น้องใหม่

ตุลาคม 31, 2008

ทิพย์สุดานั่งรวบรวมสมาธิ วันนี้เป็นวันแรกที่เธอเข้ามาทำงานที่นิตยสารแห่งนี้ ในตำแหน่งเลขานุการกองบรรณาธิการ เวลาในตอนนี้คงยังเช้าเกินกว่าที่จะมีกองบรรณาธิการคนไหนเริ่มงาน ห้องทั้งห้องจึงไร้ผู้คน
พิมลหัวหน้าฝ่ายบุคคลพาเธอมานั่งที่โต๊ะ และให้คำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ ก่อนกลับไปทำงานของตัวเอง เธอจึงต้องอยู่ตามลำพัง หญิงสาวนั่งพลิกดูเอกสารต่างๆ ส่วนใหญ่จะเป็นข่าวประชาสัมพันธ์ และยังมีซองจดหมายที่ยังไม่ได้แกะอีกปึกใหญ่ ซึ่งพิมลบอกว่าเธอต้องแยกจดหมายเหล่านี้ส่งให้เพื่อนร่วมงานแต่ละคน ก่อนอื่นเธอคงต้องทำความรู้จักเพื่อนร่วมงานให้หมดทุกคน
ทิพย์สุดาเริ่มสำรวจรายชื่อทีมงานของนิตยสาร ด้วยการเปิดดูที่หน้ารายชื่อทีมงาน
“ชื่อเพราะๆ ทั้งนั้นเลย” เธอนึก
“สวัสดี…เพิ่งมาใหม่หรอ” เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง ทิพย์สุดาหันไปมอง เริ่มอุ่นใจที่ได้เห็นเพื่อนร่วมงาน
“ค่ะ ชื่อทิพย์สุดาค่ะ เรียกทิพย์เฉยๆ ก็ได้ พี่ชื่ออะไรคะ”
“พิธครับ พิพิธพงศ์นะ ไม่ใช่พิษภัยหรือพิพิธภัณฑ์” ชายหนุ่มหัวเราะร่วน ทำให้ทิพย์สุดาสบายใจขึ้น อย่างน้อยก็มีเพื่อนคนนึงแล้วล่ะ
“หิวหรือเปล่า ห้องครัวอยู่ทางโน้น เดินไปสุดทางซ้ายมือ ไปชงกาแฟกินก่อนได้นะ เช้าๆ อย่างนี้ยังไม่มีใครมาหรอก”
“ขอบคุณค่ะ แต่แหม…พี่มาเช้าจัง ยังไม่มีใครมาเลย”
“ใครว่ามาเช้า ยังไม่ได้กลับบ้านต่างหาก” พอพูดจบพิพิธพงศ์ก็อดขำกับท่าทางตกใจของทิพย์สุดาไม่ได้
“ไม่มีอะไรหรอก พี่ชอบทำงานตอนดึกๆ มากกว่า ช่วงกลางวันคนเยอะ ไม่ค่อยมีสมาธิน่ะ ไม่ใช่ที่นี่ใช้แรงงานจนดึกดื่นข้ามคืนหรอก มานี่มา…จะพาทัวร์”
……………………………………………………

หญิงสาวนั่งยิ้มกับถ้วยกาแฟ สองสัปดาห์แล้วที่เธอทำงานที่นี่ เธอเริ่มคุ้นชินกับบรรยากาศการทำงานในสำนักงานแห่งนี้ แม้เธอจะต้องเริ่มเข้างานก่อนใครก็ไม่รู้สึกเหงาเพราะ “พี่พิธ” จะคอยมานั่งเป็นเพื่อน ชวนคุยและแนะนำสิ่งต่างๆ ให้เธอทุกเช้า
“สวัสดีค่ะ พี่ปู…วันนี้มาเช้าจัง” ทิพย์สุดาทักทายปูชิตาผู้เป็นบรรณาธิการ
“อือ…เดี๋ยวพี่มีสัมภาษณ์เช้าน่ะ แวะเข้ามาเอาของหน่อยนึง” ปูชิตาตอบพลางรื้อค้นหาเอกสารบนโต๊ะ
ทิพย์สุดามองข้ามไปยังอีกมุมของห้อง แปลกใจที่วันนี้พิพิธพงศ์ไม่ได้นั่งอยู่ตรงนั้น
“ทิพย์…เห็นแฟ็กซ์งานที่โรงแรมแกรนด์ที่จะจัดบ่ายนี้มั้ย?”
“อยู่นี่ค่ะ เอ่อ…เขาเชิญคุณพิพิธพงศ์นี่คะ”
“เอามานี่ พี่ไปเอง”
ทิพย์สุดายื่นใบแฟ็กซ์ให้บ.ก. อย่างงงๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมปูชิตาจึงต้องการไปงานนี้ทั้งๆ ที่เป็นงานของพิพิธพงศ์ แต่ก็เดาเอาว่าวันนี้เขาคงไม่ว่าง เพราะตั้งแต่เช้าเธอยังไม่เห็นหน้าเขาเลย
“ไปล่ะ…วันนี้พี่คงไม่เข้าแล้ว คราวหลังถ้ามีจดหมายข่าว หรืองานอะไรที่ส่งมาในชื่อพิพิธพงศ์ส่งมาให้พี่เลยนะ”
……………………………………………………

