นิทานหมาป่า

กุมภาพันธ์ 25, 2008

หมาป่าสีเทากำลังซึมเศร้า เพราะอะไรน่ะหรือ เรื่องของเรื่องก็คือ วันหนึ่งเจ้าหมาป่าสีเทาได้ช่วยชีวิตกระต่าย ๒ ตัวที่พลัดตกลงไปในบึงน้ำเอาไว้ เทวดาผู้พิทักษ์ป่าจึงได้ปรากฏกายและให้พรตามใจปรารถนาแก่หมาป่าสีเทา ๒ ข้อ“เจ้าจะขออะไรก็ได้ ๒ อย่าง ยกเว้นขอให้พร ๒ ข้อเพิ่มเป็น ๑๐๐ ข้อ” เทวดาบอกกับหมาป่าเช่นนั้น หมาป่าสีเทาคิดหนัก มันจะต้องการอะไรดีนะ ที่ที่มันอยู่ก็มีอาหารอุดมสมบูรณ์ มีที่ให้วิ่งเล่น มีอากาศบริสุทธิ์ มีบ้าน มีเพื่อนดีๆ แล้วจะขออะไรดีล่ะ มันคิดๆๆๆๆ“เร็วๆ หน่อยสิ ข้ายังต้องไปให้พรผู้ที่ทำความดีอีกตั้งหลายที่” เทวดาเร่ง เพราะภารกิจของท่านเทวดานั้นมากมาย“งั้นขอให้ได้เป็นคน ๑ วัน” หมาป่าสีเทาคิดพรข้อแรกออกมาจนได้“วู้…จะเป็นไปทำไมกันล่ะนั่น เอ้าๆ ตามใจๆ แล้วอีกข้อล่ะ เร็วๆๆ จะหมดเวลาแล้ว”“ขอ…เอ่อ…ขออะไรไม่รู้ คิดไม่ออก ไม่อยากได้แล้ว”“ไม่ได้ๆ ข้าบอกว่า ๒ ข้อ ก็ ๒ ข้อสิ เทวดาพูดแล้วต้องรักษาคำพูด” เทวดาใจร้อนเริ่มหงุดหงิด “ขอ…เอ่อ…”“วุ้ยช้าจริง เอาเป็นว่าข้อ ๒ เหมือนข้อแรกก็แล้วกัน” ท่านเทวดาสรุปเอาเอง“พรทั้ง ๒ ข้อจะหมดอายุภายใน ๗ วัน วิธีใช้ก็ง่ายๆ แค่พูดว่า คนคนคน ก็จะได้เป็นคน ๑ วัน หลังจากนั้นก็หาเวลาเป็นคนอีกครั้งก่อนพรข้าจะเสื่อมก็แล้วกัน เฮ้อ…ขออะไรไม่ขอ บอกก่อนนะว่าไม่สนุกเลยซักนิด”“ไม่สนุกยังไงล่ะท่าน ยังงี้ข้าเปลี่ยนใจได้มั้ย” หมาป่าชักลังเล“ไม่ได้ เทวดาให้พรแล้วเปลี่ยนไม่ได้ อย่าลืมใช้พรให้ครบล่ะ มิฉะนั้นทำดีคราวต่อไปอดได้พรแน่” พูดจบท่านเทวดาก็หายวับไป“แปลกเทวดาแฮะ ผลุบๆ โผล่ๆ ลุกลี้ลุกลนยังไงชอบกล แล้วพรที่ได้จะทำให้เราเป็นคนเพี้ยนๆ เหมือนท่านเทวดามั้ยนะ ลองเลยละกัน คนคนคน”แล้วหมาป่าสีเทาได้กลายเป็นคน ๑ วันตามที่ขอไว้ มันออกจากป่าเข้าไปในหมู่บ้าน และพอมันกลับมาก็เอาแต่นั่งซึมเศร้าอย่างที่เล่าไว้บรรทัดแรกนั่นแหละ………………………………….