การเดินทางของหยดน้ำ

มกราคม 27, 2008

วันนี้เป็นวันพิเศษของบรรดาหยดน้ำในลำธารบนภูเขาสูง…วันที่พวกมันจะได้ไปสู่ท้องฟ้ากว้างไกล….
“นายไม่ไปไม่ได้หรอ…” ต้นไม้ใหญ่ริมลำธารพูดกับน้ำ
“เราไปไม่นานหรอก เดี๋ยวก็กลับมา”
“ฉันคงคิดถึงนายมาก…น่าอิจฉาจังที่นายจะได้ออกเดินทาง ไม่เหมือนกับฉัน…” ต้นไม้รู้สึกเศร้าที่ตัวเองไม่สามารถเคลื่อนที่ไปไหนได้
“แต่นายก็ตัวสูงนะมากนะ สูงขนาดที่มองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ไกลกว่าใครๆ” น้ำในลำธารปลอบใจต้นไม้ “แล้วเราจะกลับมาเล่าเรื่องสนุกๆ ให้ฟัง…เรายังไม่เคยขึ้นไปบนนั้น แต่คิดว่ามันคงดี พวกมนุษย์ถึงได้บอกว่าข้างบนนั้นน่ะเป็นสวรรค์”

วันที่อากาศร้อนจัด แสงแดดร้อนระอุจะทำให้น้ำระเหยกลายเป็นไอ น้ำในลำธารน้ำรอคอยวันนี้มานาน วันที่มันจะได้ไปรวมตัวกับน้ำจากที่ต่างๆ บนท้องฟ้า วันที่น้ำจะได้กลายเป็นปุยเมฆ!

แสงแดดจัดจ้าขึ้น น้ำในลำธารค่อยๆ ระเหยเป็นไอ มันรู้สึกว่าตัวของมันกำลังแยกออกจากกัน น้ำกลัวจนต้องหลับตาปี๋ และเมื่อมันค่อยๆ ลืมตาขึ้นก็พบว่าตัวเองกลายเป็นละอองไอน้ำเล็กจิ๋วกระจายตัวอยู่ในอากาศ ไอน้ำเล็กจิ๋วพยายามขยับตัวเข้าหากันเพื่อรวมตัวอีกครั้ง แล้วตัวของมันที่เคยเป็นน้ำก็กลับกลายเป็นก้อนเมฆสีขาว

รอบๆ ตัวมันยังมีไอน้ำจากที่ต่างๆ มากมาย ต่างก็กำลังรวมตัวเป็นเมฆก้อนเล็กๆ เมฆแต่ละก้อนเข้ามาทักทายกัน ต่างก็เล่าถึงที่ที่ตนเองจากมา เมื่อเมฆมารวมตัวกันมากขึ้นก็กลายเป็นเมฆกลุ่มใหญ่

เมฆสีขาวติดตามเมฆกลุ่มใหญ่ล่องลอยไปตามที่ต่างๆ มันรู้สึกสนุกกับการเดินทาง ได้พบเห็นสิ่งแปลกใหม่มากมาย ทุกๆ ที่ที่มันไปจะมีเด็กๆ มาชี้ชวนกันดูเมฆขาว และจินตนาการไปต่างๆ นานา มันเองก็สนุกกับการเปลี่ยนแปลงรูปร่างให้เหมือนสิ่งต่างๆ เพื่อให้เด็กๆ ดู