“อะไรกันน่ะ…หรือว่าพี่ปูจะไม่ชอบพี่พิธ” ทิพย์สุดาคิดในใจ
“ไม่หรอก ให้พี่ปูจัดการน่ะดีแล้ว” เสียงคุ้นหูดังมาจากด้านหลัง
“พี่พิธมาเมื่อไหร่คะเนี่ย แล้วงานนั้น…” หญิงสาวหันไปทักด้วยความดีใจ ก่อนจะชะงักด้วยความประหลาดใจที่ชายหนุ่มตอบคำถามที่เธอคิดในใจได้
“…แล้วพี่พิธรู้ได้ยังไงว่าทิพย์คิดอะไรอยู่”
“โธ่…เดาเอาก็รู้ ทำตามที่พี่ปูบอกนั่นแหละ” ชายหนุ่มยิ้มกว้างตามสไตล์ของเขาก่อนจะหยิบกล่องพัสดุใบหนึ่งให้ทิพย์สุดา
“แต่นี่ไม่ใช่งาน เพราะฉะนั้นเอาไปได้ เอ้า…พี่ให้”
“อะไรคะ”
“กิฟต์เซตจากบริษัทเครื่องสำอางน่ะ พี่ไม่ได้ใช้หรอก”
“ก็เก็บไว้ให้แฟนพี่สิคะ” ทิพย์สุดาเย้า
แทนที่จะยิ้มตอบเหมือนทุกครั้ง พิพิธพงศ์กลับเศร้า
“ถ้าแฟนพี่ หรือใครๆ รับรู้ได้อย่างทิพย์ก็ดีสิ”
……………………………………………………

“ทิพย์ พี่บอกแล้วใช่มั้ยว่าถ้ามีงานของพิธให้มาไว้ที่พี่” ปูชิตาตำหนิทิพย์สุดา เมื่อเห็นจดหมายข่าวหลายฉบับวางอยู่บนโต๊ะพิพิธพงษ์
“ก็…ทิพย์เห็นว่าเป็นงานของพี่พิธ งานของคนอื่นพี่ปูยังให้ทิพย์ส่งให้เจ้าตัวไปจัดการเองเลยนี่คะ แล้วทำไมงานของพี่พิธถึงต้องส่งให้พี่ปูก่อนละคะ?”
“พิธเขาจะมาจัดการเองได้ยังไง…เขาตายไปก่อนที่ทิพย์จะเข้ามาทำงานอีก”
“พี่ปูอำทิพย์ใช่มั้ย เมื่อเช้าทิพย์ยังเจอพี่พิธอยู่เลย”
“ทิพย์เจอพิธ…เป็นไปได้ยังไง”
“ทิพย์เจอเขาตั้งแต่วันแรกที่มาทำงาน…”
………………………………………………..

บรรณาธิการสาวมั่นฟังทิพย์สุดาเล่าเรื่องทั้งหมดอย่างประหลาดใจ หลายๆ เรื่องของพิพิธพงศ์นักข่าวหนุ่มฝีมือดีเป็นเรื่องที่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ แน่นอนเด็กใหม่อย่างทิพย์สุดาย่อมอยู่ในกลุ่มผู้ที่ไม่รู้เรื่องราวนั้น แต่เธอกลับเล่าได้อย่างถูกต้อง ประกอบกับนิสัยของเธอที่ไม่ได้ช่างเมาธ์อย่างบรรดาลูกน้องสาวๆ คนอื่นทำให้ปูชิตาเชื่อว่าทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องจริง…แม้ไม่อยากจะเชื่อก็ตาม
    ปูชิตาเอามือแตะหน้าผากถูไปมาสักพักอย่างจนคำพูด ทิพย์สุดาต้องเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อน 
    “ทั้งหมดที่ทิพย์เล่า เป็นเรื่องจริงนะคะ” หญิงสาวเสียงสั่น เธอไม่อยากให้ผู้เป็นหัวหน้ามองว่าเธอสร้างเรื่องโกหกขึ้นมาเพื่อเบี่ยงเบนเรื่องที่เธอไม่ทำตามคำสั่ง
“ทิพย์บอกว่าเจอพิธทุกเช้า” ปูชิตาถามอย่างไม่รู้จะเริ่มเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร
“ค่ะ” ทิพย์สุดายืนยันหนักแน่น
“ทิพย์…เคยเจอเขาในระหว่างวันมั้ย ในช่วงที่มีคนอื่นอยู่ด้วยน่ะ”
“ไม่ค่ะ แต่ทิพย์…”
“พี่บอกว่า…เขาไม่มีชีวิตอยู่แล้ว แต่ทิพย์ไม่เชื่อ…งั้นดูนี่” ปูชิตาพูดพร้อมส่งหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งให้ทิพย์สุดา
ข่าวพาดหัวปะจำวันนั้นเป็นข่าวอุบัติเหตุครั้งใหญ่ที่ทิพย์สุดาคุ้นตา หญิงสาวรีบพลิกดูรายชื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องบินตกในครั้งนั้น
นายพิพิธพงศ์…..