“เป็นอะไรไปน่ะ นั่งซึมเชียว” หมาป่าสีน้ำตาลถามด้วยความเป็นห่วง หมาป่าสีเทาจึงเล่าเรื่องที่มันได้เจอเทวดาให้หมาป่าสีน้ำตาลฟัง“โอ้โฮ…มีเรื่องสนุกๆ ไม่ยอมบอกกันบ้างเลย มินาล่ะหายไปทั้งวัน เอ๊ะ…แล้วทำไมมานั่งซึมแบบนี้ล่ะ ไม่สนุกหรอ? เล่าต่อสิ เล่าต่อๆ” หมาป่าสีน้ำตาลตื่นเต้นกับเรื่องที่หมาป่าสีเทาเล่า “มันแย่มากๆ เลยล่ะ ฉันคิดว่าหมาป่าเท่ๆ อย่างพวกเราจะเป็นขวัญใจเด็กๆ ซะอีก ที่ไหนได้…” หมาป่าสีเทาร้องไห้โฮ จนหมาป่าสีน้ำตาลตกใจ“ทำไมๆ เกิดอะไรขึ้น พวกเด็กๆ ทำอะไรหรอ” “พวกเขาบอกว่าหมาป่าเป็นตัวร้าย นิทานเรื่องไหนๆ ก็เป็นตัวร้าย ทั้งหนูน้อยหมวกแดง ลูกหมู ๓ ตัว เด็กเลี้ยงแกะ เรื่องไหนๆ หมาป่าก็ใจร้ายทั้งนั้น ฉันบอกพวกเด็กๆ ว่า พวกเราไม่เคยกินเด็กอย่างหนูน้อยหมวกแดง ยิ่งคนแก่อย่างคุณยายยิ่งไม่น่ากิน แต่ไม่มีเด็กคนไหนรักหมาป่าเลย” หมาป่าสีน้ำตาลได้ฟังเช่นนั้นก็เศร้าตามไปด้วย “นายยังเหลือพรอีกข้อนึงนี่ ไปดูเด็กที่อื่นๆ มั้ยว่าเค้าคิดแบบเดียวกันหรือเปล่า” หมาป่าสีน้ำตาลอยากรู้ว่าเด็กทุกๆ คนจะมองว่าพวกมันเป็นตัวร้ายจริงหรือเปล่า แต่หมาป่าสีเทาสรุปว่าเด็กทุกคนคิดแบบนั้นไปแล้วมันจึงปฏิเสธ“ไม่ล่ะ นิทานที่ว่านั่นมันดังไปทั่วโลก เด็กที่ไหนๆ ก็คิดเหมือนกันนั่นแหละ ฉันไม่ใช้พรข้อที่เหลือหรอก ไม่สนุกอย่างที่เทวดาบอกไว้จริงๆ ด้วย”หมาป่าสีเทาไม่ยอมใช้พรข้อที่เหลือ จนถึงวันครบกำหนดที่พรของเทวดาจะหมดอายุลง วันนั้นเทวดามาเคาะประตูบ้านของมันแต่เช้า“นี่ๆๆ ตื่นซะที รีบๆ ไปใช้พรให้ครบๆ” เทวดาตะโกนเรียก“ไม่เอา ไม่สนุก” หมาป่าสีเทาตะโกนตอบ“ไม่ได้ๆๆๆ ได้พรแล้วต้องใช้ให้ครบ” “แต่ข้าไม่ได้ขอพรข้อ ๒ นี่ ท่านพูดเองเออเองนะ” หมาป่าสีเทาเถียง“ไม่รู้ล่ะยังไงก็ต้องทำตามนั้น ถ้าเจ้าไม่ใช้พรวิเศษก็เสียชื่อข้าหมด” ว่าแล้วเทวดาก็เสกหมาป่าให้กลายเป็นคนแล้วส่งมันไปในที่ที่หนึ่งหมาป่าสีเทาในร่างมนุษย์หล่นตุ๊บลงในสวนสาธารณะ เมื่อมันลุกขึ้นก็พบว่ามีเด็กชายตัวเล็กจ้องมองมันอยู่“โตแล้วยังจะหกล้มอีก น้าไม่ค่อยได้กินผักล่ะสิถึงไม่แข็งแรง” เด็กชายพูดแล้วก้มลงระบายสีในสมุดภาพที่อยู่ตรงหน้า หมาป่าขยับเข้ามาดูว่าเด็กชายระบายภาพอะไร“ไม่แบ่งให้ระบายหรอก” เด็กชายหูกางรวบสมุดระบายสีกองใหญ่เข้าใกล้ตัว“ไม่แย่งระบายหรอกน่า