับย่อสั้นๆ ขำดี แปะไว้กันลืม