ทิพย์สุดาไม่แน่ใจว่าตนเองรู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เธอได้พบ จะบอกว่าไม่กลัวก็พูดได้ไม่เต็มปาก หากความสงสารระคนประหลาดใจออกจะมากกว่าความกลัว เธอนึกถึงวันแรกที่ได้เจอเขา วันที่เขาบอกเธอว่า “…ยังไม่ได้กลับบ้าน…” ตอนนี้เขาทำอะไรอยู่นะ แล้วทำไมเขาถึงเลือกที่จะปรากฏตัวให้เธอเห็น เขาอยากจะบอกอะไรเธอ
หลายวันแล้วที่พิพิธพงศ์ไม่ปรากฏตัวให้ทิพย์สุดาเห็นอีก เขาคงรู้ว่าทิพย์สุดารู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับเขาแล้ว หญิงสาวเดินไปที่โต๊ะของเขา พูดกับความว่างเปล่าตรงหน้า
“พี่พิธเป็นคนแรกที่ทิพย์รู้จัก พูดคุยด้วยอย่างสนิทสนม ทิพย์ขอบคุณที่พี่พิธแนะนำหลายๆ เรื่องให้ ทำให้ทิพย์ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวท่ามกลางเพื่อนร่วมงานใหม่ๆ การที่ทิพย์ได้เจอกับพี่พิธแม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่ในโลกเดียวกัน คงเป็นเพราะเรามีอะไรบางอย่างที่สื่อถึงกันได้ ถ้าพี่พิธต้องการความช่วยเหลืออะไร บอกทิพย์นะคะ”
…………………………………….
“ทิพย์…ทิพย์…”
เสียงคุ้นหูดังขึ้นใกล้ๆ ตัว ทิพย์สุดามองหาที่มาของเสียง
“ไม่ต้องมองหาหรอก ในเมื่อทิพย์รู้เรื่องของพี่แล้ว ถ้าพี่ออกไปให้ทิพย์เห็นทิพย์คงกลัว พี่มีเรื่องอยากให้ทิพย์ช่วยเรื่องนึง เอากุญแจที่วางบนโต๊ะที่หัวเตียงของทิพย์ไปที่บ้านพี่ บอกแม่พี่ให้ไขลิ้นชักโต๊ะทำงานในห้องพี่…ช่วยพี่หน่อยนะทิพย์”

หญิงสาวสะดุ้งตื่น ควานมือเปะปะไปที่โต๊ะ ท่ามกลางความมืด นิ้วของเธอสัมผัสกับวัตถุบางอย่าง
“กุญแจ”
ทิพย์สุดาหยิบกุญแจขึ้นมากำไว้แน่น แปลกที่ไม่รู้สึกกลัว

รุ่งขึ้นเป็นวันหยุด เธอโทรฯสอบถามทางไปบ้านพิพิธพงศ์กับพี่ปู แม่ของพิพิธพงศ์ประหลาดใจกับการมาเยือนของหญิงสาว นางยังทำใจกับการจากไปของลูกชายไม่ได้ แต่ชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป เมื่อขาดลูกชายซึ่งเป็นกำลังหลักในการหารายได้เข้าบ้าน นางจึงต้องกลับมาทำขนมขายหาเลี้ยงชีพดังเช่นครั้งที่พิพิธพงศ์ยังเล็ก อีกเพียงสองปีลูกสาวคนเล็กของนางก็จะเรียนจบ ผู้เป็นแม่ต้องเข้มแข็ง
ทิพย์สุดาเล่าถึงเหตุที่ทำให้เธอต้องมาที่นี่พลางยื่นกุญแจให้ หญิงสูงวัยรับมาพิจารณาก่อนจะตัดสินใจลองทำตามที่หญิงสาววัยคราวลูกบอก

