นิทาน : ตำนานดินแดนแห่งสีสัน

พฤศจิกายน 6, 2009
นานมาแล้ว ในดินแดนแห่งสีสัน มีแม่สีสามสี คอยแต่งแต้มให้ดินแดนแห่งนี้มีสีสันสดสวย ใครที่เดินทางผ่านมาล้วนต้องแวะพัก ด้วยความตื่นตาตื่นใจและหลงใหลในความงดงาม
แม่สีทั้งสาม ได้แก่ สีแดง สีเหลือง และสีน้ำเงิน สามสีรักใคร่กลมเกลียว แบ่งปันสีของตนให้แก่กันจนกระทั่งเกิดเป็นสีใหม่ๆ นับร้อยนับพัน
สีแดง รวมเข้ากับ สีเหลือง เกิดเป็น เปลวไฟสีส้มแสนอบอุ่น
สีเหลือง รวมเข้ากับ สีน้ำเงิน เกิดเป็น เหล่าใบไม้สีเขียวที่มอบความสดชื่นให้ทุกๆ ชีวิต
สีน้ำเงิน รวมเข้ากับ สีแดง เกิดเป็น สีม่วง…สีแรกแห่งสายรุ้งหลังฝน

สี ต่างๆ ผสมรวมตัวกันไปเรื่อยๆ
 
 สีแดง รวมเข้ากับ สีส้ม เกิดเป็น พลอยสวยสีแดงส้ม 
 สีแดง รวมเข้ากับ สีเขียว เกิดเป็น เปลือกไม้สีน้ำตาล 
 สีแดง รวมเข้ากับ สีม่วง เกิดเป็น เปลือกมังคุดสีแดงม่วงที่ซ่อนความหวานฉ่ำไว้ในผล 

 สีน้ำเงิน รวมเข้ากับ สีส้ม เกิดเป็น โกโก้สีน้ำตาลแสนอร่อย 
 สีน้ำเงิน รวมเข้ากับ สีเขียว เกิดเป็น สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน แหล่งอาหารชั้นดีที่เพิ่มคุณค่าให้แก่ดินและช่วยให้พืชพรรณต่างๆ งอกงาม
 สีน้ำเงิน รวมเข้ากับ สีม่วง เกิดเป็น ท้องฟ้าสีน้ำเงินม่วงดูลึกลับแต่มีเสน่ห์ 

 สีเหลือง รวมเข้ากับ สีส้ม เกิดเป็น สีส้มเหลืองของแสงอาทิตย์ยามเย็น 
สีเหลือง รวมเข้ากับ สีเขียว เกิดเป็น สีเขียวเหลือง………
…………………


