New Mom 3 : เอาชนะภูมิแพ้

พฤษภาคม 13, 2009

คุณแม่ที่เป็นโรคภูมิแพ้มักกังวลว่า อาการแพ้ต่างๆ ที่เกิดขึ้น หรือกำเริบบ่อยๆ ในระหว่างตั้งครรภ์ จะมีผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของลูกน้อย เรื่องนี้จริงเท็จอย่างไรลองมาดูกันค่ะ
แม้ว่าอาการภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ มักจะใกล้เคียงกับที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ซึ่งหมายความว่าคุณจะรู้ดีว่าสิ่งใดน่าจะเกิดขึ้น และพอจะรู้แนวทางป้องกันแก้ไขอยู่แล้ว
แต่การปฏิบัติตัวตามที่คุณเคยทำก่อนการตั้งครรภ์อาจไม่เพียงพอ
การดูแลควบคุมโรคภูมิแพ้ระหว่างตั้งครรภ์เป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะคุณแม่ที่เป็นโรคหอบหืดร่วมด้วย หากปล่อยให้อาการกำเริบบ่อยๆ อาจทำให้หลอดลมตีบจนออกซิเจนในเลือดต่ำ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพคุณแม่ และขัดขวางการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ทำให้ทารกมีน้ำหนักตัวน้อย เสี่ยงต่อการแท้ง หรือคลอดก่อนกำหนดได้ แต่หากคุณแม่ควบคุมโรคได้ดีลูกก็จะมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์เหมือนเด็กทั่วไปค่ะ
ส่วนใหญ่แล้วอาการที่พบบ่อย  ได้แก่
- อาการคัดแน่นจมูก ส่วนมากคุณแม่ที่เคยเป็นภูมิแพ้มาก่อน มักมีอาการนี้ เนื่องจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปทำให้เยื่อจมูกบวม และมีน้ำมูกมากขึ้น การใช้น้ำเกลือล้างจมูกจะช่วยบรรเทาอาการลงได้ แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้น หรือมีน้ำมูกข้นเขียว ควรรีบไปพบแพทย์ ไม่ควรซื้อยากินเอง เพราะ ยาบางตัวอาจทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงมดลูกลดลงได้
- ผื่นคันและลมพิษ เป็นอีกปัญหาที่พบบ่อยขณะตั้งครรภ์ไตรมาสสุดท้าย บางรายคันมากจนนอนไม่หลับนำไปสู่การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือบางรายเกาจนผิวหนังถลอกเป็นแผล ควรเลือกใช้สบู่อ่อนๆ ทำความสะอาดผิว แล้วทาโลชั่นเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว การอาบน้ำเย็น หรือแช่ตัวในน้ำเกลือก็ช่วยลดอาการคันลงได้ แต่หากทำอย่างไรก็ไม่หาย แพทย์จะให้ใช้ยาแก้แพ้เพื่อบรรเทาอาการผื่นคัน
- กรณีที่คุณแม่แพ้นมวัว ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรดื่มเป็นประจำ เพราะในน้ำนมวัวมีทั้งโปรตีนและแคลเซียมในปริมาณสูง ถ้าคุณแม่ไม่สามารถดื่มนมวัวได้ ควรรับประทานอาหารชนิดอื่นๆ ที่มีโปรตีนและแคลเซียมสูง หรือดื่มน้ำนมถั่วเหลืองแทน
หากกังวลว่าไม่ได้ดื่มนมวัวแล้วจะได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ ก็ควรรับประทานเนื้อสัตว์ เต้าหู้ ไข่ หรือถั่วเหลืองเพิ่มขึ้น
- สำหรับคุณแม่ที่แพ้อาหารทะเล ที่กลัวว่าจะได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ เพราะอย่างที่เรารู้ๆ กันว่า แหล่งแคลเซียมมักอยู่ในอาหารทะเลอย่างปลาทู ปลาอินทรี กุ้ง หอยแครง หอยแมลงภู่ ปลากรอบที่เคี้ยวได้ทั้งกระดูก ปลาเล็กปลาน้อย คุณแม่ที่แพ้อาหารเหล่านี้ ควรรับประทานผักที่มีแคลเซียมสูงทดแทน เช่น ยอดแค ใบโหระพา ใบกะเพรา ใบแมงลัก หน่อไม้ฝรั่ง ผักกาดเขียว แต่ถ้ายังกลัวว่าแคลเซียมจากผักเหล่านี้จะยังไม่เพียงพอ ก็สามารถปรึกษาแพทย์ว่าควรรับประทานแคลเซียมชนิดเม็ดหรือไม่และควรรับประทานในปริมาณเท่าใด
อาการภูมิแพ้ ของคุณแม่ที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ อาจทำให้คุณกังวลว่าจะส่งผลต่อลูกในท้อง แต่หากคุณปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง รักษาควบคุมอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ดี และได้รับการดูแลจากทั้งสูติแพทย์และแพทย์ประจำตัวที่คุณรักษาโรคภูมิแพ้อยู่ก็น่าจะหมดห่วงได้ค่ะ
————————————————————————-