แล้ววันหนึ่งเมฆสีขาวก็ได้ลอยมาพบกับเมฆอีกก้อนซึ่งไม่ขาวเหมือนตน
“สวัสดีจ้ะคุณเมฆสีดำ ทำไมตัวคุณถึงได้มีสีแบบนั้นล่ะจ๊ะ” เมฆสีขาวถามด้วยความสงสัย
“เมื่อก่อนฉันก็มีสีขาวเหมือนเธอนั่นแหละ แต่ตอนนี้ได้เวลาที่ฉันจะต้องกลับลงไปเป็นน้ำเหมือนเดิมแล้ว ฉันจึงกลายเป็นเมฆสีดำ หรือว่าเมฆฝนไงล่ะ”
“ว้า ไม่สนุกเลย เราเป็นเมฆลอยอยู่บนฟ้าตลอดไปไม่ได้หรอ?”
“ไม่ได้หรอก ถึงเวลาของฉันแล้ว เพื่อนๆ ต้นข้าวรอฉันอยู่น่ะ บ๊ายบาย”
แล้วไอน้ำที่เกาะตัวแน่นอยู่ในเมฆสีดำก็ค่อยๆ ขยับห่างออกจากกัน กลายเป็นหยดน้ำตกลงสู่พื้นดินหยดแล้วหยดเล่า เมฆขาวมองลงไปข้างล่างก็เห็นต้นข้าวโยกตัวยินดีกับการกลับมาของน้ำ มันคิดถึงต้นไม้ใหญ่ แต่ก็ยังรู้สึกสนุกกับการล่องลอยไปยังที่ต่างๆ
“รอก่อนนะ ไม้ใหญ่”

ต้นไม้ใหญ่เฝ้ารอการกลับมาของน้ำวันแล้ววันเล่า น้ำก็ยังไม่กลับมาสักที แถมน้ำที่เหลืออยู่ในลำธารก็ทยอยระเหยไปเรื่อยๆ จนลำธารแห้งขอด
ต้นไม้ใหญ่เหงามาก มันค่อยๆ เหี่ยวเฉาลง

เมฆสีขาวเริ่มรู้สึกว่าตัวของมันหนักขึ้นๆ จนลอยสูงอย่างเดิมไม่ได้แล้ว แถมสีของมันก็ไม่ขาวอย่างเดิม มันกลายเป็นเมฆสีดำไปแล้ว! แต่มันก็ยังพยายามลอยตัวให้สูง เพื่อที่จะไปยังที่ต่างๆ มันยังสนุกกับการท่องเที่ยวอยู่
“ไม่ เรายังไม่อยากกลับ” มันบอกกับตัวเอง ไอน้ำในก้อนเมฆพยายามจับตัวกันแน่นเพื่อที่จะได้ไม่ต้องตกลงไป
คราวนี้พอมันลอยไปถึงที่ไหนก็จะได้ยินเสียงผู้คนพูดว่า
“โน่นแน่ะ เมฆสีดำมาแล้ว อีกเดี๋ยวฝนจะตกล่ะ” แต่แล้วผู้คนก็ต้องแปลกใจ เพราะเจ้าเมฆดำไม่ยอมกลั่นฝนลงมาสักที
“โอ๊ย…อากาศร้อนมาตั้งหลายวันแล้ว ขอฝนให้ชื่นใจหน่อยเถอะคุณเมฆ” ชายคนหนึ่งร้องตะโกน แต่นอกจากไม่ยอมทำให้ฝนตกแล้ว เมฆดำกลับลอยหนีไปเสียดื้อๆ

เมฆดำล่องลอยไปจนวันหนึ่ง มันรู้สึกว่าตัวของมันหนักจนไม่สามารถลอยตัวสูงได้อีกแล้ว เมฆดำลอยอยู่นิ่งๆ เพื่อพักเอาแรง แต่เมื่อมองไปด้านล่างมันก็พบว่าตัวเองลอยอยู่เหนือภูเขาที่มันจากมา มันแปลกใจมากที่ลำธารที่มันเคยอยู่แห้งขอด และต้นไม้ใหญ่ที่เป็นเพื่อนกับมันก็ดูซึมเศร้า เมฆดำหวนคิดถึงสัญญาที่ให้ไว้กับต้นไม้ใหญ่เมื่อตอนที่มันยังเป็นน้ำในลำธาร

