New Mom 3 : ใช่…หรือเปล่า?

มีนาคม 9, 2009

ยิ่งใกล้ครบกำหนดคลอดเท่าไร คุณแม่ก็ยิ่งตื่นเต้นเท่านั้น โดยเฉพาะคุณที่ตั้งครรภ์ครั้งนี้เป็นครรภ์แรก
เจ้าความรู้สึกนี้เอง ที่ทำให้คุณแม่มีอาการเหมือนๆ จะเจ็บท้องอยู่บ่อยครั้ง และคุณแม่หลายๆ ท่านรู้สึกว่าจะคลอดแน่ๆ แล้วอยู่เรื่อย
มาดูกันให้แน่ใจดีกว่าค่ะว่า อาการอย่างไหนกันแน่ที่บ่งว่าคุณแม่จะคลอดจริงๆ
อาการที่ทำให้คุณแม่รู้สึกว่า ใกล้คลอดแล้ว ก็คือ เจ็บท้อง หากลักษณะของการเจ็บเป็นแบบเจ็บเสียดๆ เจ็บห่างๆ หน้าท้องแข็ง แต่ไม่มีอะไรออกจากช่องคลอด ก็เก็บข้าวของเพื่อเตรียมไปคลอดได้แล้ว แต่นี่ยังไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนมากนัก เพราะบางครั้งอาการที่เรียกว่า “เจ็บเตีอน” นี้มันเตือนคุณก่อนคลอด 3-4 วัน เลยทีเดียว
อาการเจ็บเตือน นอกจากเจ็บแบบเสียดๆ แล้วคุณแม่อาจมีความรู้สึกว่าเจ็บ ตึงบริเวณท้องทั้งสองด้าน หรือที่เอว รู้สึกเหมือนอยากถ่ายปัสสาวะ แต่ก็ไม่ใช่  ระยะเวลาและความรุนแรงก็ไม่สม่ำเสมอ คือจะเจ็บเป็นช่วงสั้นๆ  ถี่บ้างห่างบ้าง เพราะการเจ็บยังไม่สัมพันธ์กับการหดตัวของมดลูก และมักเจ็บบริเวณหัวเหน่า มากกว่าส่วนบนของมดลูก
การอาบน้ำอุ่นจัดๆ และการลุกเดิน จะช่วยลดอาการเจ็บเตือนที่เกิดขึ้นเป็นพักๆ นี้ได้
     ส่วนการเจ็บจริงจะต่างจากการเจ็บเตือนตรงที่ คุณแม่จะรู้สึกปวดหลัง ปวดหน้าท้อง ท้องแข็งเป็นพักๆ และถี่ขึ้นเรื่อยๆ อาการปวดร้าวค่อยๆ เพิ่มขึ้นที่ก้นกบ และหัวเหน่า แล้วร้าวมาที่หน้าขาทั้ง 2 ข้าง หรือเจ็บบริเวณรอบเอว แล้วร้าวมาทางหน้าท้อง การเจ็บจริงจะเจ็บเป็นจังหวะสัมพันธ์กับการหดตัวของมดลูก
ระยะเวลาการเจ็บปวดก็จะยาวนานขึ้นจากประมาณ 15 วินาทีต่อครั้งในระยะแรกๆ จะเพิ่มเป็นจนครั้งละ 50-60 วินาที และเจ็บทุกๆ 4-5 นาที และอาจจะมีมูกเลือดไหลออกมาทางช่องคลอดด้วย
มูกเลือดที่ออกมานี้ ลักษณะต่างจากน้ำจากอาการน้ำเดิน เพราะเกิดจากการที่ปากมดลูกเริ่มขยายตัว จนทำให้ก้อนมูกที่บริเวณปากมดลูก หลุดออกมาพร้อมเลือด ปริมาณของมูกเลือดที่ออกมานี้จะใกล้เคียงกับเลือดประจำเดือน
ส่วนอาการน้ำเดินนั้นน้ำอาจไหลลงมาตามขา เปียกจนชุ่มถึงพื้น หรือออกมาแบบปัสสาวะแต่ไม่หยุดสักที  ซึ่งต้องรีบไปพบแพทย์ เพราะแม้ไม่มีอาการเจ็บท้อง แต่หากคุณแม่มีน้ำเดินแล้วก็มักจะคลอดภายใน 24 ชั่วโมง
หากเกิน 24 ชั่วโมงแล้วยังไม่คลอดเองตามธรรมชาติ แพทย์อาจจะต้องทำการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง เพื่อความปลอดภัยของทั้งแม่และลูกค่ะ
————————————————————————-
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร M&C แม่และเด็ก

