สิงหาคม 2, 2009
ใครๆ ก็อยากมีลูกเก่งๆ ยิ่งในยุคที่เราเชื่อกันว่า “อัจฉริยะสร้างได้” นั้น คุณแม่หลายๆ ท่านคงอยากสร้างลูกของตนให้เป็นอัจฉริยะ
ขณะที่คุณแม่หลายๆ ท่าน เฟ้นหาโรงเรียนอนุบาลดีๆ ให้ลูก เพื่อปูทางการเรียนรู้ในอนาคต แต่คุณแม่นภาภรกลับมองว่า อัจฉริยะนั้นสร้างได้ด้วยสองมือแม่ และเป็นกันได้ตั้งแต่ก่อนลูกถึงวัยเรียนด้วยซ้ำ
คุณแม่มือโปรท่านนี้จะมาแนะเคล็ดลับดีๆให้คุณแม่มือใหม่ค่ะ
เริ่มได้ตั้งแต่ลูกอยู่ในท้อง
เด็กจะเก่งได้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ สิ่งที่เรียกว่าพรสวรรค์ที่ติดตัวเด็กมานั้น ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนหลักมาจากการดูแลของพ่อแม่ ซึ่งเริ่มได้นับแต่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ คุณแม่นภาภรเล่าว่านอกจากเรื่องอาหารที่เลือกสรรให้มีสารอาหารครบถ้วนแล้ว คุณแม่ยังพูดคุย และอ่านหนังสือให้ลูกในท้องฟังอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้คุณแม่ยังจดบันทึกสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันอย่างละเอียดลงในไดอารี่อีกด้วย
เรียนรู้ได้ตั้งแต่แรกคลอด
“อย่าคิดว่าเด็กไม่รู้เรื่อง” เพราะการที่เด็กเล็กๆ ยังไม่สามารถสื่อสารได้ด้วยคำพูด ทำให้
พ่อแม่ส่วนใหญ่เสียโอกาสในการเสริมสร้างพัฒนาการทางสมองของลูกไป ซึ่งช่วงวัยแรกเกิด-3 ปีเป็นช่วงที่สมองของเด็กมีการพัฒนาเร็วที่สุด การพูดคุย อ่านหนังสือนิทาน ท่องศัพท์ให้ลูกฟังบ่อยๆ เมื่อถึงเวลาที่ลูกสามารถสื่อสารโต้ตอบกับคุณได้คุณจะพบว่าเขาได้ซึมซับสิ่งที่คุณได้สอนเขาไว้อย่างไม่น่าเชื่อ ข้อสำคัญต้องเริ่มจากการที่คุณเชื่อมั่นว่าลูกทำได้
เขียนๆ ลบๆ
ลองหากระดานไวท์บอร์ด ไว้ให้ลูกฝึกเขียนคำศัพท์ใหม่ๆ ให้เด็กได้เล่นเกม เขียนคำศัพท์
เมื่อลูกทำได้แล้ว เขาจะสนุกกับการเขียนๆ ลบๆ ข้อดีของการใช้ไวท์บอร์ดคือ สามารถลบและเขียนใหม่ได้ทันที ทำให้เด็กๆ ไม่เป็นกังวลกับการเขียนผิด เพราะเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กไม่กล้าเขียนนั้นก็คือ กลัวเขียนผิด ระหว่างที่เขียนควรบอกลูกเสมอว่า อย่ากลัวว่าจะเขียนได้ไม่ถูกต้อง ข้อผิดพลาดต่างๆ นั้นแก้ไขได้ และการทำบ่อยๆ ความผิดพลาดจะค่อยๆ ลดน้อยลง
เล่าเรื่องราวผ่านลายมือ
สำหรับเด็กที่ฝึกเขียนจนคล่องแล้ว การเปิดโอกาสให้เขาได้เล่าเรื่องราวต่างๆ ผ่านการเขียน นอกจากฝึกทักษะด้านการใช้มือแล้วยังช่วยส่งเสริมการคิดเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล
น้องเนชั่นเริ่มจับดินสอหัดเขียนหนังสือตั้งแต่อายุ 1.8 ปี และมีพัฒนาการด้านลายมือเรื่อยมา นอกจากนี้ยังสามารถเขียนเล่าเรื่องด้วยประโยคสั้นๆ ได้