“ไม้ใหญ่…เรากลับมาแล้ว” เมฆร้องทัก
“ฉันคิดว่านายลืมฉันซะแล้ว” ไม้ใหญ่ส่งเสียงตอบ เสียงของมันแหบพร่า
“เราไม่ได้ลืมนายหรอกนะ เพียงแต่เที่ยวเพลินไปหน่อย” เมฆพูดอย่างอายๆ ที่ปล่อยให้เพื่อนรอเสียนาน
“เอาล่ะอีกเดี๋ยวเราจะกลับลงไปแล้ว” ว่าแล้วบรรดาไอน้ำในก้อนเมฆก็ค่อยๆ กระเถิบออกห่างจากกันแล้วก็ตกลงมาเป็นเม็ดฝน
เมื่อน้ำกลับลงสู่ลำธารไม้ใหญ่ก็ดูสดชื่นขึ้น น้ำเล่าเรื่องราวที่ไปพบในที่ต่างๆ ให้ไม้ใหญ่ฟัง พลางบ่นอุบว่า “จริงๆ แล้วเรายังไม่อยากกลับลงมาหรอก แต่เห็นนายเฉาลงๆ เลยรีบลงมา คิดถึงเราใช่มั้ยล่ะ”
“ใครว่าล่ะ ฉันเฉาเพราะแดดร้อนต่างหาก” ต้นไม้ใหญ่ตอบไปทั้งๆ ที่ความจริงมันเฉาเพราะขาดน้ำเพื่อนซี้นั่นแหละ ต้นไม้กับน้ำเป็นของคู่กันอยู่แล้ว
“เสียดายแฮะ รู้งี้ไปเที่ยวต่ออีกสักหน่อยดีกว่า” น้ำแกล้งแหย่เพื่อน
“ไปเลยไปนานๆ ไม่ต้องกลับมาเลย ฉันรอน้ำฝนจากเมฆก้อนอื่นก็ได้…” ไม้ใหญ่ชักงอน
“ล้อเล่นน่า เราชอบที่นี่ ชอบคุยกับนาย บนฟ้าน่ะไปเมื่อไหร่ก็ได้ ตราบใดที่เราเป็นน้ำ ก็สามารถระเหยเป็นไอ กลายเป็นเมฆ แล้วก็กลับมาเป็นน้ำได้อีกเรื่อยๆ แหละ”
“งั้นคราวหน้าอย่าให้ฉันรอนานแบบนี้อีกนะ”
“ได้ เราสัญญา”

แล้วทุกครั้งที่น้ำลอยสู่ท้องฟ้า มันก็จะรีบกลับลงมาเล่าเรื่องราวที่ได้พบในดินแดนต่างๆ ให้ไม้ใหญ่ฟัง แม้บางครั้งตัวมันจะหนักจนต้องหล่นลงเป็นฝนในที่อื่นก่อนที่จะถึงภูเขาบ้านเกิดของมัน แต่มันก็ยังพยายามกลับเป็นเมฆโดยเร็วที่สุด เพื่อที่จะลอยกลับมา มันกลัวว่าไม้ใหญ่จะเหงา.
..ใครจะไปทนเห็นเพื่อนเฉาตายได้ล่ะ จริงมั้ย?

27 มกราคม 2551

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน นิตยสารสกุลไทย
ปีที่ 54 ฉบับที่ 2799 ประจำวันอังคารที่ 10 มิถุนายน 2551 


เรื่องเล่าจากมุมหนึ่งของห้องน้ำ

มกราคม 21, 2008

ดึกสงัด…เวลาที่ทุกคนในบ้านหลับใหล กลับมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายในห้องน้ำ
…สบู่ก้อนกลมเอียงตัวซ้ายทีขวาทีเพื่อจัดท่าทางให้สบายตัวขึ้น
…หลอดยาสีฟันที่ส่วนปลายถูกรีดจนแบนแล้วม้วนไว้เหยียดตัวบิดขี้เกียจสลัดความเมื่อยขบ
…ผ้าเช็ดตัวที่แขวนอยู่บนราวสะบัดพึ่บพั่บไล่ยุงตัวเล็กที่บินว่อนอยู่ใกล้ๆ
…แปรงสีฟัน 3 ด้ามที่อยู่ในแก้วใบเดียวกันก็เริ่มตื่นเช่นกัน แปรงสีฟันสีฟ้าด้ามใหญ่ทักทายเพื่อนใหม่ที่เพิ่งมาอยู่ร่วมห้องกับพวกมันในวันนี้