หนูชื่ออะไร”“พี่กร”“ตัวนิดเดียวทำไมเป็นพี่ล่ะ”“ใหญ่กว่าน้องอนุบาลก็แล้วกัน หนูอยู่ ป. ๑ จะขึ้น ป. ๒ แล้วนะ” เด็กชายกอดสมุดระบายสีแน่น “ขอดูหน่อยน่าไม่แย่งระบายหรอก มีตัวอะไรมั่ง” “นี่ริวคิ นี่มดแดง นี่โปเกม่อน นี่พาวเวอร์เรนเจอร์ นี่โกโกไฟต์” เด็กชายจิ้มๆๆ ตัวโน้นตัวนี้อย่างสนุกสนาน“มีเยอะจัง แล้วเล่มนั้นล่ะ” หมาป่าชี้ไปที่หนังสือสีสวยที่อยู่ล่างสุด“นั่นมันนิทานแปะสติ๊กเกอร์ เรื่องหมาป่ากับลูกแพะทั้ง ๗”ชื่อแบบนี้หมาป่าเป็นตัวโกงอีกแน่เลย หมาป่าสีเทาคิด และคาดว่าเด็กชายตัวจิ๋วหูกางคนนี้ก็คงเกลียดหมาป่าเหมือนเด็กอื่นๆแต่…“เรื่องนี้ตลกดีอ่ะน้า หมาป่าอะไรจะกินลูกแพะเข้าไปได้ตั้ง ๖ ตัว แถมกลืนเอื๊อกลงไปไม่ได้เคี้ยว หมาป่าไม่ใช่งูเหลือมซะหน่อย” เด็กชายชี้ให้หมาป่าสีเทาดูภาพพลางหัวเราะ “หนูไม่เชื่อเรื่องที่เค้าเล่าหรอ?” “มันไม่ใช่เรื่องจริงนี่ แม่บอกว่าคนที่แต่งเรื่องขึ้นมาเขาต้องการจะสอนให้เด็กๆ รู้จักระวังตัว ระวังคนแปลกหน้า แต่น้าก็เป็นคนแปลกหน้านี่น่า” เด็กชายทำท่าระแวง“แล้วถ้าน้าบอกว่า น้าเป็นหมาป่าด้วยล่ะ แฮ่….” หมาป่าสีเทาแกล้งทำท่าแยกเขี้ยว กางเล็บใส่“น้าอย่ามาอำ หนูอยู่ ป. ๑ แล้ว ไม่เชื่อเรื่องแบบนั้นหรอก หมาป่าจะปลอมเป็นคนได้ยังไง…แฮ่…” เด็กชายแยกเขี้ยวตอบบ้าง“แต่ว่าหนูไม่ได้เกลียดหมาป่าใช่มั้ย”“ไม่เกลียดหรอก เจ๋งดี เรื่องลูกหมู ๓ ตัวน่ะ หมาป่าเป่าปู้ดเดียวบ้านพังเลย” เด็กชายยิ้มกว้างประกายตาระยับ“แต่เด็กๆ ไม่มีใครรักหมาป่าเลย” “เดี๋ยวพวกเค้าโตก็รู้เองล่ะน่าว่านั่นมันเรื่องหลอกเด็ก” เด็กชายวางท่าราวกับตัวเองเป็นผู้ใหญ่กำลังพูดกับเด็ก“เอาไว้หนูบอกแม่ให้เขียนเรื่องที่หมาป่าเป็นพระเอกมั่งดีกว่า”“ทำแบบนั้นได้หรอ”“ได้สิ แม่หนูเค้าเขียนนิทานโน่นนี่ไปเรื่อยแหละ แต่จริงๆ แล้ว หนูอยากให้เค้าเขียนเรื่องแบบดรากอนบอลมากกว่า” “หนูบอกแม่ให้เขียนจริงๆ นะ” หมาป่าสีเทายิ้มกว้างพลางจับมือเด็กชายตัวจ้อย“อือ…เอ๊ย…ครับ” เด็กชายเขย่ามือตอบ……………….24 กุมภาพันธ์ 2551