ปีที่ 32 ฉบับที่ 445 มีนาคม 2552


New Mom 2 : เคลื่อนไหวให้ช้าลง

มีนาคม 9, 2009

คอลัมน์ก่อนหน้านี้ เราพูดถึงเรื่องการแพ้ท้อง แต่คุณแม่ตั้งครรภ์ไตรมาส 2 มักจะผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นมาแล้ว
อาจเป็นเพราะทั้งตัวคุณและลูกน้อยในครรภ์จะเริ่มมีการปรับตัวเข้ากันได้ดีขึ้น ทำให้อาการผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้งอาการแพ้ท้องลดน้อยลง แถมตอนนี้ท้องของคุณก็ยังไม่ใหญ่จนอึดอัดเคลื่อนไหวลำบาก
ทำให้บางครั้งคุณเองก็ลืมไปว่ากำลังท้องอยู่!!!
คุณอาจเผลอตัวทำโน่นนี่ จนบางครั้งเกิดอาการเจ็บแปลบตามกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นต่างๆ หรือเกิดอาการเส้นยึดได้บ่อยๆ
ก็ช่วงนี้น้ำหนักตัวของคุณเพิ่มขึ้น หน้าท้องเริ่มขยายออก แม้จะยังไม่มาก แต่น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นนี้อาจทำให้เกิดอาการเส้นยึดได้บ่อย เนื่องจากเส้นเอ็นบริเวณต้นขาที่เชื่อมต่อกับสะโพกต้องรับน้ำหนักเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดอาการเส้นยึดขณะเปลี่ยนอิริยาบถได้ โดยเฉพาะเวลานอนเหยียดขาออก หรือเวลาพลิกตัวนอนตะแคง ซึ่งอาจเป็นข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง แต่มักจะเป็นในข้างที่ถนัด เนื่องจากน้ำหนักจะกดทับลงไปที่ข้างนั้นมาก
ถ้าอาการเป็นอยู่เพียงชั่วครู่ คือพอยืนขึ้นแล้วอาการเส้นยึดคลายลง ก็ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่
การเคลื่อนไหวให้ช้าลง เปลี่ยนอิริยาบถ อย่างช้าๆ ทุกๆ ครั้ง หลีกเลี่ยงการนั่ง ยืนท่าเดียวกันนานๆ โดยเฉพาะการนั่งยองๆ หรือนั่งพับเพียบ จะช่วยลดปัญหาเส้นยึดลงไปได้
และถ้าจะให้ดีลองฝึกท่าการยืน นั่ง และการลุกจากที่นอน ตามคำแนะนำของคุณหมอ ร่วมกับการนวดเฟ้นเบาๆ บริเวณที่เกิดเส้นยึด จะช่วยบรรเทาอาการและลดโอกาสที่จะเกิดการบาดเจ็บของเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อลงได้
แต่ถ้ามีอาการเส้นยึดบ่อย และเป็นในหลายๆ อิริยาบถล่ะก็ อาจหมายถึงว่าเส้นเอ็นต่างๆ เกิดการบาดเจ็บเข้าให้แล้ว คงต้องปรึกษาแพทย์ค่ะ
นอกจากอาการเส้นยึดแล้ว อีกอาการที่พบบ่อยก็คือ เจ็บชายโครง เนื่องจากระยะนี้เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อมีการยืดตัวมาก ร่วมกับการที่ทารกโตขึ้นจนเริ่มดันกระดูกซี่โครงของคุณแม่  จึงมีอาการเจ็บชายโครง
และนอกจากบริเวณชายโครงแล้ว ทารกจะเริ่มดันกระเพาะอาหารคุณแม่ให้เล็กลงจนกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นยังหลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการแสบร้อนในอกร่วมด้วย
     ถ้ามีอาการอย่างนี้ ควรรับประทานอาหารทีละน้อยแต่บ่อยๆ เคี้ยวอาหารช้าๆ เพื่อให้เคี้ยวอาหารได้ละเอียดกระเพาะอาหารจะได้ไม่ทำงานหนักเกินไป หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดกรดมาก เพื่อไม่ให้เกิดอาการแสบร้อนในอก สำหรับอาการแสบร้อนอาจทานยาลดกรดช่วยได้
คุณควรหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ในระหว่างทำกิจกรรมต่างๆ ว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่ และจดบันทึกอาการที่สงสัยไว้ เมื่อไปพบแพทย์จะได้ไม่ลืมถาม
และหมั่นเตือนตัวเองไว้ ว่าคุณน่ะ กำลังท้อง ถึงคนท้องไม่ใช่คนป่วย แต่การระวังตัว เคลื่อนไหวให้ช้าลง มีสติอยู่เสมอย่อมปลอดภัยกว่า จริงมั้ย
————————————–
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร M&C แม่และเด็ก