เล่นกับเรียนเป็นเรื่องเดียวกัน
ของเล่นสื่อสร้างสรรค์ ที่หาได้ทั่วๆ ไปสามารถนำมาเสริมสร้างการเรียนรู้ของลูกได้อย่างดี ทั้งการต่อบล็อกคำศัพท์ที่เพิ่มทักษะทางภาษา, เกมจับคู่การ์ดหาความเหมือนแตกต่าง ช่วยสร้างความช่างสังเกตและจดจำ, การต่อบล็อกไม้ เลโก้ จิ๊กซอว์ เสริมสร้างสมาธิและจินตนาการ
นิทาน สมุดภาพ รายการโทรทัศน์ ทั้งการ์ตูน สารคดี ก็มีส่วนสำคัญต่อพัฒนาการทางภาษาและสติปัญญาของลูก
การเรียนรู้ผ่านการเล่นช่วยให้เกิดการพัฒนาด้านต่างๆ ที่เพิ่มทักษะต่างๆ ให้แก่เด็ก ทั้งความช่างสังเกต รู้จักการคิดอย่างมีเหตุผล การคิดอย่างสร้างสรรค์และการคิดอย่างมีจินตนาการ สามารถรู้จักวางแผน รู้จักแก้ปัญหา มีความอดทน ที่สำคัญระหว่าเล่นควรสอนให้เด็ก รู้จักแพ้รู้ชนะ เพื่อเป็นการปลูกฝังจริยธรรม คุณธรรมให้แก่เด็กด้วย และต้องไม่ลืมที่จะให้ความสนใจเมื่อลูกซักถาม
เมื่อการเล่นกับการเรียนรู้เป็นเรื่องเดียวกันเด็กๆ ก็จะไม่เบื่อและรักที่จะเรียนรู้เรื่องอื่นๆ ต่อไป ทีนี้ล่ะเขาจะอยากเรียนรู้เรื่องโน้นนี้จนคุณพ่อคุณแม่หาคำตอบเรื่องต่างๆ ที่ลูกอยากรู้มาตอบแทบไม่ทันเชียวล่ะ
เห็นมั้ยคะว่า การเรียนรู้ที่ดีนั้นเริ่มได้ที่บ้าน ไม่ต้องรอให้ถึงวัยเข้าโรงเรียนเด็กๆ ก็สามารถทำอะไรได้มากมาย ดังนั้น อย่าปล่อยเวลาให้เสียเปล่า ลองดูนะคะว่าก่อนจะถึงวันที่ลูกเข้าโรงเรียน คุณจะฝึกลูกให้เก่งได้แค่ไหน
ล้อมกรอบ
น้องเนชั่น ด.ช. ประชาชาติ โมลิศวงษ์ ลูกชายสุดรักของคุณแม่นภาภร (ก้องกีรติ) โมลิศวงษ์ และคุณพ่อคมสัน โมลิศวงษ์ ปัจจุบันอายุเพียง 2 ปี 10 เดือน แต่ความสามารถเกินตัว สามารถจดจำ อ่าน เรียงลำดับ A-Z ได้ตั้งแต่อายุ 1.4 ปี และพออายุ 1.6 ปี ก็สามารถจดจำ อ่าน เรียงลำดับ ก-ฮ ได้ สามารถสะกดคำประสมคำได้เมื่ออายุ 1.8 ปี และพอ 2 ขวบ ก็สามารถอ่านหนังสือเองได้ทั้งเล่ม โดยเริ่มจากการอ่านนิทานก่อน ปัจจุบันน้องเนชั่นสามารถอ่านหนังสือวิชาการได้ ทางด้านคณิตศาสตร์ สามารถบวก ลบ คูณ หาร เลขได้อย่างรวดเร็ว
ผศ.ดร.อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาศึกษาพิเศษ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ยืนยันผ่านรายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์ ที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า น้องเนชั่น มีศักยภาพที่จะศึกษาจบระดับดอกเตอร์ได้ภายในอายุ 11 ขวบ หากได้รับการดูแลและสนับสนุนอย่างถูกต้อง
อยากรู้เคล็ดลับดีๆ ในการสร้างลูกให้เป็นอัจฉริยะเพิ่มเติม แวะเข้าไปพูดคุยกันได้ที่ http://nation-goodnews.hi5.com หรืออีเมล nationgoodnews@hotmail.com, nationgoodnews@yahoo.com