“สวัสดีจ้ะคุณแชมพู แหมกลิ่นของคุณเนี่ยฮ้อมหอม”
“ใช่ๆ หอมกว่าฉันอีก” สบู่พูดเสริม
“นั่นสิหอมมากเลย กลิ่นของเธอยังติดอยู่ที่ตัวฉันเลยนะเนี่ย ตอนเจ้านายเอาตัวฉันไปเช็ดที่ผมเขานะ ฉันเงี้ยเพลินเชียวล่ะ” ผ้าเช็ดตัวพูดขึ้นบ้าง ทำเอาคุณแชมพูเขินอาย ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

“โธ่เอ๊ย ทำเป็นดีใจไปเดี๋ยวก็รู้สีก” เสียงเล็กๆ ดังขึ้นจากข้างๆ ตัวแปรงสีฟันด้ามใหญ่ มันคือแปรงสีฟันลายการ์ตูนด้ามเล็กที่ยังดูใหม่เอี่ยม ขนแปรงของมันเรียงเป็นระเบียบสวย ต่างจากแปรงสีฟันด้ามใหญ่ 2 ด้ามที่อยู่ข้างๆ
“ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะตัวเล็ก?” แปรงสีฟันสีชมพูที่หน้าตาเหมือนกับแปรงสีฟันสีฟ้าราวกับฝาแฝดถามขึ้น
“ฉันพูดความจริงนี่ พวกเธอน่ะสำรวจตัวเองดูบ้างหรือเปล่า คุณสบู่น่ะตัวเล็กกว่าตอนที่มาอยู่ใหม่ๆ ตั้งเยอะ ขนของคุณผ้าเช็ดตัวก็เริ่มหลุดร่วง แล้วดูนี่นะแม่แชมพูกลิ่นฉุน แปรงสีฟัน ๒ ด้ามข้างๆ ฉันเนี่ย เมื่อก่อนเคยมีขนสวยตั้งตรงแบบฉัน แล้วดูสภาพตอนนี้สิ…”
ทุกสิ่งหันไปมองแปรงสีฟันสีฟ้าและสีชมพู จริงด้วยขนของมันบานออก แถมมีบางเส้นทำท่าว่าจะหลุดออกจากด้าม
“…พวกเธอน่ะมีแต่จะอยู่ในสภาพที่แย่ลงทุกวันและในที่สุดก็จะหมดสภาพ…ไร้ค่า” แปรงสีฟันลายการ์ตูนยิ้มเหยียด
สบู่ก้อนกลมเริ่มร้องไห้  “ถ้าอย่างนั้นฉันคงจะต้องจากพวกเธอไปก่อนใคร เพราะตัวฉันเล็กลงทุกวันๆ แล้วฉันก็จะหายไปในที่สุด โฮ…”
“ฉันก็คงเหมือนเธอแหละ…ไม่นานตัวฉันก็คงจะถูกบีบออกไปใช้จนหมดเกลี้ยงแล้วฉันก็จะถูกทิ้ง” ยาสีฟันร้องไห้บ้าง
แชมพูเริ่มนึกถึงชะตากรรมของตัวเอง มันเพิ่งถูกหยิบจากชั้นวางของในห้างสรรพสินค้ามาอยู่ที่บ้านหลังนี้ บ้านใหม่ของมัน นี่เป็นการเดินทางมาสู่ความตายหรอกหรือ? น้ำตาของแชมพูไหลพราก