 สีต่างๆ ผสมกันอย่างเป็นระเบียบ สร้างสรรค์สีใหม่ได้อย่างสดสวย ชาวเมืองจึงมีแต่ความสุข เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่สีสันสดสวยงามตา จนกระทั่งวันหนึ่ง เจ้าชายจากดินแดนสีดำ ผ่านมาที่ดินแดนแห่งนี้ พระองค์ตื่นตาตื่นใจกับสีสันที่ไม่เคยพบมาก่อน
“เหตุใดเมืองของท่านจึงดู งดงามราวกับสรวงสวรรค์เช่นนี้ พวกท่านทำอย่างไรสรรพสิ่งจึงมีสีสันขึ้นมาได้” เจ้าชายถามชาวเมืองด้วยความสงสัยเพราะที่เมืองของพระองค์นั้นทุกสิ่งล้วน เป็นสีดำและมีแต่ความมืดปกคลุมอยู่ตลอดเวลา
“เพราะดินแดนของเรามีผู้สร้างสรรค์สีสันอาศัยอยู่พระเจ้าข้า” ชาวเมืองตอบด้วยความภาคภูมิใจ
“ผู้ สร้างสรรค์สีสันนั้นเป็นใครกัน? คงเป็นเทพยดาผู้ดูแลเมืองเป็นแน่ ถึงได้เนรมิตสีต่างๆ ได้งดงามเพียงนี้” เจ้าชายถามต่อด้วยความอยากรู้
”มิได้ พระเจ้าข้า ทั้งสามนั้นมิใช่เทพยดา แต่เป็นแม่สี เจ้าแห่งสีทั้งสามผู้เนรมิตสรรพสิ่งให้มีสีสันอย่างที่ท่านเห็น” เมื่อชาวเมืองตอบ…แก้มของเขาก็กลายเป็นสีชมพูระเรื่อด้วยความภาคภูมิใจ
“แม่สีทั้งสาม?” เจ้าชายทวนคำตอบด้วยความฉงน ”ท่านหมายความว่า แค่เพียงสามสีก็สามารถสร้างสีสันได้นับร้อยนับพันเชียวหรือ?”
“พระเจ้า ข้า ถ้าพระองค์อยากรู้ว่าแม่สีสร้างสีใหม่ๆ ได้อย่างไร ก็สามารถไปสอบถามพวกเขาได้ที่ยอดเขาสีรุ้งที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตกโน้น” ชาวเมืองชี้บอกทางให้แก่เจ้าชาย
เจ้าชายรู้สึกอิจฉาผู้คนในดินแดนแห่ง นี้ ที่ได้เห็นแต่สิ่งสวยงาม ต่างจากดินแดนของพระองค์ที่เต็มไปด้วยความมืดหม่นหมอง พระองค์จึงพยายามชวนแม่สีทั้งสามไปแต่งแต้มสีสันให้ดินแดนของพระองค์บ้าง แต่แม่สีทั้งสามปฏิเสธ เพราะไม่อาจทิ้งดินแดนบ้านเกิดของตนได้
เมื่อ ไม่อาจชวนแม่สีทั้งสามไปแต่งแต้มเมืองของพระองค์ให้งดงามได้ เจ้าชายจึงคิดแผนการที่จะทำให้ความหม่นหมองเข้าครอบคลุมดินแดนแห่งสีสันบ้าง
ดังนั้น ก่อนที่จะกลับเมือง พระองค์จึงไปร่ำลาแม่สีทั้งสาม พร้อมกับทิ้งคำถามเป็นปริศนาว่า
“ดินแดนของท่านนี้มีสีสันงดงามยิ่ง แต่พวกท่านรู้มั้ยว่า ในโลกนี้สีอะไรที่มีความงามเป็นเลิศ งดงามชนิดที่สีอื่นๆ ไม่อาจเทียบเคียงได้?”