นึง…ส่อง…อ้ำ…!!!

กุมภาพันธ์ 22, 2008

030.jpg

มันกินเข้าไปได้ยังงั้ย

เฮ้อ…หลานตู !!!


ภูตจิ๋วจับรุ้ง

กุมภาพันธ์ 18, 2008

เช้าวันฝนพรำ อากาศเย็นฉ่ำ ภูตจิ๋วนอนมองสายฝนเพลินจนลืมไปว่า วันนี้ต้องไปโรงเรียน
“อากาศดีแบบนี้น่าชวนภูตจ้อยไปเล่นน้ำฝน” ว่าแล้วภูตจิ๋วก็กระโดดลงจากเตียง วิ่งตรงไปที่บ้านภูตจ้อย
แม่ของภูตจ้อยได้ยินเสียงภูตจิ๋วร้องเรียกภูตจ้อยก็แปลกใจ
“ภูตจิ๋วยังไม่ไปโรงเรียนอีกหรือจ้ะ” แม่ถาม
“วันนี้วันอาทิตย์นี่ฮะ”
“วันจันทร์จ้ะ…อ้าวมัวแต่งงอยู่นั่นล่ะ ภูตจ้อยออกจากบ้านไปตั้งนานแล้ว รีบไปโรงเรียนซะ เดี๋ยวคุณครูจะโกรธนะ”
ภูตจิ๋วมองปฏิทินที่แขวนไว้ที่ผนัง วันนี้ปฏิทินเป็นสีเหลือง ใช่วันจันทร์จริงๆ ด้วย
“งั้นผมไปล่ะฮะ” ภูตจิ๋วหันหลังเตรียมวิ่งออกจากประตู แล้วมันก็ได้พบกับสิ่งมหัศจรรย์บนท้องฟ้า…สะพานโค้งเจ็ดสี
“ว้าวสวยจังเลย”
“เขาเรียกว่ารุ้งกินน้ำจ้ะ มัวแต่ดูอยู่นั่นล่ะ รีบไปได้แล้ว”

ตอนที่ภูตจิ๋วไปถึงโรงเรียนคุณครูกำลังสอนเรื่องรุ้งอยู่พอดี
“คุณครูครับเราขึ้นไปเดินบนรุ้งได้มั้ยครับ?” ภูตจ้อยถามด้วยความสงสัย
“นั่นสิๆ อยากขึ้นๆ” ภูตจิ๋วที่เพิ่งมาถึงพูดทั้งที่ยังหอบแฮ่กๆ
“ภูตจิ๋วรู้หรือเปล่าว่ารุ้งกินน้ำคืออะไร ครูเพิ่งสอนจบไปเมื่อกี้”
“ไม่รู้ฮะ แต่มันสวย ผมชอบ อยากจับรุ้ง อยากขึ้นไปเล่นบนสะพานรุ้งฮะ”
“งั้นมาทดสอบกันมั้ยว่า เราจะจับรุ้งกินน้ำได้หรือเปล่า ทำยังไงดีน้า?”
“ไม่เห็นยากเลยนี่ฮะ เราก็หายตัวแว้บไปโผล่ตรงที่รุ้งอยู่โน่นไงฮะ”
คุณครูหัวเราะ แล้วพูดกับภูตจิ๋วว่า “เอ้า…งั้นลองดู”

ภูตทุกตนมีความสามารถในการหายตัวแว้บไปโผล่ในที่ต่างๆ ได้ แม้แต่ภูตที่ยังไม่เข้าโรงเรียนก็ทำได้ เพียงแต่อาจกำหนดเป้าหมายผิดพลาดไปอยู่ในที่ที่มีอันตราย ภูตเด็กๆ จึงไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปไหนมาไหนด้วยการหายตัว ซึ่งพวกเขาก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรนัก เพราะภูตเด็กๆ ชอบวิ่งมากกว่าแว้บอยู่แล้ว