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร M&C แม่และเด็ก
ปีที่ 32 ฉบับที่ 450 สิงหาคม 2552
Leave a Comment » |
บทความ |
ลิงค์อ้างถึง
โพสต์โดย chanakith
สิงหาคม 2, 2009
ลืมภาพคนท้องอุ้ยอ้ายไปได้เลย
คุณแม่ยุคใหม่อย่างเราๆ ไม่มีทางปล่อยตัวให้เป็นแบบนั้นเด็ดขาด
วิธีทำให้ร่างกายกระชับ กระฉับกระเฉงนั้นไม่ยาก ไม่ต้องไปหาสถานที่ออกกำลังที่ไหน ไม่ต้องไปเข้าฟิตเนสแพงๆ แค่อยู่ในบ้าน ใช้เวลาระหว่าง นั่งๆ นอนๆ เดินไปเปิดตู้เย็น นั่งดูโทรทัศน์ คุณก็สามารถ ฟิต ร่างกาย ให้ เฟิร์ม ได้สบายๆ
ไม่เชื่อลองตามมาดูกัน…
ยามบ่ายวันสบายๆ หลังจากเอนกายพักผ่อน หากต้องการเปลี่ยนอิริยาบถลุกเดิน ควรเอามือข้างหนึ่งยันโซฟาไว้ให้มั่นก่อน จากนั้นค่อยๆ เอาเท้าวางบนพื้น การให้แขนช่วยรับน้ำหนัก จะช่วยลดอาการเกร็งของหน้าท้องได้
พอลุกขึ้นมาสู่ท่ายืนได้อย่างมั่นคงแล้ว อย่าเพิ่งรีบไปไหน ยืนแยกเท้าเล็กน้อย ชูแขนทั้งสองข้างเหนือศีรษะ ประสานมือกันหลวมๆ ค่อยๆ เอียงตัวไปทางขวา ค้างไว้ครู่หนึ่ง แล้วเคลื่อนตัวกลับมาตรงกลาง เอนตัวไปทางซ้าย ทำสลับกัน 4-5 ครั้ง เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อแขน หัวไหล่และลำตัวก่อน
จากนั้นก่อนจะก้าวเดินไปลองเอามือข้างหนึ่งยันกำแพง วาดเท้าไปด้านข้าง แล้วลากเท้ากลับสลับไปมาสัก 10 ครั้ง เพิ่มพลังให้ขากันสักนิด
ยังค่ะยังไม่พอ ระหว่างก้าวเดินก็ควรเตะเท้าไปด้านหน้าและหลังสลับกันอีกสักหน่อย ที่เน้นการบริหารส่วนขาเป็นพิเศษก็เพราะ ตลอดช่วงการตั้งครรภ์ ขาของคุณต้องรับภาระเพิ่มขึ้นมาก ก็น้ำหนักตัวของคุณจะเพิ่มขึ้น 10-20 กิโลกรัมเลยทีเดียวนี่
ดังนั้น พอถึงจุดหมายแล้วก็อย่าเพิ่งรีบร้อน ขยับแข้งขาต่อสักเล็กน้อย บอกแล้วว่าโอกาสฟิตร่างกายมีอยู่รอบๆ ตัวคุณตลอดเวลา เพียงแต่ว่าคุณจะปล่อยให้มันหลุดลอยไปหรือเปล่า
และคุณทราบมั้ยว่า เครื่องดื่มที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง นั้นคือน้ำเปล่า ซึ่งนอกจากเพิ่มความสดชื่นให้ร่างกาย ช่วยให้ผิวหนังคุณแม่ชุ่มชื้นแล้ว น้ำเปล่ายังช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้เซลล์ร่างกายของลูกน้อยในครรภ์ด้วย ไม่เพียงเท่านั้นน้ำเปล่ายังช่วยลำเลียงสารอาหาร แร่ธาตุต่างๆ รวมทั้งออกซิเจนจากแม่ไปสู่ลูกได้อย่างเต็มที่
ขณะนั่งดูโทรทัศน์กดรีโมตเพลินๆ ก็ไม่ควรพลาดโอกาสของการออกกำลังด้วยการ ยกขาขึ้นลง เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของหัวเข่า แถมยังช่วยป้องกันการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมได้อีกด้วย