ทั้งสามสีต่างครุ่นคิดหาคำตอบ นั่นสินะ เราสร้างสรรค์สีสันต่างๆ มากมาย แต่ไม่เคยรู้เลยว่าสีไหนที่สวยที่สุด…สีฟ้ากระมัง เพราะสีฟ้าของท้องฟ้า เป็นสีที่ทุกๆ คนชื่นชอบ..แต่สีชมพูก็สวยหวานราวกับหญิงงาม…หรือจะเป็นสีเขียวที่ให้ความ สดชื่นดูแล้วสบายตา…
แม่สีทั้งสามมัวแต่คิดหาคำตอบจนไม่เป็นอันสร้างสีใหม่ๆ ต่างสีต่างก็คิดๆๆ
จน วันหนึ่งสีเหลืองก็บอกเพื่อนทั้งสองว่า “ฉันรู้คำตอบแล้ว สีของฉันนี่แหละที่มีความงามเป็นเลิศ เพราะสีของฉันเป็นสีแห่งความสดใสรื่นเริง…ความรื่นเริงเป็นสิ่งที่ทุกคน ปรารถนา”
สีแดงไม่พอใจจึงบอกว่า “สีของฉันต่างหากที่สวยที่สุด สวยกว่าสีใดๆ ทั้งหมด สีของฉันทรงพลังที่สุด เป็นตัวแทนของความเข้มแข็งและมีอำนาจ…ผู้มีอำนาจย่อมเป็นใหญ่เหนือสิ่ง อื่นใด”
สีน้ำเงินก็คิดว่าสีของตัวเองนั้นสวยมาก เป็นสีของความสุขุม รอบคอบ และยังเป็นสีแห่งมิตรภาพ…โลกนี้จะมีอะไรงดงามกว่ามิตรภาพอีกเล่า …สีน้ำเงินคิดได้ดังนั้นก็ไม่อยากเห็นเพื่อนทะเลาะกัน จึงพยายามจะบอกเพื่อนทั้งสองว่า แต่ละสีมีความสวยคนละแบบ ไม่มีใครสวยน้อยกว่าใคร แต่ไม่มีใครฟัง เพื่อนทั้งสองเถียงกันเอาเป็นเอาตาย และต้องการให้สีน้ำเงินตัดสินว่าสีไหนกันแน่ที่สวยที่สุด แต่สีน้ำเงินก็ยืนยันคำตอบเดิม
“ถ้าอย่างนั้นให้ชาวเมืองเป็นผู้ตัดสินก็แล้วกัน” ทั้งสองสีสรุป แล้วทั้งสีแดงและเหลืองก็ไหลนองไปทั่ว เพื่อแสดงให้ชาวเมืองเห็นว่าสีของตัวเองสวยเพียงใด
สีทั้งสองไหลเข้าไปใกล้จนผสมปนเป
สีน้ำเงินเห็นเช่นนั้นจึงเข้าไปห้ามเพื่อนทั้งสองให้หยุดทะเลาะกัน
แต่ นั่นกลับทำให้สีทั้งสามผสมรวมกันมากขึ้น มากขึ้นและมากขึ้น จนเกิดสีใหม่ขึ้น เป็นสีที่บอกได้ยากว่ามันคือสีอะไรกันแน่ มันดูเลอะเทอะและสกปรก ต่างจากทุกครั้งที่เมื่อทุกๆ สีรวมกันอย่างเป็นระเบียบจะเกิดเป็นสีสวยๆ
สีใหม่นั้นแผ่ขยายไปทั่วดินแดน ซึมซับเข้าไปในทุกๆ สิ่ง ทั้งต้นไม้ ใบไม้ ท้องฟ้า น้ำทะเล รวมทั้งอาคารบ้านเรือน ข้าวของเครื่องใช้ ทุกสิ่งเปลี่ยนไปเป็นสีใหม่นี้
สีใหม่ที่เกิดจากสีสวยๆ ทั้งสามนั้น บางครั้งก็ดูเหมือนสีน้ำตาลหม่นๆ บางคราวดูเทาเศร้าหมอง แม้แต่ภูเขาที่เป็นบ้านของแม่สีที่เคยเป็นสีรุ้งงามตา ก็กลายเป็นสีช้ำเลือดช้ำหนองไปแล้ว
ความขมุกขมัวเข้าแทนที่สีสันสดสวยที่มีอยู่ ผู้คนที่เคยมีแต่รอยยิ้มแห่งความสุขกลับหดหู่หมองเศร้า
นับจากนั้นเป็นต้นมา ใครก็ตามที่ผ่านไปยังดินแดนแห่งสีสัน ล้วนอุทานว่า
“โอ…เมืองอะไรกันนี่…สกปรกจัง”
ไม่มีใครเลยที่คิดจะหยุดพัก ณ ดินแดนแห่งนี้
ดิน แดนแห่งสีสันอันสดสวย กลายเป็นดินแดนแห่งสีสันอันหม่นหมองไปแล้ว หากแม่สีทั้งสามยังไม่หยุดปล่อยสีออกมาตามใจตน คงไม่มีวันที่ความสดใสจะกลับคืนสู่ดินแดนแห่งนี้ได้อีก….ตลอดกาล


หิ่งห้อยกับดวงดาว

มิถุนายน 12, 2008

ไกลออกไป ในที่ที่แสงไฟสว่างไสวของเมืองใหญ่ยังไม่รุกล้ำความมืดของราตรีกาล ท่ามกลางความมืดมิด มีกลุ่มแสงเล็กๆ สว่างวิบกะพริบหายอยู่วาบวาบ

ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่ยังไม่เข้าสู่ห้วงนิทราต่างจ้องมองแสงนี้ด้วยความเพลิดเพลินและหลงใหล…แสงสว่างแม้เพียงเล็กน้อยเมื่ออยู่ท่ามกลางความมืดช่างมีเสน่ห์เย้ายวนใจ ราวกับดาวบนฟ้าพร้อมใจกันลงมาให้ผู้คนบนดินได้เชยชม

ผู้คนออกมาชี้ชวนกันดูแสงงาม
ใช่แล้ว, แสงแห่งหิ่งห้อย มนต์เสน่ห์แห่งธรรมชาติยามค่ำคืน

บรรดาหิ่งห้อยหาได้รู้ไม่ว่า แสงของมันมีเสน่ห์ มันรู้เพียงว่านั่นเป็นสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้ และมันก็รับไว้ใช้ในชีวิตประจำวันเท่านั้นเอง
แล้วหิ่งห้อยก็ได้รับรู้ถึงความงามของตนในคืนหนึ่ง เมื่อดาวดวงหนึ่งบนฟากฟ้า…ดาวซึ่งไม่มีใครรู้จักเอ่ยทัก
“สวยจัง ฉันเฝ้ามองโลกอยู่นาน…โลกที่กว้างใหญ่ มีแสงสว่างมากมาย แต่ฉันว่าแสงของเธอสวยกว่าแสงใดๆ ที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น”
หิ่งห้อยมองหาที่มาของเสียง
“ฉันอยู่ข้างบน…บนท้องฟ้านี่”
หิ่งห้อยมองหา บนท้องฟ้ามีดวงดาวมากมาย มันไม่รู้จริงๆ ว่าดาวดวงไหนกันที่เอ่ยชมซะจนมันเขิน
“คุณดวงดาว โปรดระบุตำแหน่งด้วยว่าคุณอยู่ที่ไหน”
“ลองมองหาดาวดวงเล็ก ที่ไม่ได้อยู่รวมกับกลุ่มดาวใดๆ สิ ฉันเป็นดาวที่มนุษย์ยังไม่ค้นพบ เลยยังไม่มีชื่อ” ดวงดาวตอบ
“นั่นคุณใช่มั้ย?” หิ่งห้อยหันไปที่ดาวดวงหนึ่ง ดาวดวงเล็กๆ ซึ่งมีแสงสว่างวิบกะพริบวาบ คล้ายกับตัวมัน
“ใช่ๆ, แต่เห็นฉันเล็กๆ อย่างนี้จริงๆ ฉันตัวใหญ่มากนะ เพียงแต่ฉันอยู่ไกลเธอจึงมองเห็นว่าฉันเล็ก แต่ที่ฉันมองเห็นแสงจุดเล็กๆ อย่างเธอนี่ไม่รู้ว่าเพราะฉันสายตาดี หรือเพราะเรามีส่วนที่คล้ายกัน” ดวงดาวชวนเพื่อนใหม่คุย
“คล้ายกันยังไงเหรอ?” หิ่งห้อยนึกสงสัย
แสงเล็กๆ อย่างมันจะคล้ายกับแสงดาวที่ดูยิ่งใหญ่ได้อย่างไร แค่ฟังชื่อก็รู้สึกถึงความต่างแล้ว…หิ่งห้อยกับดวงดาว
“ตรงที่ผู้คนมองเห็นเพียงว่าเราเป็นแค่แสงเล็กๆ ท่ามกลางแสงอีกมากมายมั้ง” ดวงดาวตอบ

นับแต่นั้นมาดวงดาวกับหิ่งห้อยก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ทั้งสองผลัดกันเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่ได้พบเห็นให้อีกฝ่ายได้ฟังอย่างสนุกสนาน

แม้หิ่งห้อยจะมีอายุไม่ยืนยาวเฉกเช่นดวงดาว แต่เมื่อหิ่งห้อยรุ่นก่อนๆ ตายไป ก็จะมีหิ่งห้อยรุ่นใหม่ๆ เติบโตขึ้นแทนเสมอ ดาวดวงน้อยซึ่งเล็กเกินกว่าที่นักดาราศาสตร์จะสนใจจึงไม่เคยเหงา แม้จะเศร้าใจในเวลาที่เพื่อนเก่าจากไป แต่นานวันเข้ามันก็ได้รู้ว่านั่นคือสัจธรรมที่ไม่อาจเลี่ยง สักวันก็คงถึงเวลาที่มันต้องจากไปเช่นกัน