“คลิก” เสียงกุญแจถูกปลดล็อกดังเบาๆ มันใช้การได้จริง แต่อะไรที่อยู่ในนั้น อะไรที่สำคัญจนทำให้เจ้าของโต๊ะเป็นห่วงไม่อาจไปสู่ที่ที่ควรไปได้
แฟ้มพลาสติกปกสีน้ำเงินที่นอนนิ่งสงบอยู่ภายในลิ้นชักเป็นกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุที่มีวงเงินคุ้มครองถึงห้าล้านบาท!

ถ้าทิพย์สุดาไม่สามารถสื่อสารกับพิพิธพงศ์ได้ กรมธรรม์นั้นคงไม่ถูกค้นพบ เพราะหลังจากการเสียชีวิตของพิพิธพงศ์แม่และน้องของเขาตั้งใจจะเก็บของทุกอย่างในห้องให้คงอยู่ในสภาพเดิม นอกจากกรมธรรม์ในลิ้นชักยังมีแหวนเพชรวงเล็กบรรจุในกล่องรูปหัวใจสีชมพู…คงจะเป็นของที่เขาเตรียมไว้มอบให้คนรัก
…เขาคงรู้ว่าแม่และน้องกำลังลำบาก
…เขาคงรู้ว่าคนรักปวดร้าวเพียงใดกับการสูญเสีย

ร่างของหญิงสาวสั่นเทา เธอสะอื้นไห้ราวกับเพิ่งรับรู้ว่า เรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมดเป็นเรื่องจริง ชายหนุ่มที่เคยทำให้เธออบอุ่นใจไม่ใช่มนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ ไม่มีแม้กระทั่งลมหายใจ เขาเป็นวิญญาณ!

“ถ้าแฟนพี่ หรือใครๆ รับรู้ได้อย่างทิพย์ก็ดีสิ”
ทิพย์สุดานึกถึงประโยคนี้ ความสงสารแล่นปราดเข้าจับใจ
…………………………………………………………………..

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน นิตยสาร ผี๔๘
ปีที่ 4 ฉบับที่ 88 ปักษ์หลัง 16-30 พฤศจิกายน 2551


อู้งานเลยเจอดี

ตุลาคม 13, 2008

ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าที่บ้านของฉันจะมีสิ่งที่มองด้วยตาไม่เห็น สิ่งที่ใครไม่เจอกับตัวก็คงไม่เชื่อ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่า สิ่งที่ได้ฟังจาก “พี่ศรี” คนงานดูแลบ้านของฉันจะเป็นเรื่องจริง

ปลายปี ๒๕๓๘ ปีที่ฉันเรียนจบ เป็นช่วงเดียวกับที่คุณยายของฉันล้มป่วยลง ด้วยความชรา ท่านไม่สามารถลุกขึ้นเดินไปไหนมาไหนได้ จะทำกิจวัตรใดๆ ด้วยตนเองก็ไม่ได้เลย ที่เขาเรียกกันว่าเป็นอัมพาตนั่นแหละ ฉันอยู่ในช่วงเริ่มทำงานใหม่ๆ ก็ไม่สามารถหยุดงานมาดูแลท่านได้  พ่อแม่ของฉันก็มีกิจการที่ต้องเดินทางไปมาระหว่างกรุงเทพฯและราชบุรีอยู่ตลอด
ครอบครัวของเราจึงจ้างพี่ศรีมาเป็นคนดูแลคุณยายและให้ช่วยงานบ้านไปในตัว พ่อแม่ฉันจ้างพี่ศรีด้วยเงินเดือนที่เด็กจบปริญญาตรีหมาดๆ อย่างฉันอิจฉาเชียวล่ะ นั่นคงเป็นเหตุหนี่งที่ทำให้พี่ศรีปรนนิบัติคุณยายอย่างดี ชนิดที่ฉันซึ่งเป็นหลานแท้ๆ อดละอายใจไม่ได้