ล้อมกรอบ
Did you know?
ในช่วง 2 ไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ เกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ของคนที่เป็นภูมิแพ้ มีอาการลดลง
ในช่วงการตั้งครรภ์เดือนที่ 6-8 อาการภูมิแพ้ที่เคยเป็นมักกลับมากำเริบบ่อยๆ
ในช่วงการตั้งครรภ์เดือนที่ 9 หรือเดือนสุดท้ายก่อนคลอดอาการภูมิแพ้จะลดลงไปเอง มีเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่อาการรุนแรงไปจนคลอด

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร M&C แม่และเด็ก
ปีที่ 32 ฉบับที่ 447 พฤษภาคม 2552


New Mom 2 : ดูแลท้อง…ดูแลเท้า

พฤษภาคม 13, 2009

จะเป็นคุณแม่คุณภาพทั้งที ก็ต้องดูแลร่างกายทุกส่วนให้ดูดีและแข็งแรงอยู่เสมอ ใช่ว่าจะดูแลแต่ท้องเท่านั้น ทุกส่วนของร่างกายก็ต้องการการดูแลเช่นกัน
แล้วทำไมต้องเน้นการดูแลเท้า?
การดูแลเท้ามันเกี่ยวกับท้องตรงไหน?
ดูเหมือนไม่เกี่ยว แต่เกี่ยวค่ะ เพราะระหว่างตั้งครรภ์ เท้าต้องรับบทหนักมากขึ้นตามน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นด้วย หากไม่ดูแลเท้าให้ดีแล้ว อาจประสบปัญหาเท้าบวมได้เมื่ออายุครรภ์มากขึ้น
เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาที่ว่า คุณแม่ควรเริ่มดูแลเท้าไว้แต่เนิ่นๆ ด้วยการแช่เท้าในน้ำอุ่น นวดฝ่าเท้า บริหารเท้าด้วยการหมุนเท้าไปรอบๆ
และเพื่อความสบายเท้า คุณอาจต้องเปลี่ยนไซส์รองเท้าให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิมเล็กน้อย ควรสวมรองเท้าส้นเตี้ยหรือรองเท้าแตะ เพื่อความสบายและปลอดภัย
แม้ว่าโดยส่วนใหญ่คุณแม่จะมีอาการบวมเอาตอนไตรมาสสุดท้าย แต่คุณแม่ตั้งครรภ์ไตรมาสนี้ ก็อาจเกิดอาการบวมได้ โดยเฉพาะบริเวณขาและข้อต่างๆ เนื่องมาจากปริมาณเลือดที่ไหลเวียนในร่างกายเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีของเหลวคั่งอยู่ตามเซลล์และรอบๆ เซลล์ของอวัยวะต่างๆ ทั้งข้อนิ้ว ข้อมือ ข้อเท้า น่อง และเท้า
เวลาตื่นนอนตอนเช้าคุณแม่อาจรู้สึกว่า เท้าบวมผิดปกติ แต่พอตอนสายก็หาย แต่พอเข้านอน ตื่นมาก็บวมอีก นั่นเป็นเพราะเลือดดำไหลกลับเข้าสู่หัวใจไม่สะดวก เนื่องจากมีมดลูกที่ขยายใหญ่ขวางทางอยู่
เลือดที่คั่งอยู่นี้เองที่ทำให้เท้าบวม ซึ่งพอเลือดค่อยๆ ไหลกลับ เท้าที่บวมก็จะยุบลงกลับสู่ขนาดปกติ ไม่ต้องกังวลค่ะ
การนอนยกเท้าสูงโดยใช้ผ้าห่มหรือหมอนหนุนไว้จะช่วยให้เลือดไหลกลับสู่หัวใจได้สะดวกขึ้น ช่วยลดอาการเท้าบวมลงได้
นอกจากนี้การนวดฝ่าเท้าด้วยตนเอง ก็จะช่วยลดอาการบวม และช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายได้
- เริ่มจากการนวดที่ฝ่าเท้าก่อน โดยใช้มือซ้ายจับเท้าไว้ ส่วนมือขวาจับนิ้วเท้าทั้งหมดพับงอเข้าหาฝ่าเท้า จากนั้นใช้สันมือกดนวดให้ทั่วทั้งฝ่าเท้า
- จับเท้าข้างหนึ่งด้วยมือทั้งสองในลักษณะหงายฝ่าเท้าขึ้น โดยให้หัวแม่มืออยู่ที่ใต้ฝ่าเท้า กดหัวแม่มือไปมาให้ทั่ว จากโคนนิ้วไล่ไปจนถึงส้นเท้า
- ใช้มือข้างหนึ่งจับเท้าไว้ แล้วใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ของมืออีกข้างจับนิ้วหัวแม่เท้าดึงขึ้นเบาๆ  ไล่จากโคนนิ้วสู่ปลายเล็บ ทำให้ครบทุกนิ้ว
- หลังนวดเท้าเสร็จ อย่าลืมใช้เบบี้ออยล์หรือโลชั่นทาให้ทั่วเท้า โดยเฉพาะบริเวณส้นเท้าเพื่อป้องกันส้นเท้าแตกด้าน
ง่ายๆ แค่นี้ ทั้งท้องและเท้าก็สุขภาพดีไปพร้อมๆ กันแล้วล่ะค่ะ
————————————————————————-