แล้ววันหนึ่งดวงดาวก็พบว่าแสงจากหิ่งห้อยเพื่อนของมันมีจำนวนน้อยลง
ดวงดาวสอบถามเพื่อนด้วยความเป็นห่วง และได้คำตอบที่น่าเศร้าว่า
“เมื่อเร็วๆ นี้มีผู้คนมากมายย้ายมาอาศัยที่บริเวณที่ฉันอยู่ เขาสร้างอาคารใหญ่โต ผู้คนเรียกสิ่งนั้นว่าโรงงานอุตสาหกรรม เขาสร้างบ้านเรียงรายและเรียกสิ่งนั้นว่าหมู่บ้านจัดสรร เขาสร้างสนามโล่งๆ กว้างๆ ปลูกหญ้าเตี้ยๆ แล้วเรียกสิ่งนั้นว่าสนามกอล์ฟ…การก่อสร้างสิ่งต่างๆ ทั้งหมดนั้นทำให้ต้นลำพูบ้านของฉัน และต้นไม้อื่นๆ ถูกโค่นลง เมื่อต้นลำพูลดจำนวนลง หิ่งห้อยอย่างฉันลดลงไปด้วย หิ่งห้อยไร้บ้านจำนวนมากตายลงก่อนที่จะได้มีลูกหลานไว้สืบทอดเผ่าพันธุ์ พวกเราที่เหลืออยู่ก็ต้องอยู่อย่างอดอยาก บางตัวก็ไม่แข็งแรงเพราะบินไปอาศัยในต้นไม้อาบยาพิษ…บางตัวทนความหิวไม่ไหวทั้งที่รู้ว่าสิ่งที่กินปนเปื้อนด้วยยาฆ่าแมลงก็ยังฝืนกิน…”

แสงจากดวงดาวที่ได้รับรู้ความเดือดร้อนของเพื่อนหรี่วูบลงด้วยความเศร้าแล้วลุกโชนด้วยความโกรธ แต่เพราะมันเป็นเพียงแสงเล็กๆ แสงหนึ่งบนท้องฟ้าจึงไม่มีใครสังเกตเห็

แม้จำนวนหิ่งห้อยจะลดน้อยลง แต่ผู้คนก็ยังคงชี้ชวนกันมาดูแสงแห่งหิ่งห้อยอยู่ ทว่าคนเหล่านั้นไม่ใช่ผู้คนเดิมๆ ที่เป็นชาวบ้าน ไม่ใช่เด็กที่ไม่อยากนอนร้องโยเยยามค่ำด้วยห่วงเล่น ไม่ใช่หนุ่มสาวที่ชี้ชวนกันดูความงามของธรรมชาติยามกลางคืน ไม่ใช่คนแก่ที่นอนไม่หลับแม้จักข่มตาเท่าใด หากแต่เป็นผู้คนที่เรียกตัวเองว่า ‘นักท่องเที่ยวผู้รักธรรมชาติ’

ผู้คนออกมาชี้ชวนกันดูแสงงาม
ใช่แล้ว, แสงแห่งหิ่งห้อย มนต์เสน่ห์แห่งธรรมชาติยามค่ำคืน ที่คนเมืองใหญ่ยากจะสัมผัส

กาลเวลาผ่านไป บัดนี้แสงของหิ่งห้อยแทบไม่มีให้เห็น นักท่องเที่ยวผู้รักจะฉกฉวยเสพเอาความงามของธรรมชาติหมดสนุกและเบื่อหน่ายกับการเฝ้ารอค่อนคืนเพียงเพื่อจะได้เห็นแสงเล็กๆ
“แสงเล็กๆ ไม่ควรค่าแก่การรอคอย” พวกเขาสรุปแล้วจากไปอย่างไม่ไยดี

ดวงดาวกวาดตามองหาหิ่งห้อย แสงจากหลอดไฟฟ้าสว่างไปทั่ว ไม่ว่าจะที่ไหนก็มีแต่แสงเทียมที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น แสงสว่างจัดจ้าแต่ไร้เสน่ห์บดบังแสงของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ อย่างหิ่งห้อยจนหมดหรือ หรือว่าไม่มีหิ่งห้อยเหลืออยู่อีกแล้ว !