ปีที่ 32 ฉบับที่ 445 มีนาคม 2552


New mom 1 : แพ้ท้องแทน ใครว่าไม่จริง

มีนาคม 9, 2009

ว่าที่คุณแม่หลายท่านจะเริ่มรู้ตัวว่าท้อง ก็ตอนที่ถูกอาการวิงเวียน คลื่นเหียน อาเจียน อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเข้าจู่โจม
แต่บางคนกลับสงสัยว่าจะท้องเพราะคุณสามีมีอาการแพ้ !!!
เรามาพูดถึงอาการแพ้ของคุณผู้หญิงก่อนดีกว่า อาการที่ว่าข้างต้น มักมาเยือนในช่วงหลังตื่นนอนในตอนเช้า จึงเป็นที่มาของชื่ออาการว่า Morning Sickness ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการป่วยตอนเช้าๆ เพราะยังไม่อยากตื่นไปทำงานแต่อย่างใด แต่หมายถึงอาการ “แพ้ท้อง” นั่นล่ะ และถึงจะชื่อ Morning Sickness ก็ไม่ได้แปลว่าจะแพ้อยู่แค่ตอนเช้าอย่างฝรั่งว่าไว้ ว่าที่คุณแม่ที่แพ้อยู่ตลอดวันก็มี
ส่วนใหญ่แล้วว่าที่คุณแม่จะเริ่มรู้สึกถึงอาการแพ้ท้องเมื่อตั้งครรภ์ได้ประมาณ 6 สัปดาห์และอาการที่ว่าจะหายไปเมื่อการตั้งครรภ์เข้าสู่ไตรมาสที่ 2    ระหว่างนี้นอกจากจะต้องผจญกับอาการแพ้ท้องจนอ่อนเพลียแล้ว ผิวพรรณที่เคยผ่องใส จะกลับแห้งลง แถมยังอาจมีสิวขึ้นอีก แม้จะดูแลรักษาความสะอาด บำรุงด้วยครีมสารพัดก็ไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้นเลย
แต่…ทุกอย่างมีข้อแม้เสมอ ว่าที่คุณแม่บางท่านกลับมีผิวพรรณดีขึ้น ผมก็เงางามกว่าเดิม อย่างที่คนเฒ่าคนแก่ผู้มากประสบการณ์มองปุ๊บทักปั๊บว่า “มีน้ำมีนวลอย่างนี้สงสัยจะมีน้อง”
อย่า…อย่าเพิ่งดีใจไป แม้คุณจะไม่มีอาการคลื่นเหียน อาเจียน แถมยังสวยวันสวยคืน แต่สิ่งที่จะเกิดตามก็คือ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและอารมณ์ ซึ่งบางคนก็ดำเนินไปอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่บางคน จู่ๆ ก็ปุบปับเป็นขึ้นมาอย่างกะทันหัน นั่นก็คือ อาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย แสบๆ คันๆ หน้าอก หงุดหงิดโดยไม่มีสาเหตุ เห็นอะไรก็ขวางหูขวางตา รำคาญแม้คนใกล้ตัวอย่างคุณสามี
สำหรับคุณที่ไม่แพ้เลย อาจเพราะมีคนใกล้ตัวแพ้แทนให้แล้ว !!!
เคยมีดาราหนุ่มออกมาพูดในรายการโทรทัศน์ว่า เขาแพ้ท้องแทนภรรยา ทั้งคลื่นเหียน อาเจียน พะอืดพะอม กินนู่นไม่ได้ ได้กลิ่นนั่นไม่ได้ ขณะที่ภรรยาคนสวยไม่มีอาการแพ้แต่อย่างใด หลายคนที่ได้ยินคงอดนึกหมั่นไส้ไม่ได้ว่า “สร้างภาพชะมัด”
ขอบอกเลยว่า นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง และไม่ได้เกิดขึ้นกับคนดังเท่านั้น คนทั่วๆ ไปที่ไม่ต้องสร้างภาพไว้อวดใครก็เป็นได้ และดูเหมือนจะเป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นกับคนทั่วโลกด้วย เพราะทีมวิจัยของคณะแพทย์จากมหาวิทยาลัยเมโมเรียลและมหาวิทยาลัยควีนส์ในแคนาดา ก็สงสัยเกี่ยวกับเรื่องอาการแปลกๆ ของหนุ่มๆ ที่กำลังจะเป็นพ่ออยู่เหมือนกัน เขาจึงได้ทำการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง พบว่าผู้ชายส่วนหนึ่งจะมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ซึ่งก็คือฮอร์โมนผู้ยิ้งผู้หญิงเพิ่มขึ้น เมื่อภรรยาเริ่มตั้งครรภ์ ยิ่งใกล้ชิดดูแลกันมากเท่าไหร่ ฮอร์โมนความเป็นแม่ในตัวพ่อจะเพิ่มก็ยิ่งสูง และฮอร์โมนที่เพิ่มมากนี่แหละที่เป็นต้นเหตุให้คุณผู้ชายนี้มีอาการแพ้ท้องแทนภรรยาได้
อ้อ…อ่านแล้วอย่าเพิ่งเหล่มองคนข้างๆ ที่ไม่เห็นมีทีท่าจะแพ้ท้องแทนสักนิด ไม่แพ้ไม่ได้แปลว่าไม่รัก ไม่ใส่ใจ นักวิจัยเขายังให้คำตอบไม่ได้ว่า ทำไมผู้ชายบางคนแพ้ บางคนไม่แพ้ อันนี้จะไปคาดคั้นเอาคำตอบก็น่าเห็นใจอยู่เหมือนกัน
ก็แหม…ขนาดผู้หญิง บางคนยังแพ้ บางคนไม่แพ้เลยนี่
————————-
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร M&C แม่และเด็ก

ปีที่ 32 ฉบับที่ 445 มีนาคม 2552