เมื่อครูอนุญาตให้ภูตจิ๋วหายตัวไปยังที่ที่รุ้งกินน้ำปรากฏอยู่ได้ ภูตจิ๋วจึงรีบหายตัวแว้บไปโผล่ที่นั่น แต่เมื่อไปถึงกลับไม่มีสะพานสายรุ้ง ซ้ำยังมีฝนตกจั้กๆ จนภูตจิ๋วเปียกไปทั้งตัว
ภูตจิ๋วรีบกลับมาบอกคุณครูและเพื่อนๆ พวกเด็กๆ ผิดหวังที่ภูตจิ๋วหารุ้งไม่พบ
“ไปโผล่ผิดที่แหงๆ เลย” ภูตจ้อยรำพึง
“ไม่ผิดซักหน่อย” ภูตจิ๋วมั่นใจว่าตนเองไปถูกที่แล้ว
“ถ้าไปถูกที่ก็ต้องเจอสิ” เพื่อนๆ ผิดหวังที่ภูตจิ๋วผู้ที่แว้บเก่งที่สุดในชั้นเรียนทำพลาด

“งั้นเอาอย่างนี้ละกัน ฉันจะยิงธนูไปตรงที่ปลายโค้งของรุ้ง แล้วภูตจิ๋วหายตัวไปใหม่อีกครั้ง กำหนดเป้าหมายไว้ตรงที่ธนูของฉันตกลงไปนะ รับรองไม่พลาด” ภูตจ้อยเสนอ
ภูตจ้อยเป็นแชมป์ยิงธนูของโรงเรียน ถ้าภูตจ้อยยิงธนูไปตรงที่รุ้งปรากฏ ลูกธนูต้องไม่ไปตกผิดที่แน่ๆ
แต่เมื่อภูตจิ๋วไปถึงที่ที่ลูกธนูตกอยู่ก็ไม่พบสะพานรุ้ง แถมท้องฟ้ายังดำทะมึนมีฝนตกโปรยปราย

“ถ้าคราวก่อนฉันพลาด คราวนี้ภูตจ้อยก็พลาดเหมือนกันล่ะ” เสียงของภูตจิ๋วดังขึ้นพร้อมๆ กับการกลับมาปรากฏตัวหน้าชั้น
“ทำไมล่ะ? ทำไม?” เพื่อนๆ ถาม
“ก็ตรงที่ธนูไปตกน่ะไม่มีรุ้งซักหน่อย แถมท้องฟ้ามืดครึ้ม ไม่เหมือนกับที่เราเห็นอยู่นี้เลย”
ภูตเด็กๆ ผิดหวังกันอีกรอบ

“ไม่น่าพลาดนะ เป้าหมายใหญ่ขนาดนั้น ขอลองอีกทีละกัน” ภูตจ้อยประหลาดใจมาก ก็เมื่อกี้เล็งไปที่ปลายรุ้งพอดี แต่ทำไมที่ที่ลูกธนูตกจึงไม่มีรุ้งล่ะ
“ลองใหม่หรอ ฉันเหนื่อยแล้วนะ” การหายตัวแต่ละครั้งใช้พลังงานมากทีเดียวภูตจิ๋วแว้บไปแว้บกลับ ๒ รอบ ก็เท่ากับ ๔ ครั้งแล้ว มันจึงหมดแรง
“แต่ในห้องเราก็ไม่มีใครแว้บเก่งเท่าภูตจิ๋วเลย ถ้าเกิดไปผิดที่แล้วกลับไม่ได้ก็แย่สิ”
เพื่อนๆ เสนอให้ภูตจิ๋วหดตัวให้เล็กลง แล้วผูกตัวติดกับลูกธนู คราวนี้หากระหว่างทางเห็นว่าลูกธนูจะพลาดเป้า ก็ให้ภูตจิ๋วเบนหัวธนูพาบินไปในทางที่ถูกต้อง แน่นอนการหดตัว การบิน เป็นความสามารถพิเศษของพวกภูตอีกนั่นแหละ