ดวงดาวตะโกนร่ำร้องหาเพื่อน แต่ไร้เสียงตอบ มันอยากรู้ว่าเพื่อนมีความเป็นไปอย่างไรบ้าง เมื่อไม่มีเสียงตอบรับจากเพื่อน ทั้งยังมองไม่เห็นว่าเพื่อนอยู่ที่ไหน ดวงดาวจึงตัดสินใจออกเดินทางตามหาหิ่งห้อย
มันระเบิดตัวเองออกเป็นสะเก็ดดาวนับพันนับหมื่นชิ้นและพุ่งตรงมายังโลก !

ผู้คนออกมาชี้ชวนกันดูแสงงาม
ใช่แล้ว, แสงแห่งดาวดวงเล็กๆ ที่หล่นจากฟากฟ้า มนต์เสน่ห์แห่งธรรมชาติยามค่ำคืนที่ไม่ได้มีให้เห็นบ่อยๆ คนเมืองใหญ่เรียกแสงนั้นว่า ‘ฝนดาวตก’

ทว่า หิ่งห้อยกลุ่มสุดท้ายของดาวโลก ซึ่งอ่อนแรงเกินกว่าจะตอบรับเสียงเรียกจากดวงดาว เรียกแสงนั้นว่า ‘น้ำตาแห่งดวงดาว’

หากคำอธิษฐานกับดาวตกเป็นจริงได้ดังตำนานที่ผู้คนเล่าขาน…สักวันหิ่งห้อยและดวงดาวคงได้พบกัน

11 มิถุนายน 2551


เทฟล่อนลำพอง

มีนาคม 24, 2008

เมื่อกระทะเทฟล่อนรู้ตัวแล้วว่าไฟร้อนๆ ไม่ได้ระคายผิว มันจึงสนุกกับการอยู่บนเตามาก กระปุกกับคุณแม่ก็เพลิดเพลินกับการทำอาหารหลากหลาย แน่นอนว่า แทบทุกครั้งที่มีการทำอาหารผัดๆ ทอดๆ จะมีกระทะเทฟล่อนเป็นอุปกรณ์หลัก

เทฟล่อนทะนงตนว่าเป็นเครื่องครัวที่ดีที่สุดของบ้าน โดยไม่รู้เหตุผลจริงๆ ของการที่มันถูกเลือกว่า มาจากราคาน้ำมันพืชที่แพงขึ้นๆ เพียงแต่ผู้คนไม่ได้รับรู้ว่าขึ้นวันละกี่สตางค์อย่างน้ำมันรถ พอรู้ตัวอีกทีราคาน้ำมันปรุงอาหารก็พุ่งพรวดไปขวดละครึ่งร้อยแล้ว

สำหรับคุณแม่การใช้กระทะเทฟล่อนเป็นทางเลือกเพื่อการประหยัดน้ำมันเท่านั้น เหตุผลอื่นๆ อย่างเรื่องการรักษาสุขภาพเป็นเพียงสิ่งที่คุณแม่นำมาอ้างเมื่อคุณพ่ออยากกินของทอดน้ำมันชุ่มๆ

เจ้าเทฟล่อนไม่ได้รู้เลยว่ามันเป็นทางเลือกของการประหยัด มันเข้าใจว่าตนเองนั้นเป็นเครื่องครัวชั้นดี ราคาแพง และทำอาหารได้เลิศรส
“ขอโทษนะคุณกระทะเหล็ก ถึงผมจะมาทีหลัง แต่ของที่มาทีหลังย่อมมีวิวัฒนาการดีกว่า ทำให้ของเก่าตกยุคไปอย่างช่วยไม่ได้” เทฟล่อนเย้ยหยันกระทะเหล็กที่แทบไม่ได้โชว์ฝีมือเลย