“จะร้องไห้กันไปทำไม หยุดๆ หยุดเดี๋ยวนี้เลย โดยเฉพาะเธอนะสบู่ น้ำตาจะทำให้ตัวเธอละลายเร็วขึ้น เดี๋ยวก็ได้หายไปจริงๆ หรอก” ผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่พูดเสียงดัง มันจ้องมองไปที่แปรงสีฟันลายการ์ตูนอย่างโกรธเคือง
“นายตัวเล็ก นายนั่นแหละที่ไร้ค่า ถึงขนของฉันจะเริ่มหลุดร่วง สีสันจะไม่สดใสเหมือนเดิม แต่ฉันก็ทำประโยชน์ให้เจ้านาย ฉันเช็ดตัวให้เขา…แล้ววันหนึ่งที่ฉันหมดสภาพอย่างที่นายบอก ฉันก็แค่พ้นจากการเป็นผ้าเช็ดตัว ฉันอาจจะเปลี่ยนสภาพเป็นผ้าเช็ดโต๊ะ…”
“เหอะ นายจะกลายเป็นผ้าขี้ริ้วสกปรก” แปรงสีฟันลายการ์ตูนเย้ยหยัน
“ถ้าเป็นแบบนั้น แล้วยังไงล่ะ? ฉันไม่เห็นว่านั่นจะเสียหายตรงไหนนี่ ออกจะดีด้วยซ้ำที่ฉันยังทำประโชน์ได้” ผ้าเช็ดตัวตอบ

“ทำประโยชน์ได้” แชมพูทวนคำพูดของผ้าเช็ดตัวแล้วนิ่งคิด มันยิ้มออกมาแล้วพูดขึ้นว่า “ฉันไม่กลัวว่าตัวฉันจะต้องหมดไปแล้วล่ะ”
“ทำไมล่ะ?” สบู่และยาสีฟันถามขึ้นพร้อมๆ กัน
“ตอนที่ฉันและเพื่อนๆ ถูกวางอยู่บนชั้นในห้างสรรพสินค้า พวกเราต่างเฝ้ารอให้มีใครสักคนหยิบขึ้นมาและพากลับบ้าน เพื่อที่เขาจะได้ใช้เราให้เป็นประโยชน์ พวกเรารอเวลาที่จะได้ทำให้คนที่พาเราไปมีความสุข แล้วเมื่อตอนหัวค่ำ ตอนที่ผู้หญิงคนนั้นชโลมตัวฉันลงบนเส้นผมท่าทางเธอสดชื่นและดูมีความสุขมาก ฉันได้ทำในสิ่งที่ฉันตั้งใจไว้แล้ว ทำไมจะต้องกลัวว่าตัวฉันจะหมดไปด้วยล่ะ…ถ้าไม่มีใครหยิบฉันขึ้นมาใช้ ปล่อยให้ฉันอยู่บนชั้นวางของวันแล้ววันเล่าจนถึงวันที่ฉันหมดอายุลงแล้วโยนฉันทิ้งไปนั่นต่างหากที่น่าเศร้า”
“จริงด้วยๆ” สิ่งของต่างๆ ภายในห้องน้ำเห็นด้วยกับสิ่งที่แชมพูพูด พวกมันแย่งกันเล่าถึงความสุขในการได้ทำประโยชน์แก่คนที่เลือกใช้มัน

ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กแห่งความสุขของบรรดาสิ่งของในห้องน้ำ กลับมีเสียงสะอื้น
…แปรงสีฟันลายการ์ตูนกำลังร้องไห้ !
“ตัวเล็กเป็นอะไร? ร้องไห้ทำไม?” แชมพูถามด้วยความเป็นห่วง
“ฉันมาอยู่ที่นี่พร้อมๆ กับแปรงสีฟันสีฟ้าและสีชมพู แล้วดูสภาพฉันกับพวกเขาในตอนนี้สิ ฉันเคยภูมิใจว่าขนของฉันยังดูดีอยู่ ในขณะที่ขนของพวกเขาเริ่มบานออก แต่นั่นกลับแปลว่าทั้งแปรงสีฟันสีฟ้าและสีชมพู ได้ทำประโยชน์มากมาย ในขณะที่ฉัน…แทบไม่ได้ถูกหยิบขึ้นใช้งานเลย” แปรงสีฟันลายการ์ตูนคอตกด้วยความเศร้า