แล้วจู่ๆ พี่ศรีก็เอ่ยกับฉันว่า
“คุณเพียงรู้มั้ยคะว่าที่นี่เจ้าที่แรง…”
“หืมม์ พี่ศรีว่าไงนะ” ฉันถามอย่างไม่ใส่ใจเท่าไหร่
“ตอนกลางวันช่วงที่ไม่มีคนอยู่ มีแต่พี่กับคุณยาย พอพี่อาบน้ำเช็ดตัวคุณยายเสร็จ ก็ขึ้นไปทำความสะอาดชั้น ๒ พี่ได้ยินเสียงคนเดินไปเดินมาข้างล่าง ทีแรกก็นึกว่าคุณเพียง หรือคุณพ่อคุณแม่คุณกลับมา เพราะถ้าเป็นคนอื่นต้องกดออดให้พี่ไปเปิดประตูถึงเข้ามาได้ แต่พอลงมาดูก็ไม่เห็นใคร เป็นอย่างนี้หลายครั้งแล้วล่ะค่ะ”

ฉันซึ่งอยู่บ้านนี้มาตั้งแต่เด็ก และไม่เคยพบอะไรผิดปกติจึงไม่เชื่อสิ่งที่พี่ศรีเล่า
“หูฝาดละมั้ง ตอนกลางวันบ้านเงียบๆ พี่อาจได้ยินเสียงบ้านข้างๆ ก็ได้” ฉันคิดว่าคงเป็นอย่างนั้น เพราะบ้านของฉันเป็นตึกแถว บ่อยครั้งที่เวลาข้างบ้านซึ่งใช้ผนังร่วมกันส่งเสียงดังก็จะได้ยินเสียงลอดมา

“อย่าไปเล่าให้คุณพ่อคุณแม่ฉันฟังเชียว ท่านไม่ชอบเรื่องผีๆ สางๆ” ฉันเอ่ยอ้างคุณพ่อคุณแม่ส่วนหนึ่งเพราะท่านทั้งสองไม่เชื่อเรื่องลี้ลับ ด้วยเห็นว่าเป็นสิ่งงมงายไร้สาระ แต่อีกส่วน ฉันไม่ค่อยอยากรับฟังเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ เพราะแม้ไม่เชื่อ แต่ถ้าฟังบ่อยๆ เวลาอยู่คนเดียวตอนกลางคืนคงอดประสาทหลอนไปไม่ได้

พี่ศรีไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีกจนฉันเกือบจะลืมไปแล้ว
“เอ่อ…คุณเพียงคะ พรุ่งนี้วันอาทิตย์คุณเพียงหยุดงานใช่มั้ยคะ”  น้ำเสียงพี่ศรีอ้ำๆ อึ้งๆ ชอบกล ฉันพยักหน้าแทนคำตอบ
“คือ…ถ้าคุณเพียงไม่ไปไหน พี่ขอลาซักครึ่งวันนะคะ”
“เอาสิ เดี๋ยวฉันดูแลคุณยายเอง” ฉันอนุญาตเพราะเห็นใจพี่ศรีที่ทำงานบ้านแทบไม่มีวันหยุด แต่ก็อดถามไม่ได้
“ว่าแต่ พี่ศรีจะไปไหนหรอ หรือว่ามีนัดกับหนุ่ม” ฉันกระเซ้าเล่นมากกว่าถามเพื่อเอาคำตอบจริงๆ จังๆ
“คือ…พี่ว่าจะไปทำบุญถวายสังฆทานที่วัดน่ะค่ะ” พี่ศรีตอบอย่างเกรงๆ คงเพราะฉันเคยปรามไว้ว่าไม่ให้พูดเรื่องสิ่งลี้ลับ
“มีอะไรก็เล่ามาเถอะพี่ ฉันไม่ว่าอะไรหรอก หรือว่ายังได้ยินเสียงแปลกๆ อยู่อีก”

สิ่งที่พี่ศรีเล่าทำให้ฉันประหลาดใจไม่น้อย เธอบอกว่าพักหลังนี้ได้ยินเสียงคุณยายคุยอะไรพึมพำอยู่คนเดียวบ่อยๆ บางครั้งก็เห็นท่านคุยไปหัวเราะไป ทั้งๆ ที่ตั้งแต่ท่านป่วยท่านแทบจะพูดไม่ได้ อย่างมากก็ได้แต่ส่งเสียงอือๆ อาๆ บุ้ยใบ้บอกสิ่งที่ต้องการเท่านั้น
ฉันคิดว่าคงเกิดความผิดปกติกับสมองของคุณยาย ขณะที่พี่ศรีมั่นใจว่าคุณยายคุยกับสิ่งที่ไม่มีตัวตน แต่เพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่ายฉันอนุญาตให้พี่ศรีไปทำบุญ และจากนั้นฉันก็พาคุณยายไปตรวจเช็กร่างกายที่โรงพยาบาล