“ไม่มั้ง…เวลาคุณแม่กับกระปุกจะทำอะไรเยอะๆ ก็ยังต้องใช้คุณกระทะเหล็กใบใหญ่อยู่ดี ดูอย่างครั้งที่คุณแม่ทำราดหน้าเลี้ยงแขกสิ ถ้าใช้เทฟล่อนคงทำน้ำราดหน้าได้ไม่เยอะขนาดนั้น แถมเส้นที่ผัดจากกระทะเหล็กยังมีกลิ่นหอมน่ารับประทาน นั่นเป็นเสน่ห์ของคุณกระทะเหล็กนะ” กระทะไฟฟ้าพูดอย่างจริงใจ และยอมรับข้อดีของแต่ละสิ่ง
“โอ้…ในครัวนี้มีกระทะอีกใบหรอกหรือ ขอโทษนะที่ผมไม่เคยทักทายคุณเลย แต่ก็อย่างว่าล่ะ ตั้งแต่ผมมาอยู่ที่นี่ยังไม่เห็นคุณได้มีโอกาสโชว์ความสามารถบนเตาไฟเลย ช่วยไม่ได้นะที่ผมเพิ่งจะรู้ว่ามีคุณอยู่” เทฟล่อนแกล้งทำเป็นเพิ่งเคยเห็นกระทะไฟฟ้าเป็นครั้งแรก
“ฉันเป็นกระทะไฟฟ้าจ้ะ ไฟจากแก๊สไม่มีประโยชน์สำหรับฉัน เพราะฉันใช้พลังงานไฟฟ้า แบบเดียวกับหม้อหุงข้าวและเตาไมโครเวฟไง” กระทะไฟฟ้าอธิบาย

“อย่างงั้นอาหารจากตัวคุณคงไม่อร่อยละมั้ง ผมถึงไม่เห็นใครหยิบคุณขึ้นมาใช้เลย ถ้าอาหารของผมอร่อย อาหารจากคุณกระทะเหล็กมีกลิ่นหอมและทำได้ครั้งละมากๆ ข้อดีของคุณล่ะคืออะไร?” เทฟล่อนถามอย่างอวดดี
“อาหารที่ปรุงในตัวฉันมีคุณภาพไม่ต่างจากเธอหรอก เพียงแต่คุณแม่ไม่ชินกับการใช้กระทะไฟฟ้าเธอกลัวไฟช๊อตน่ะ” กระทะไฟฟ้าตอบอย่างใจเย็น

“ผมว่าไม่หรอก…คุณแม่คงเคยใช้คุณทำอาหารแล้วไม่ประทับใจ แต่ไม่ว่ายังไงก็ตามตอนนี้ในบรรดากระทะผมเท่านั้นที่เป็นที่ต้องการ” เทฟล่อนพูดเสียงดังขึ้นเพื่อให้เครื่องครัวอื่นๆ ได้ยินด้วย
“เธอก็เป็นแค่ทางเลือกแรกของคุณแม่กับกระปุกเท่านั้นแหละ ไม่ใช่ทุกครั้งหรอกที่พวกเขาเลือกใช้เธอ” กระทะไฟฟ้าเริ่มโมโห
“ของมันเห็นกันอยู่แล้ว ว่าใครมีฝีมือมากกว่า” เทฟล่อนไม่หยุดโอ้อวด กระทะไฟฟ้าสะบัดสายไฟด้วยความโกรธ มันตั้งใจจะใช้สายไฟฟาดกระทะเทฟล่อน แต่กระทะเหล็กห้ามไว้
“ไม่มีประโยชน์หรอก ทำอย่างนั้นเธอจะเจ็บตัวเปล่าๆ” กระทะเหล็กเตือน “เขายังเด็กนัก ไม่รู้หรอกว่า โลกนี้ไม่มีวันแมนโชว์”
กระทะไฟฟ้ามองอย่างงงๆ “โอ้โฮ…คุณกระทะเหล็กพูดภาษาต่างประเทศได้ด้วย มันคืออะไรหรอ”
“มันเป็นสิ่งที่พวกเราที่ผ่านร้อนมาเยอะรู้ดีอยู่แล้วไง ว่าไม่มีใครเด่นดังได้โดยลำพัง ทุกสิ่งจะสำเร็จได้ล้วนต้องพึ่งพาอาศัยสิ่งอื่น ตอนนี้เทฟล่อนยังทะนงตนอยู่ เพราะเห็นว่าตัวเองมีความสำคัญ แต่สักวันเขาก็จะรู้”