“ฮึ ไม่กลัวว่าขนจะบาน หมดสภาพ ไร้ค่าแล้วหรอ” ผ้าเช็ดตัวที่ยังไม่หายโกรธถามขึ้น
“ถึงฉันจะบานออกหมดสภาพ แต่ฉันก็จะไม่ไร้ค่า แปรงอย่างฉันน่ะยังเอาไว้ขัดสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ ต่อได้อีก ถึงฉันจะตัวเล็กแต่ฉันก็มีประโยชน์ได้ไม่แพ้นายหรอก…ฉันเคยชอบนะที่เด็กตัวเล็กนั่นแกล้งลืมหยิบฉันขึ้นมาใช้ แต่ตอนนี้ฉันอยากทำความสะอาดฟันให้เขา อยากให้เขาหยิบฉันขึ้นมา แล้วบีบยาสีฟันลงไป…” แปรงสีฟันลายการ์ตูนหลับตาพริ้มเมื่อนึกถึงตอนที่จะได้ทำความสะอาดฟันให้กับเด็กตัวเล็กคนนั้น…เจ้านายตัวน้อยของมัน ก่อนจะทำหน้าเศร้าแล้วพูดว่า
“แต่จะทำยังไงได้ล่ะในเมื่อฉันเป็นแค่แปรงสีฟัน…ทำได้ดีที่สุดก็แค่เฝ้ารอ”
………………………………………….
แสงตะวันเริ่มสาดเข้ามาทางหน้าต่าง ถึงเวลาที่สิ่งของต่างๆ ต้องหยุดการเคลื่อนไหวลงแล้ว
การสนทนาของพวกเขาจบลงพร้อมๆ กับที่ประตูห้องน้ำเปิดออก
เด็กชายตัวเล็กก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าแก้วใส่แปรงสีฟัน

19 มกราคม 2551


ชิงช้าหายโกรธ

มกราคม 14, 2008

swing.jpg

“ออกไปนะ ไม่ต้องมาอยู่ในห้องนี้เลย”
“ไม่ไป นี่ก็ห้องของหนูเหมือนกัน”
“เธอน่ะมันตัวยุ่ง…ฉันล่ะเบื่อจริงๆ ที่มีน้องอย่างเธอ”
“หนูก็เบื่อที่มีพี่แบบนี้ พี่สาวคนอื่นน่ะเค้าใจดี รักน้องทั้งนั้นแหละ มีแต่พี่ที่ขี้โมโห หนูเกลียดพี่”
“ชั้นก็เกลียดเธอ ตั้งแต่มีเธอเป็นน้อง ชั้นไม่เคยมีความสุขเลยรู้มั้ย”
“อ๋อ หนูแต่น่ะไม่มีความสุขตั้งแต่เกิดเลยล่ะ เพราะพอหนูเกิดมาก็ต้องมีพี่ใจร้ายแล้ว ถ้าเลือกได้น่ะหนูไม่มาเป็นน้องพี่หรอก”
“เชอะ”

บ่อยครั้งที่อ้อมและอุ้มทะเลาะกันแบบนี้ และทุกครั้งทั้งสองจะปึงปังปั้นปึ่งใส่กันอยู่นาน ไม่ว่าเรื่องที่ทำให้ทะเลาะกันจะเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม

“แม่ขา…พี่อ้อมไล่อุ้มออกจากห้อง หนูเกลียดพี่อ้อมที่สุด” อุ้มมาอ้อนแม่เหมือนทุกครั้ง
“คราวนี้ไปทำอะไรให้พี่เขาโกรธล่ะหือ?” แม่ถามอย่างรู้ทันเพราะอุ้มชอบเข้าไปวุ่นวายกับพี่ ในขณะที่พี่สาวเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นจึงไม่อยากให้น้องยุ่งกับเรื่องของตนมากนัก
“เปล่าสักหน่อย…หนูแค่แอบดูไดอารี่ของพี่แค่นั้นเอง” อุ้มสารภาพเสียงอ่อย
“อุ้มทำไม่ถูกรู้มั้ย ไดอารี่เป็นของส่วนตัว ไม่ว่าจะของใครก็ไม่ควรไปอ่าน บางทีเจ้าของไดอารี่อาจมีความลับที่ไม่อยากให้ใครรู้ก็ได้” แม่ตำหนิอุ้ม
“หนูแค่อยากรู้ แล้วที่พี่อ้อมเขียนก็ไม่เห็นมีเรื่องลับอะไรสักหน่อย”
“แน่ะยังจะเถึยงอีก ถึงจะไม่ใช่เรื่องความลับแต่อุ้มต้องรู้จักเคารพสิทธิของคนอื่น หนูก็มีของส่วนตัว ของเล่นที่ไม่อยากแบ่งให้ใครเล่นใช่มั้ย ถ้าใครมาหยิบของนั้นไป โดยที่หนูไม่อนุญาต แล้วเขาบอกว่าแค่หยิบเฉยๆ หนูก็คงไม่พอใจเหมือนอย่างที่พี่อ้อมโกรธหนูอยู่ตอนนี้นั่นแหละ”
“แต่พี่เขาเขียนถิงแม่ด้วยนะ แม่อยากรู้มั้ยว่าเขาเขียนถึงแม่ว่ายังไง”
“ไม่อยากรู้จ้ะ อย่าเล่าเชียว แล้วก็ไม่ต้องไปเล่าให้ใครฟังด้วย แอบอ่านเรื่องของคนอื่นยังไม่พอ ยังจะเอามาเล่าอีกมันน่าตีนัก คราวหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะ ไปขอโทษพี่เขาไป๊”
“ค่ะ”
………………………………..
“พี่อ้อมขา…หนูขอโทษ” อุ้มกลับมาขอโทษพี่สาวที่ห้อง
“ไปเลย อย่ามายุ่งกับชั้น” อ้อมยังไม่หายโกรธ
“หนูจะไม่แอบอ่านไดอารี่ของพี่แล้ว ดีกันนะนะ” อุ้มให้สัญญาแต่อ้อมยังโกรธอยู่จึงตอบกลับไปว่า
“ชั้นไม่เชื่อเธอหรอกยัยตัวยุ่ง” ว่าแล้วอ้อมก็เดินออกจากห้องปิดประตูดังโครมใส่อุ้ม
อ้อมเดินกระแทกส้นลงบันไดด้วยความโกรธ เธอหงุดหงิดงุ่นง่านจนแม้แต่เค้กแยมอาหารว่างที่เธอชอบก็ดูไม่น่ากิน

จริงๆ แล้วในไดอารี่นั้นก็ไม่ได้มีความลับอะไร แต่เธอไม่ชอบให้น้องมายุ่ง ยิ่งนึกถึงเรื่องอื่นๆ ที่อุ้มเคยทำให้เธอโกรธ ก็ยิ่งอารมณ์เสียหนักขึ้นไปอีก
“ยังโกรธน้องอยู่อีกหรอ น้องมาขอโทษและสัญญาว่าจะไม่ทำแล้วนี่น่า” พ่อที่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่เงียบๆ ถามขึ้น
“ไม่ทำเรื่องนี้เดี๋ยวก็ทำเรื่องอื่นอยู่ดีนั่นแหละค่ะ หนูไม่อยากมีน้องแบบนี้”
“คอยดูไปก่อนสิจ๊ะว่าน้องจะทำอีกมั้ย โกรธแล้วให้จบเป็นเรื่องๆ ไปดีกว่านะ มัวแต่คิดย้อนไปเรื่องโน้นคิดล่วงหน้าไปเรื่องนั้น คนที่จะไม่สบายใจก็คือตัวหนูเองนะ ลองนึกถึงตอนที่เล่นสนุกด้วยกันสิ ถ้าไม่มีน้องหนูจะเล่นกับใครได้แบบนี้ ถึงจะมีเพื่อนที่โรงเรียนแต่มันก็ไม่เหมือนกันหรอก” อ้อมเข้าใจที่พ่อพูดแต่ด้วยทิฐิจึงยังไม่ยอมหายโกรธง่ายๆ
“งั้นตามพ่อมานี่มาอ้อม พ่อมีอะไรให้”