Tips :
สวยจรดปลายเท้า
ระหว่างตั้งครรภ์ ร่างกายทุกส่วนของคุณจะขยายออก แน่นอน รวมถึงนิ้วด้วย  ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่านิ้วของคุณอ้วนขึ้น ถ้าอยากให้นิ้วที่บวมๆ ดูเพรียวลงล่ะก็การไว้เล็บให้ยาวกว่าปกติสักหน่อยก็จะช่วยได้
สำหรับเล็บเท้าหากเดิมเคยตัดตรงๆ ลองเปลี่ยนมาตัดให้โค้งมนนิดๆ จะทำให้เท้าดูบวมน้อยลง
และหากอยากทาเล็บ ควรเลือกสีอ่อนๆ  หรือโทนสีที่ดูเป็นธรรมชาติ จะช่วยให้มือ-เท้าดูเรียวกว่าการทาด้วยสีเข้ม

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร M&C แม่และเด็ก
ปีที่ 32 ฉบับที่ 447 พฤษภาคม 2552


New Mom 1 : เอนจอยอีทติ้ง…มันผิดตรงไหน??

พฤษภาคม 13, 2009

ใช่ว่าคนท้องทุกคนจะแพ้ท้อง คลื่นเหียนอาเจียนจนรับประทานอะไรไม่ได้เสมอไป ว่าที่คุณแม่จำนวนไม่น้อยนอกจากจะไม่มีอาการแพ้ท้องแล้ว ยังเอนจอยอีทติ้งมากกว่าเดิมเสียอีก
บางคนอยากกินของแปลกๆ ของที่ไม่เคยชอบกลับชอบ กินอะไรก็อร่อยไปหมด บางคนถือคติ กินเผื่อลูก เพราะเชื่อว่า เมื่อมี 2 คนในร่างเดียวแล้วร่างกายก็ต้องการสารอาหารเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า
เรื่องที่ว่ามาก็น่าจะจริง…แล้วการกินแบบที่ว่ามามันไม่ดีตรงไหนล่ะ?
ไม่ดีแน่ๆ ค่ะ เพราะหากคุณสนุกกับการกินเช่นนั้น น้ำหนักตัวส่วนที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์จะคงอยู่กับคุณ แม้เจ้าตัวเล็กจะคลอดออกมาแล้วน่ะสิ!
นี่เองเป็นเหตุที่หลังคลอดแล้ว คุณแม่บางคนน้ำหนักตัวลดลงได้ในเวลาไม่นาน ขณะที่บางคนพยายามเท่าไหร่ก็ลดไม่ลงสักที
การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ จะช่วยให้น้ำหนักตัวเพิ่มอย่างพอเหมาะ คุณแม่ที่มีเดิมมีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติตลอดช่วงระยะเวลาที่ตั้งครรภ์ควรมีน้ำหนักขึ้นประมาณ 11.5-16 กิโลกรัม โดยในไตรมาสแรกควรเพิ่ม 1-2 กิโลกรัม ส่วนในไตรมาส 2-3 ควรเพิ่มประมาณ 0.45 กิโลกรัมต่อสัปดาห์
หากคุณเผลอไผล สนุกกับการกิน จนน้ำหนักตัวเพิ่มเกินกว่าที่ว่า ควรลดอาหารที่มีไขมันสูง อย่าง เค้ก คุกกี้ พาย ไอศกรีม แล้วหันมารับประทานผลไม้แทนขนม และเลือกรับประทานอาหารประเภทตุ๋น นึ่ง หรืออบ แทนอาหารทอด
แต่อย่างไรก็ตามควรคำนึงถึงสารอาหารต่างๆ ที่มีความจำเป็นต่อทั้งคุณและลูกน้อยด้วย
โปรตีน ระหว่างตั้งครรภ์คุณแม่ต้องการโปรตีนเพิ่มขึ้น เพราะโปรตีนมีส่วนสำคัญมากในการเจริญเติบโตของทารก แหล่งของโปรตีน ก็คือ เนื้อสัตว์ ไข่ เต้าหู้ และถั่วต่างๆ คุณจึงควรรับประทานอาหารเหล่านี้ในปริมาณที่สูงขึ้นกว่าที่เคยรับประทานเมื่อตอนก่อนตั้งครรภ์