หากเมื่อยแล้ว เปลี่ยนเป็นหมุนข้อเท้าไปซ้ายทีขวาทีก็ดีไม่น้อย เพราะในคนท้องมักเกิดการบาดเจ็บ อักเสบ บวมบริเวณข้อต่อต่างๆ ได้ง่าย โดยเฉพาะข้อเท้า ระหว่างตั้งครรภ์เท้าต้องรับบทหนักมากตามน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นด้วย หากไม่ดูแลเท้าให้ดีแล้ว คุณแม่อาจประสบปัญหาเท้าบวมได้ ดังนั้น เอ้า…หมุนๆๆ
นี่แค่ยกตัวอย่างกิจวัตรเพียงลุกเดินไปดื่มน้ำ กลับมานั่งดูทีวี คุณก็ได้บริหารร่างกายทั้งแขน หัวไหล่ ลำตัว ขา ข้อเข่า ข้อเท้า แล้ว ลองนึกกันเล่นๆ นะคะว่า ระหว่างวันคุณจะมีวิธีบริหารร่างกายให้คงความกระชับ กระฉับกระเฉงกันได้อย่างไรบ้าง คุณแม่ท่าไหนมีเคล็ดลับเด็ดๆ อยากแนะนำให้คุณแม่ท่านอื่นๆ ได้นำไปใช้ เขียนมาแบ่งปันผ่านทางแม่และเด็กเรายินดีที่สุดค่ะ
ล้อมกรอบ
เหนื่อยเกินไปไม่ดีนะ…
ความเหมาะสมของการออกกำลังกายระหว่างตั้งครรภ์นั้น ขึ้นอยู่กับว่าก่อนตั้งครรภ์คุณเคยชินกับการออกกำลังมากแค่ไหน และต้องระวังอย่าหักโหมจนเหนื่อยเกินไป ทางที่ดีควรจะหยุดพักก่อนที่จะเหนื่อย ไม่ใช่รอให้เหนื่อยขึ้นมาก่อนแล้วจึงหยุด และควรดื่มน้ำให้ร่างกายได้ระบายความร้อนออก เพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิร่างกายสูงเกินไป
การทำงานบ้านก็นับว่าเป็นการออกกำลังกายที่ดี แต่ต้องระวังเรื่องการยกของหนักๆ
และหากคุณเป็นคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย การเดินเล่นในตอนเช้าๆ หรือตอนเย็น จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ตัวคุณและลูกน้อยได้
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร M&C แม่และเด็ก
ปีที่ 32 ฉบับที่ 450 สิงหาคม 2552
Leave a Comment » |
บทความ |
ลิงค์อ้างถึง
โพสต์โดย chanakith
สิงหาคม 2, 2009
เป็นธรรมดาที่เมื่อถึงวัยหนึ่งเด็กจะมีพฤติกรรม “หวงของ” และมีคำพูดติดปากว่า “นี่ของหนู” “นั่นของหนู”
หากใครไปแย่งของของเขา เขาจะโกรธ และแย่งกลับ
หากเห็นเด็กคนอื่นมี ในสิ่งที่เขาไม่มี หรือกระทั่งสิ่งที่เขามีอยู่แล้ว เขาก็ยังอยากจะยึดเอาของสิ่งนั้นมาเป็นของตัว
การฝึกให้เขารู้จักแบ่งปัน ทั้งสิ่งของและความรักให้แก่ผู้อื่นจึงควรเริ่มตั้งแต่วัยนี้
การเปิดโอกาสให้เด็กได้เล่นกับเพื่อนวัยไล่เลี่ยกันจะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ถึงความรัก การแบ่งปัน การอยู่ร่วมกับผู้อื่น แต่เอาเข้าจริงสิ่งที่เกิดขึ้นมักตรงกันข้าม
ดังนั้น หากจะฝึกให้ลูกรู้จักแบ่งปัน ควรเลือกของเล่นที่พวกเขาสามารถแบ่งกันเล่นได้ เป็นของเล่นที่ต้องเล่นด้วยกันจึงจะสนุก อย่างชุดเครื่องครัว ชุดอาหาร หรือสวนสัตว์ แค่มีของเล่นวางไว้ พวกเขาก็จะเรียนรู้ด้วยตัวเองทันทีว่าจะจัดการกับมันอย่างไร