อ้อมเดินตามพ่อไปที่สวน ใต้ต้นไม้ใหญ่นั้น พ่อได้ผูกชิงช้าไว้
“มันชื่อชิงช้าหายโกรธจ้ะ ถ้าลูกขึ้นไปนั่งเล่นรับรองว่าความโกรธจะหายวับไปเลยล่ะ”
“พ่อขา หนูโตแล้วนะคะ อย่ามาหลอกเหมือนหนูเป็นเด็กเล็กๆ อย่างอุ้มสิ”
“เอ้า ไม่เชื่อก็ลองดู”
อ้อมขึ้นไปนั่งบนชิงช้า เตะเท้าให้ชิงช้าแกว่ง เธอออกแรงมากขึ้นๆ ชิงช้าแกว่งสูงขึ้นๆ

อ้อมรู้สึกว่ายิ่งแกว่งแรงขึ้นเท่าไหร่ความขุ่นข้องหมองใจก็คลายลงไปเท่านั้น ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นนะ ตอนนี้เธออารมณ์ดีจนหัวเราะออกมาได้ และนึกอยากชวนอุ้มให้มาเล่นด้วยกัน

“หายโกรธแล้วใช่มั้ย?” พ่อถาม
“ค่ะ ไม่น่าเชื่อเลยว่า ชิงช้าจะทำให้หายโกรธได้จริงๆ วิเศษมากเลยค่ะ พ่อทำได้ยังไงคะ?”
“ชิงช้าไม่ได้วิเศษหรอกลูก แต่เป็นเพราะลูกใจเย็นลงแล้วต่างหาก เวลาหนูโกรธ จิตใจขุ่นมัวมองอะไรก็ขวางหูขวางตา ทำอะไรก็ไม่สนุกไปหมด ถ้าหนูทำใจให้สบาย หาอะไรทำเพลินๆ ลองคิดถึงเรื่องอื่นๆ บ้าง หนูก็จะรู้สึกว่าเรื่องที่กำลังโกรธอยู่น่ะเล็กนิดเดียว จะมัวเสียเวลาหงุดหงิดอยู่ทำไม…เอ้าอุ้มออกมาเล่นกับพี่เขาได้แล้วแอบดูอยู่นั่นแหละ” พ่อร้องเรียกอุ้มที่แอบดูอยู่อย่างกล้าๆ กลัวๆ อยากจะเข้ามาขอเล่นด้วยแต่ก็กลัวว่าอ้อมจะไม่เล่นกับตน

“พี่อ้อมไม่โกรธหนูแล้วใช่มั้ย”
“อื้อจ้ะ จริงๆ ไม่โกรธตั้งนานแล้วแหละ แต่ว่าอย่าไปเล่าให้แม่ฟังเชียวว่าพี่เขียนถึงแม่ว่ายังไง”
“ไม่เล่าจ้ะ เป็นความลับของเราสองคนก็แล้วกันเนอะ”
“ใช่ ความลับที่พี่กับน้องเท่านั้นที่รู้” สองพี่น้องยิ้มให้กัน แกว่งชิงช้าให้กันและกัน และรู้สึกเหมือนกันว่า…โชคดีที่มีพี่น้องแบบนี้

ไม่หรอกนี่ไม่ใช่นิทานหลอกเด็กที่จะจบว่า แล้วทั้งสองก็รักกันไม่ทะเลาะกันอีกตลอดไป เพราะในความเป็นจริงเมื่อคนเราอยู่ด้วยกันทุกวันย่อมมีเรื่องกระทบกระทั่งกันเป็นธรรมดา แต่นับจากวันนั้นหากใครโกรธขึ้นมา แทนที่จะปึงปังเสียงดังใส่กันก็จะมานั่งที่ชิงช้านี้ แกว่งชิงช้าแรงๆ ปลดปล่อยความโกรธไปกับแรงโยกของชิงช้า พออารมณ์ดีขึ้นแล้วค่อยหันหน้าเข้าหากัน เหนื่อยน้อยกว่าตะโกนใส่กันตั้งเยอะ

…………..
5 มกราคม 2551

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน นิตยสารสกุลไทย
ปีที่ 54 ฉบับที่ 2787 ประจำวันอังคารที่ 18 มีนาคม 2551