หลังไปถวายสังฆทานพี่ศรีก็หมั่นทำบุญตักบาตรเป็นประจำ โดยบอกว่าเพื่อความสบายใจ และการทำบุญไม่ว่าเพื่อเจ้าที่เจ้าทางผีสางเทวดาหรือเพื่อตัวเองก็เป็นสิ่งดีทั้งนั้น ซึ่งฉันก็เห็นด้วย
ส่วนผลการตรวจร่างกายของคุณยายก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ เรียกว่าไม่ดีขึ้นแต่ก็ไม่แย่ลง แพทย์ที่ตรวจบอกว่า อาจเป็นเพราความทรงจำส่วนลึกๆ ในจิตใต้สำนึกของคุณยายทำให้ท่านพูดคุยหรือหัวเราะออกมาโดยไม่รู้ตัว

เหตุการณ์ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ พี่ศรีไม่ได้ยินเสียงแปลกๆ อีก และนานๆ ครั้งจึงได้ยินเสียงคุณยายคุยอยู่คนเดียว
จนกระทั่งวันหนึ่ง…
พี่ศรีเล่าว่า บ่ายวันนั้นอากาศร้อนอบอ้าว หลังจากป้อนข้าวคุณยายแล้ว พี่ศรีรู้สึกเพลียๆ จึงตั้งใจจะงีบหลับสักพักก่อนที่จะทำงานบ้านต่อ พี่ศรีจึงฟุบหลับข้างๆ ตะกร้าผ้าที่เตรียมจะรีดนั่นเอง
ขณะที่หลับไปพี่ศรีฝันว่า มีชายคนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ มายืนใกล้ๆ เขาเตะตะกร้าผ้าจนล้ม แล้วพูดเสียงดังว่า
“เฮ้ย…ตื่นๆ ไปดูแม่นงค์โน่น ลูกหลานเขาจ้างมึงมาดูแลคนแก่ นี่อะไรแอบมาหลับ ปล่อยให้เขานอนจมขี้จมเยี่ยวอยู่นั่น…กูรู้ว่ามึงเหนื่อย แต่ก็ช่วยดูแลเขาดีๆ หน่อย เวลาของเขาเหลืออีกไม่นานนักหรอก ถ้ามึงดูแลเขาดีๆ อีกหน่อยมึงจะสบายไม่ต้องมาเป็นขี้ข้าใครเขา แต่ถ้ามึงทำให้เขาลำบากกูไม่ปล่อยมึงไว้แน่”
พอพี่ศรีสะดุ้งตื่นขึ้นก็เห็นว่าตะกร้าผ้าล้มลง ผ้าในตะกร้ากระจัดกระจาย และเมื่อไปดูคุณยาย ก็พบว่าคุณยายขับถ่ายออกมาโดยไม่รู้ตัวนอนจมอยู่กับกองอุจจาระ ปัสสาวะตามที่ฝันจริงๆ

หลังจากนั้นไม่กี่เดือนคุณยายก็จากไปอย่างสงบ หลังจากงานศพคุณยาย คุณแม่ของฉันก็ตั้งหิ้งบูชารูปคุณยายโดยนำรูปคุณตาจากบ้านที่ราชบุรีมาตั้งไว้เคียงคู่กัน พอพี่ศรีเห็นรูปคุณตาก็ถึงกับเข่าอ่อน และบอกว่าคนในรูปนี้แหละที่มาเข้าฝัน พี่ศรีปะติดปะต่อเรื่องราวว่าคงเป็นคุณตาที่คอยมาวนเวียน พูดคุย และอยู่ใกล้ๆ คุณยายด้วยความรักและเป็นห่วง

ส่วนเรื่องที่วิญญาณคุณตาบอกว่า ถ้าพี่ศรีดูแลคุณยายดีๆ จะสบายไม่ต้องเป็นลูกจ้างรับใช้ใครอีกนั้น ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะตอนนี้พี่ศรีกลายเป็นคุณศรี เจ้าของร้านอาหารทะเลชื่อดังย่านบางขุนเทียนไปแล้ว
…………………………………………………
ตีพิมพ์ครั้งแรกใน นิตยสาร ประสบการณ์ของคนเห็นผี
ปีที่ 3 ฉบับที่ 26
ตุลาคม 2551


ผู้เตือนสติ

ตุลาคม 13, 2008

ดุจดาวยืนอยู่ริมระเบียงชั้น ๑๒ ของโรงพยาบาลเอกชนย่านชานเมือง เด็กสาวมองลงไปยังพื้นซีเมนต์ด้านล่างอย่างมีจุดมุงหมายบางอย่าง

“ตรงนั้นแหละ แค่วูบเดียวแล้วทุกอย่างจะจบ ไม่ต้องเสียใจกับอะไรอีกต่อไป”
สายลมเย็นเอื่อยโชยมาปะทะหน้า เด็กสาวนึกย้อนถึงเหตุการณ์ในห้องตรวจเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

