New Mom 1 : จัดการงานบ้านให้อยู่มือ

เป็นแม่บ้านใครว่าง่ายๆ สบายๆ ยิ่งคุณแม่บ้านที่กำลังจะเป็นคุณแม่ด้วยแล้ว ไหนจะงานบ้านโน่นนี่จุกจิกสารพัดจะมีให้ทำตลอดวัน แล้วยังต้องผจญกับอาการแพ้ท้องอีก เฮ้อ….แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว จะไม่ทำหรือก็ไม่ได้
มาหาทางรับมือกับงานบ้านกันดีกว่าค่ะ
ปรับสมดุลการทำงานบ้านให้เข้ากับอาการแพ้ท้อง
ก่อนอื่นมาดูกันว่าคุณแพ้ท้องช่วงไหน โดยปกติแล้วว่าที่คุณแม่มักมีอาการแพ้ท้องตอนเช้าๆ จนฝรั่งเขาเรียกอาการแพ้ท้องว่า Morning Sickness หรือป่วยยามเช้า และเหมือนโชคชะตากลั่นแกล้ง ก็ช่วงเช้าเนี่ยเป็นช่วงที่งานบ้านรุมเร้าสุดๆ ดังนั้น ลองปรับเปลี่ยนตารางงานที่ปกติคุณทำยามเช้า อย่างการซักผ้า มาเป็นช่วงสายๆ หรือในตอนบ่าย ที่เจ้า Morning Sickness โบกมือบ๊ายบายไปแล้วจะดีกว่า หรือจะให้ดีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ลองชวนคุณสามีช่วยงานก็จะได้ประโยชน์สองต่อ ทั้งช่วยแบ่งเบา บรรเทาความเหนื่อยล้าของคุณ และยังได้กระชับความสัมพันธ์ เพิ่มความเข้าอกเข้าใจกัน ช่วยให้ความรักหวานชื่นขึ้นได้อีกต่างหาก
ส่วนเรื่องอาหารการกิน ลองเตรียมอาหารมื้อเช้าวันรุ่งขึ้นไว้ตั้งแต่ตอนเย็นก็น่าจะดี ตื่นเช้ามาปุ๊บ จับเครื่องปรุงทั้งหมดใส่เตา หรือแค่อุ่นกับเตาไมโครเวฟก็แสนสะดวก อร่อยแบบเหนื่อยน้อย แต่คุณค่าสารอาหารครบ แถมยังสามารถเลือกสรรเมนูอร่อยๆ ไว้ได้ล่วงหน้า ไม่ต้องมานั่งคิดนั่งทำยามอ่อนเพลีย แบบนี้น่าอร่อยกว่าเป็นไหนๆ
งานปัดกวาดเช็ดถูแบบเบาๆ เรายังทำกันได้ค่ะ แต่เรื่องยกนั่น ย้ายนี่ ถ้าดูแล้วหนักเกินไปขอความช่วยเหลือจากคุณพ่อบ้านจะดีกว่า
อ้อ…แล้วถ้าจะให้ดีหาเวลางีบหลับยามกลางวันด้วยนะคะ

ปรับเวลาการนอนพักผ่อนให้เพียงพอ
การนอนพักผ่อนให้เพียงพอ จำเป็นสำหรับคนตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในไตรมาสแรกนี้คุณแม่จะเหนื่อยง่ายกว่าปกติ เนื่องจากสิ่งมีชีวิตน้อยๆ ในครรภ์กำลังเร่งก่อร่างสร้างตัวอย่างรวดเร็ว ร่างกายคุณแม่ก็ต้องทำงานเพิ่มมากขึ้นไปด้วยโดยที่คุณเองอาจไม่รู้ตัว การนอนและการพักผ่อนในตอนกลางวันจึงเป็นเรื่องจำเป็น
แต่หากไม่คุ้นกับการนอนกลางวัน แค่เอนหลังในท่าสบายๆ แล้วยกแขนขาขึ้น-ลงช้าๆ ก็เป็นการช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ไม่น้อย
ส่วนการเข้านอนตอนกลางคืนนั้น แนะนำว่า ควรเข้านอนเร็วขึ้นกว่าเดิมสัก 1-2 ชั่วโมง และหากมีอาการนอนไม่หลับติดต่อกันนานๆ ควรปรึกษาสูตินรีแพทย์ที่ฝากครรภ์ ห้ามรับประทานยานอนหลับเองเด็ดขาด แม้ว่ายานั้นคุณจะเคยกินมาก่อนก็ตาม

ถึงทำงานนอกบ้านก็ไม่หวั่น
สำหรับคุณแม่ที่ทำงานนอกบ้านด้วย อาจต้องเหนื่อยมากกว่า ถึงคุณจะเคยชินกับการทำงานนอกบ้าน และยังไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง ก็หน้าท้องคุณยังไม่ขยาย แถมรูปร่างก็ยังไม่ต่างจากเดิม แต่ต้องไม่ลืมว่าร่างกายกำลังเปลี่ยนแปลงทีละน้อย สภาพแวดล้อมเดิมๆ ของการทำงาน อาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ที่กำลังเติบโตได้ ดังนั้น ควรจะหลีกเลี่ยงงานที่ต้องก้มๆ เงยๆ งานที่ต้องยกของหนัก งานที่ต้องปีนป่าย ที่เสี่ยงต่อการพลาดพลั้งพลัดตกลงมาได้ง่ายๆ ส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี งานในโรงงานอุตสาหกรรมที่ไม่แน่ใจว่าจะมีผลต่อทารกในครรภ์ ควรจะปรึกษาแพทย์ค่ะ
ส่วนเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์นั้น สบายใจได้เพราะมีการศึกษาวิจัยกันมาแล้วว่า รังสีจากจอคอมพิวเตอร์ไม่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์
ล้อมกรอบ
หยุดงานเมื่อไหร่ดี ?
สำหรับคุณแม่ที่ทำงานนอกบ้านที่สงสัยว่าจะทำงานได้ถึงเมื่อไหร่ หลักเกณฑ์คร่าวๆ ที่จะพิจารณาว่าเมื่อไรควรจะหยุดงานมีดังนี้
-  ถ้างานที่ทำนั้นเป็นงานที่คุณต้องยืนมากกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน ควรหยุดงานเมื่อตั้งครรภ์ได้  6 เดือน
- หากเป็นงานที่ต้องยืน 1 ชั่วโมงต่อวัน ควรจะหยุดงานนั้น เมื่อตั้งครรภ์ได้ 8 เดือน

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร M&C แม่และเด็ก
ปีที่ 32 ฉบับที่ 450 สิงหาคม  2552

ใส่ความเห็น