แต่คุณก็ต้องคอยดูอยู่ใกล้ๆ และเข้าไปไกล่เกลี่ยทันทีที่พวกเขาเริ่มมีปัญหา บางครั้งคุณอาจต้องร่วมวงเล่นกับเขาด้วย เพราะหากปล่อยให้เล่นกันเอง แค่ไม่กี่นาทีก็อาจทะเลาะกันได้ ระหว่างที่เล่นด้วยกันคุณควรเป็นคนกลางคอยดูแลไม่ให้ใครทำผิดกติกา
เมื่อทำเช่นนี้บ่อยๆ เจ้าตัวเล็กก็จะชินกับการเล่นกับเพื่อนอย่างถูกวิธี และจะเล่นกันเองได้นานขึ้น
เมื่อเขารู้จักเล่นด้วยกัน แบ่งของเล่นที่มีหลายๆ ชิ้นแล้ว ทีนี้ทดลองให้พวกเขาอยู่กับของเล่นชิ้นเดียวดูบ้าง แรกๆ เขาอาจจะลองหยั่งเชิงกันดูว่า นี่ของใคร อีกฝ่ายอยากเล่นด้วยมั้ย แต่เชื่อเถอะกว่า เพียงครู่เดียวเขาก็จะเล่นด้วยกันได้อย่างสนุกสนาน
การหากิจกรรมที่เขาทำร่วมกันได้ก็เป็นวิธีการหนึ่ง อย่างการช่วยกันรดน้ำต้นไม้ ถือโอกาสสอนเขาว่า ต้นไม้ที่ปลูกด้วยกันไม่ได้เป็นของใคร ต้นไม้มีชีวิตของเขา แต่เราต้องช่วยกันดูแล
กิจกรรมนี้เด็กๆ จะได้เรียนรู้ว่าทุกอย่างไม่จำเป็นต้องเป็นของเขาเพียงคนเดียว
แต่ถ้าคุณแม่แสดงความใส่ใจคนใดคนหนึ่งมากกว่ากันล่ะก็ ระวังเจ้าตัวเล็กอีกคนจะน้อยใจนะ
ถึงจะผ่านขั้นตอนฝึกการรู้จักแบ่งปันมาแล้ว เหตุกระทบกระทั่งกันระหว่างเด็กๆ ก็ยังคงเกิดขึ้นได้เสมอ ทางที่ดีหากมีการทะเลาะกันเกิดขึ้น ควรเบี่ยงเบนความสนใจของพวกเขาเขาไปยังเรื่องอื่นก่อน
พอทั้งสองฝ่ายสงบลงแล้ว ต้องรีบสอบสวนเหตุการณ์ ก่อนที่พวกเขาจะลืมว่าเกิดอะไรขึ้น และใครเป็นฝ่ายทำไม่ถูก เช่น ถ้ามีการแย่งของเล่นกัน ก็ค่อยๆ บอกให้เขารู้ว่า สิทธิของเขามีแค่ไหน ของที่เป็นของคนอื่น เขาจะแย่งมาเฉยๆ ไม่ได้ ต้องขออนุญาตเจ้าของก่อน สอนให้ทั้งสองฝ่ายรู้จักการระงับความอยากได้ และชี้ให้เขาเห็นว่า เล่นด้วยกันกับคนอื่นสนุกกว่าเล่นคนเดียว
ล้อมกรอ
เด็กก็ไม่ต่างจากต้นไม้ที่ต้องการการดน้ำพรวนดิน หากปล่อยให้ต้นไม้เติบโดโดยปราศจาการใส่ใจดูแล แม้ต้นไม้นั้นจะเติบโตขึ้นได้แต่อาจไม่งอกงามเท่าที่ควร
การรู้จักแบ่งปัน ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเองง่ายๆ เพราะตามธรรมชาติของเด็กจะมีความหวงของของตนอยู่ในตัว ดังนั้น คุณจึงต้องฝึกให้ลูกรู้จักแบ่งปันจนเป็นนิสัย ซึ่งสิ่งนี้นอจจากจะทำให้เขาเติบโตขึ้นเป็นคนที่มีน้ำใจ แล้ว จะทำให้เขาและสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุขในอนาคตอีกด้วย
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร M&C แม่และเด็ก
ปีที่ 32 ฉบับที่ 450 สิงหาคม 2552
Leave a Comment » |
บทความ |
ลิงค์อ้างถึง
โพสต์โดย chanakith