ภูตจิ๋วผูกตัวเองติดกับธนู คราวนี้ไม่ผิดทางแน่ สายตาของภูตจิ๋วจับจ้องไปยังสะพานสายรุ้งที่อยู่เบื้องหน้า ใกล้เข้าไปทุกทีๆ แล้วจู่ๆ รุ้งที่อยู่ตรงหน้าก็หายไปวับ มีเพียงสายฝนตกพรำ

“ทำไมที่นั่นไม่มีรุ้ง”
“ครูบอกว่ารุ้งเกิดหลังฝนตก แต่ทำไมทุกที่ที่ภูตจิ๋วไปโผล่มีฝนตก”
“รุ้งเดินหนีไป”
“แต่เรามองเห็นรุ้งอยู่ที่เดิม ไม่ได้ขยับไปไหนเลยนะ”
“หรือว่ารุ้งซ่อนตัวได้”
ฯลฯ
ภูตเด็กๆ แย่งกันถามครู

“ไม่มีใครจับรุ้งได้หรอก เรามองเห็นรุ้งกินน้ำหลังจากฝนตกก็จริง แต่ตรงที่รุ้งปรากฏให้เราเห็นน่ะฝนตกอยู่ เพราะรุ้งเกิดจากการหักเหของแสงที่ส่องผ่านน้ำ…”
ภูตเด็กๆ พากันงง อะไรหนอ ฝนหยุดตก…แต่ฝนตก มองยังไงก็ไม่เห็นว่าตรงที่มีรุ้งฝนตก
“เอาล่ะ ครูจะทำให้ดู”
เมื่อเห็นว่าภูตเด็กๆ ไม่เข้าใจครูจึงเสกน้ำพุขึ้นมาตรงหน้าพวกเขา
“มายืนตรงนี้ หันหลังให้ดวงอาทิตย์ แล้วมองไปที่ละอองน้ำพุนะ”
ภูตเด็กๆ ทำตามที่ครูบอก เพียงครู่เดียวก็เห็นสายรุ้งปรากฏอยู่ในน้ำพุ
“ในน้ำพุมีรุ้ง!!!”
“รุ้งอยู่ในน้ำพุ!!!” ภูตเด็กๆ พากันตื่นเต้น
“คราวนี้ย่อตัวให้เล็กลงนะ เล็กพอที่จะเข้าไปในน้ำพุได้ รุ้งอยู่ตรงหน้านี้แล้วคราวนี้ไม่มีการพลาดเป้าหมายอย่างแน่นอน ใครอยากจับรุ้ง ใครอยากขี่รุ้ง เข้าไปเลย”

แต่พอภูตเด็กๆ เข้าไปข้างในน้ำพุกลับมองไม่เห็นรุ้ง มีเพียงละอองน้ำโปรยปรายดุจสายฝน
“รุ้งอยู่กลางฝนจริงๆ ด้วย !!!” ภูตจิ๋วเริงร่าท่ามกลางน้ำพุ
ทั้งภูตจิ๋วและภูตจ้อยไม่ได้เล็งเป้าหมายพลาดเลย การทดลองจับรุ้งทั้ง ๓ ครั้งภูตจิ๋วไปถึงยังที่ที่รุ้งอยู่จริงๆ นั่นแหละ

คุณครูให้เด็กๆ สรุปเรื่องที่ได้เรียนรู้ในวันนี้
และนี่คือสิ่งที่ภูตจิ๋วเขียนส่งครู

“รุ้งสีสวยที่เรามองเห็น มีอยู่จริง แต่จับต้องไม่ได้ เมื่อเข้าใกล้มันจะหนีหาย แต่เมื่อเราออกมาดูห่างๆ มันก็จะปรากฏให้เห็น สรุปได้ว่า รุ้งเป็นสิ่งที่ขี้อายที่สุดในจักรวาล”
———————————–
17 กุมภาพันธ์ 2551