“ไม่จริง…มันมีการผิดพลาดได้มั้ย?” เธอถามเมื่อแพทย์วัยกลางคนบอกผลการตรวจว่าเธอกำลังจะมีลูก ที่จริงเธอซื้อชุดตรวจครรภ์มาทดสอบด้วยตัวเองถึง ๓ ครั้งแล้ว แต่เธอไม่เชื่อว่า ไอ้ ๒ ขีดที่ปรากฏนั้นจะเป็นความจริง ในเมื่อเธอและแฟนหนุ่มป้องกันอย่างดีทุกครั้ง
“หนูคุมอยู่นะหมอ…แล้วหนูจะท้องได้ยังไง?”

สีหน้าของนายแพทย์เฉยเมย เขาชินเสียแล้วกับวัยรุ่นใจแตก ท้องในวัยเรียน บางรายร่ำไห้ บ้างร้องโวยวาย และไม่น้อยที่เอ่ยปากขอให้เขาทำแท้งให้อย่างไม่ใยดีกับสิ่งมีชีวิตน้อยๆ ที่เกิดจากความรักสนุกของตัวเอง แต่เขามีหน้าที่ทำคลอด จึงมิอาจเป็นผู้คร่าชีวิตใคร แม้บางรายจะยินดีมอบเงินก้อนโตเพื่อตัดเลือดเนื้อของตัวเอง แต่เขาไม่เคยยอมรับข้อเสนอ
“ถ้าเด็กมันโตมาแบบพ่อแม่ก็ไม่มี กลายเป็นเด็กมีปัญหา หมอจะว่าไง” พ่อของเด็กสาวรายหนึ่งเอ่ยอ้างและตราหน้าเขาว่าเป็นพวกไม่รับผิดชอบต่อสังคม
………………….

“ไม่มีวิธีไหนที่คุมได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ คุณก็น่าจะรู้” นายแพทย์มองเด็กสาววัยคราวลูกแล้วเอ่ยเรียบๆ
“ถ้าไม่แน่ใจผลตรวจคราวนี้ อาทิตย์หน้ามาตรวจซ้ำอีกครั้งก็ได้ แต่ผมไม่คิดว่ามันจะต่างกันหรอก”
“แต่ก็ไม่แน่ใช่มั้ย” ดุจดาวถามแผ่วเบา
………………….

เพียงเธอบอกแฟนหนุ่มว่า “อาจจะท้อง” เขาก็เกรี้ยวกราด ต่างจากตอนที่เขาและเธอร่วมสนุกกันเป็นคนละคน  และเมื่อผลตรวจจากโรงพยาบาลออกมาว่าเธอท้อง เขาก็บอกเลิกกับเธอทันที
“กูไม่ใช่พ่อมัน มึงไปทำอะไรกับใครก็ไปหามันโน่นไป”
“จะทำอะไรกับใครก็มึงนั่นแหละ ไอ้เ…” พูดได้ไม่ทันจบคำ คนรักที่เคยอ่อนโยนก็ฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าเธอ แก้มที่เคยขาวอมชมพูกลับเป็นปื้นสีแดงเข้ม
จากวันนั้นจนวันนี้ เขาที่เคยได้ชื่อว่าเป็นคนรักกลับหายไปจากชีวิตเธออย่างไร้เยื่อใย
………………….

“ผมบอกคุณแล้วว่าผลการตรวจคงไม่ต่างจากเดิม คุณตั้งครรภ์ได้ ๒ เดือนแล้ว”
คำพูดของนายแพทย์ในห้องตรวจเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ราวกับคำตัดสินของเพชฌฆาต เธอคิดมาตลอดสัปดาห์ว่า หากท้องขึ้นมาจริงๆ จะทำอย่างไร ในเมื่อพ่อของเด็กแสดงออกชัดว่าไม่รับผิดชอบ จะให้เธอกลับไปหาพ่อแม่หรือ? เธอจะบอกพวกเขาอย่างไร
ทางเดียวที่จะยุติปัญหาได้ คงเป็นความตายเท่านั้น
………………….