แคลเซียม เป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับการสร้างกระดูก ฟัน และการทำงานของกล้ามเนื้อ ระหว่างตั้งครรภ์คุณแม่ต้องการแคลเซียมเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 50 เปอร์เซ็นต์ คุณจึงควรดื่มนมมากให้ขึ้น ถ้าเป็นไปได้ควรดื่มนมที่มีแคลเซียมสูง หรือนมสำหรับคนตั้งครรภ์โดยเฉพาะ หากคุณแม่ดื่มนมไม่ได้ มีอาการแพ้นมวัว ควรรับประทานผลิตภัณฑ์จากนม อย่าง ชีส หรือโยเกิร์ต และเลือกรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงอย่าง ปลากรอบ เต้าหู้ ผักใบเขียว ถั่วแดง งา
ธาตุเหล็ก มีความจำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือด หากคุณแม่ได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอจะทำให้คุณแม่เป็นโรคโลหิตจาง อ่อนเพลียง่าย ซีด นอกจากนี้ยังอาจทำให้ลูกที่เกิดมาเป็นโลหิตจางไปด้วย
วิตามิน ร่างกายต้องการวิตามินเพิ่มขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ ผักผลไม้ที่มีสีเหลือง หรือสีส้ม อย่างแครอท ฟักทองมีวิตามินเอ ซึ่งมีความจำเป็นต่อสายตาและช่วยป้องกันการติดเชื้อควรรับประทานทุกวัน ส่วนผักใบเขียวเข้มอย่างคะน้า ผักโขม ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง นอกจากจะมีวิตามินเอแล้วยังมีแคลเซียมสูง แถมยังให้โฟเลท ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดอีกด้วย
นอกจากนี้ คุณแม่ควรเลือกรับประทาน ผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เป็นประจำทุกวัน เพราะวิตามินซีจะช่วยการดูดซึมของธาตุเหล็กให้ดีขึ้น ป้องกันการติดเชื้อ เพิ่มภูมิต้านทาน ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน และเร่งการสมานแผลด้วย
การรับประทานอาหารให้ได้สารอาหารครบถ้วน ไม่ได้หมายความว่า จะต้องรับประทานอาหารในปริมาณมากๆ
เพราะการที่น้ำหนักตัวคุณแม่เพิ่มมาก ไม่ได้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าลูกน้อยในครรภ์จะยิ่งแข็งแรงมากเสมอไป
สนุกกับการกินแค่ไหน ก็ต้องไม่ลืมว่า ในไตรมาสนี้น้ำหนักของคุณควรเพิ่มขึ้นเพียง 1-2 กิโลกรัม เท่านั้น !
————————————————————————-

ล้อมกรอบ
Did you know?
- คุณแม่ที่ก่อนตั้งครรภ์มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติตลอดช่วงระยะเวลาที่ตั้งครรภ์ควรมีน้ำหนักขึ้นประมาณ 11.5-16 กิโลกรัม
- หากก่อนตั้งครรภ์คุณแม่เป็นคนผอม น้ำหนักควรเพิ่มประมาณ 11-18 กิโลกรัม
- แต่ถ้าคุณเป็นคนอ้วนอยู่แล้วล่ะก็น้ำหนักที่เพิ่มควรอยู่ในช่วง 7-11.5 กิโลกรัม เท่านั้น!

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร M&C แม่และเด็ก
ปีที่ 32 ฉบับที่ 447 พฤษภาคม 2552