แล้วสักวันที่กระทะเหล็กผู้ผ่านความร้อนมาเยอะว่าไว้ก็มาถึง
ขณะที่กระปุกลงมือผัดผักรวมซึ่งเป็นสิ่งที่เธอทำได้อร่อย จู่ๆ ไฟจากเตาแก๊สก็หรี่ลงแล้วดับพรี่บ
“นี่ผัดผักยังไม่สุกเลย ดับไฟไปเฉยๆ ได้ยังไง” เทฟล่อนตะคอกใส่เตาแก๊ส
“ไม่ใช่ความผิดของเตาหรอก แก๊สที่อยู่ในตัวฉันหมดน่ะไฟเลยดับ…เป็นไงล่ะเจ้ากระทะวิเศษ ยังจะทำให้อาหารมีรสอร่อยได้อีกมั้ย?” ถังแก๊สพูดอย่างไม่พอใจที่เทฟล่อนเสียงดังใส่เตา

ทางด้านกระปุกที่ไม่เคยเจอปัญหาเตาไฟดับระหว่างการทำอาหารก็รีบร้องเรียกคุณแม่
“แม่ขา…อยู่ดีๆ ไฟก็ดับน่ะค่ะ ทำยังไงดีคะ”
“แก๊สหมดน่ะลูก วันนี้ร้านแก๊สปิดซะด้วย” ร้านที่คุณแม่สั่งแก๊สเป็นประจำหยุดทุกวันอาทิตย์
“เสียดายผัดผักอร่อยๆ จัง เอาอย่างนี้ดีกว่า…” คุณแม่นึกถึงบางสิ่งขึ้นมา ใช่แล้ว สิ่งนั้นก็คือ ‘กระทะไฟฟ้า’

เพียงเสียบปลั๊กไม่นาน กระทะไฟฟ้าก็ร้อนพร้อมจะทำอาหาร คุณแม่เทผัดผักจากกระทะเทฟล่อนลงในกระทะไฟฟ้าแล้วผัดต่อจนเสร็จ

“เห็นหรือยังว่าฉันก็ใช้งานได้ดี” กระทะไฟฟ้าพูดเรียบๆ
“นั่นผมทำไปครึ่งนึงนะ ถ้าแก๊สไม่หมดซะก่อนผัดผักจานนั้นจะเป็นฝีมือของผมล้วนๆ” เทฟล่อนไม่พอใจที่กระทะไฟฟ้าถูกนำมาใช้ แถมยังไม่ต้องพึ่งพาแก๊สอย่างมัน มันรู้สึกเสียหน้ามาก
“เธอกำลังโกรธถังแก๊สกับเตาล่ะสิ ไม่ใช่ความผิดของพวกเขาหรอก ฉันเองก็ไม่ต่างจากเธอ ถ้าทำอาหารอยู่แล้วไฟฟ้าดับ สภาพของฉันก็เหมือนเธอตอนที่แก๊สหมดนั่นแหละ เขาเรียกว่าอะไรนะคุณกระทะเหล็ก ที่คุณบอกฉันวันนั้นน่ะ” กระทะไฟฟ้าหันไปส่งยิ้มให้กระทะเหล็ก

“โลกนี้ไม่มีวันแมนโชว์ ไม่มีใครเด่นดังได้โดยลำพัง ทุกสิ่งล้วนต้องพึ่งพาอาศัยกัน” กระทะเหล็กพูดกับเทฟล่อนและหวังว่ามันจะเข้าใจ

๒๓ มีนาคม ๒๕๕๑

ขอบคุณพี่น้ำพี้ ผู้ให้กำเนิดตัวละคร ‘กระทะไฟฟ้า’