สายลมเย็นปะทะหน้าเธออีกครั้ง ความเย็นเยียบทำให้เธอสะดุ้งตื่นจากภวังค์และพบว่าไม่ได้ยืนอยู่ริมระเบียงโดยลำพัง
หญิงวัย ๕๐ เศษ ยืนอยู่ริมระเบียงแล้วมองลงเบื้องล่างเช่นเดียวกับเธอ
“คุณป้ามาทำอะไรที่นี่คะ” ดุจดาวเอ่ยถามหญิงคนนั้น ทั้งที่ใจอยากไล่ให้ไปพ้นๆ เธอจะได้ทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ให้จบๆ ไปเสียที
“ป้ามาทำสิ่งเดียวกับที่หนูคิดอยู่ตอนนี้นั่นแหละ” คำตอบนั้นทำเอาดุจดาวอึ้งไป
“คุณป้ารู้ว่าหนูจะทำอะไร? แล้วคุณป้าก็กำลัง…” เด็กสาวถามตะกุกตะกัก หญิงต่างวัยไม่ตอบคำถามนั้น แต่กลับเล่าเรื่องของตัวเองขึ้นมา

“ป้าเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายแล้ว ลูกชายป้าเหนื่อยกับการหาเงินมารักษาป้าไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ ไอ้โรคพรรค์นี้น่ะ ค่าหมอ ค่ายาแพงเหลือเกิน หามาเท่าไหร่ก็ไม่พอ ที่สำคํญ มันไม่มีทางหาย…ป้าไม่อยากรักษาแล้ว แต่ลูกชายป้าไม่ยอม เขาบอกว่ายังไงก็ต้องหาเงินมารักษาป้าให้ได้
“…ป้าไม่อยากเห็นลูกลำบากอีกแล้ว ป้าเองก็ทรมานจนเคยขอร้องให้หมอฉีดยาให้ตายๆ ไปด้วยซ้ำ…ไม่มีหมอคนไหนทำแบบนั้นหรอก…แต่ไม่เป็นไรป้าจัดการเองได้
“…ถ้าหนูมีลูก หนูจะไม่รักใครได้มากไปกว่าเขาอีก ความรักที่หนูมีให้พ่อของเด็กในท้องหนูน่ะเทียบไม่ได้กับความรู้สึกที่หนูจะมีต่อลูกหรอก พ่อแม่ของหนูเองก็รักหนูไม่น้อยไปกว่าที่ป้ารักและทำทุกอย่างเพื่อลูกของป้าหรอก
“…จำไว้นะ การมีโอกาสเป็นแม่ เป็นผู้ให้กำเนิดเป็นสิ่งประเสริฐสุดแล้ว ผู้หญิงเราเกิดมาเพื่อเป็นผู้สร้าง ผู้ให้กำเนิดชีวิต ใช่ผู้ทำลาย”
พูดจบร่างนั้นก็กระโดดลงจากระเบียงอย่างรวดเร็ว เสียงของร่างตกกระทบพื้นดังลั่น ดุจดาวกรีดร้องก่อนหมดสติไป
………………….

เมื่อฟื้นขึ้นเด็กสาวก็พบว่าตนเองนอนอยู่บนเตียงคนไข้ โดยมีพ่อแม่ของเธอเฝ้าอยู่ด้วยความห่วงใย
“พ่อ…แม่…หนู…หนู” ดุจดาวร่ำไห้ออกมา
“ไม่เป็นไรลูก ไม่ต้องพูดอะไร พ่อแม่รู้เรื่องแล้ว ค่อยๆ คิด ค่อยๆ หาทางกันไป หลานคนเดียวแม่เลี้ยงได้ ชีวิตหนูยังอีกไกลนะ”
“แล้วผู้หญิงคนนั้น…ที่ระเบียง…”
“ใครกันลูก ตอนพยาบาลเจอหนูเป็นลมอยู่ริมระเบียง ไม่มีใครอยู่ด้วยนี่จ๊ะ”
“…หนูตั้งใจจะกระโดดลงไป แต่คุณป้าคนนั้นมาเตือนหนู…แล้วเขา…ก็…” ดุจดาวเล่าเรื่องทั้งหมดให้พ่อแม่ฟัง

และเมื่อสอบถามกับพยาบาล จึงได้รู้ว่าเคยมีเหตุการณ์ที่ผู้ป่วยมะเร็งกระโดดตึกตายจริงๆ โดยผู้ตายเขียนจดหมายถึงลูกชายว่า ไม่อยากเห็นเขาต้องลำบากหาเงินทองมารักษา อยากให้ลูกเก็บเงินไว้สร้างอนาคตมากกว่า หลังเกิดเหตุผู้เป็นลูกเสียใจมากจนเป็นโรคซึมเศร้า แต่เมื่อรักษาหายและตั้งสติได้ ชายคนนั้นก็ตั้งใจบวชอุทิศส่วนกุศลให้แม่โดยไม่สึกตลอดชีวิต
……………………………………………….

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน นิตยสาร แรงบุญแรงกรรม
ปีที่ 5 ฉบับที่ 103 ปีกษ์หลัง 16-31 ตุลาคม 2551