หิ่งห้อยกับดวงดาว

มิถุนายน 12, 2008

ไกลออกไป ในที่ที่แสงไฟสว่างไสวของเมืองใหญ่ยังไม่รุกล้ำความมืดของราตรีกาล ท่ามกลางความมืดมิด มีกลุ่มแสงเล็กๆ สว่างวิบกะพริบหายอยู่วาบวาบ

ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่ยังไม่เข้าสู่ห้วงนิทราต่างจ้องมองแสงนี้ด้วยความเพลิดเพลินและหลงใหล…แสงสว่างแม้เพียงเล็กน้อยเมื่ออยู่ท่ามกลางความมืดช่างมีเสน่ห์เย้ายวนใจ ราวกับดาวบนฟ้าพร้อมใจกันลงมาให้ผู้คนบนดินได้เชยชม

ผู้คนออกมาชี้ชวนกันดูแสงงาม
ใช่แล้ว, แสงแห่งหิ่งห้อย มนต์เสน่ห์แห่งธรรมชาติยามค่ำคืน

บรรดาหิ่งห้อยหาได้รู้ไม่ว่า แสงของมันมีเสน่ห์ มันรู้เพียงว่านั่นเป็นสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้ และมันก็รับไว้ใช้ในชีวิตประจำวันเท่านั้นเอง
แล้วหิ่งห้อยก็ได้รับรู้ถึงความงามของตนในคืนหนึ่ง เมื่อดาวดวงหนึ่งบนฟากฟ้า…ดาวซึ่งไม่มีใครรู้จักเอ่ยทัก
“สวยจัง ฉันเฝ้ามองโลกอยู่นาน…โลกที่กว้างใหญ่ มีแสงสว่างมากมาย แต่ฉันว่าแสงของเธอสวยกว่าแสงใดๆ ที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น”
หิ่งห้อยมองหาที่มาของเสียง
“ฉันอยู่ข้างบน…บนท้องฟ้านี่”
หิ่งห้อยมองหา บนท้องฟ้ามีดวงดาวมากมาย มันไม่รู้จริงๆ ว่าดาวดวงไหนกันที่เอ่ยชมซะจนมันเขิน
“คุณดวงดาว โปรดระบุตำแหน่งด้วยว่าคุณอยู่ที่ไหน”
“ลองมองหาดาวดวงเล็ก ที่ไม่ได้อยู่รวมกับกลุ่มดาวใดๆ สิ ฉันเป็นดาวที่มนุษย์ยังไม่ค้นพบ เลยยังไม่มีชื่อ” ดวงดาวตอบ
“นั่นคุณใช่มั้ย?” หิ่งห้อยหันไปที่ดาวดวงหนึ่ง ดาวดวงเล็กๆ ซึ่งมีแสงสว่างวิบกะพริบวาบ คล้ายกับตัวมัน
“ใช่ๆ, แต่เห็นฉันเล็กๆ อย่างนี้จริงๆ ฉันตัวใหญ่มากนะ เพียงแต่ฉันอยู่ไกลเธอจึงมองเห็นว่าฉันเล็ก แต่ที่ฉันมองเห็นแสงจุดเล็กๆ อย่างเธอนี่ไม่รู้ว่าเพราะฉันสายตาดี หรือเพราะเรามีส่วนที่คล้ายกัน” ดวงดาวชวนเพื่อนใหม่คุย
“คล้ายกันยังไงเหรอ?” หิ่งห้อยนึกสงสัย
แสงเล็กๆ อย่างมันจะคล้ายกับแสงดาวที่ดูยิ่งใหญ่ได้อย่างไร แค่ฟังชื่อก็รู้สึกถึงความต่างแล้ว…หิ่งห้อยกับดวงดาว
“ตรงที่ผู้คนมองเห็นเพียงว่าเราเป็นแค่แสงเล็กๆ ท่ามกลางแสงอีกมากมายมั้ง” ดวงดาวตอบ

นับแต่นั้นมาดวงดาวกับหิ่งห้อยก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ทั้งสองผลัดกันเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่ได้พบเห็นให้อีกฝ่ายได้ฟังอย่างสนุกสนาน

แม้หิ่งห้อยจะมีอายุไม่ยืนยาวเฉกเช่นดวงดาว แต่เมื่อหิ่งห้อยรุ่นก่อนๆ ตายไป ก็จะมีหิ่งห้อยรุ่นใหม่ๆ เติบโตขึ้นแทนเสมอ ดาวดวงน้อยซึ่งเล็กเกินกว่าที่นักดาราศาสตร์จะสนใจจึงไม่เคยเหงา แม้จะเศร้าใจในเวลาที่เพื่อนเก่าจากไป แต่นานวันเข้ามันก็ได้รู้ว่านั่นคือสัจธรรมที่ไม่อาจเลี่ยง สักวันก็คงถึงเวลาที่มันต้องจากไปเช่นกัน

แล้ววันหนึ่งดวงดาวก็พบว่าแสงจากหิ่งห้อยเพื่อนของมันมีจำนวนน้อยลง
ดวงดาวสอบถามเพื่อนด้วยความเป็นห่วง และได้คำตอบที่น่าเศร้าว่า
“เมื่อเร็วๆ นี้มีผู้คนมากมายย้ายมาอาศัยที่บริเวณที่ฉันอยู่ เขาสร้างอาคารใหญ่โต ผู้คนเรียกสิ่งนั้นว่าโรงงานอุตสาหกรรม เขาสร้างบ้านเรียงรายและเรียกสิ่งนั้นว่าหมู่บ้านจัดสรร เขาสร้างสนามโล่งๆ กว้างๆ ปลูกหญ้าเตี้ยๆ แล้วเรียกสิ่งนั้นว่าสนามกอล์ฟ…การก่อสร้างสิ่งต่างๆ ทั้งหมดนั้นทำให้ต้นลำพูบ้านของฉัน และต้นไม้อื่นๆ ถูกโค่นลง เมื่อต้นลำพูลดจำนวนลง หิ่งห้อยอย่างฉันลดลงไปด้วย หิ่งห้อยไร้บ้านจำนวนมากตายลงก่อนที่จะได้มีลูกหลานไว้สืบทอดเผ่าพันธุ์ พวกเราที่เหลืออยู่ก็ต้องอยู่อย่างอดอยาก บางตัวก็ไม่แข็งแรงเพราะบินไปอาศัยในต้นไม้อาบยาพิษ…บางตัวทนความหิวไม่ไหวทั้งที่รู้ว่าสิ่งที่กินปนเปื้อนด้วยยาฆ่าแมลงก็ยังฝืนกิน…”

แสงจากดวงดาวที่ได้รับรู้ความเดือดร้อนของเพื่อนหรี่วูบลงด้วยความเศร้าแล้วลุกโชนด้วยความโกรธ แต่เพราะมันเป็นเพียงแสงเล็กๆ แสงหนึ่งบนท้องฟ้าจึงไม่มีใครสังเกตเห็

แม้จำนวนหิ่งห้อยจะลดน้อยลง แต่ผู้คนก็ยังคงชี้ชวนกันมาดูแสงแห่งหิ่งห้อยอยู่ ทว่าคนเหล่านั้นไม่ใช่ผู้คนเดิมๆ ที่เป็นชาวบ้าน ไม่ใช่เด็กที่ไม่อยากนอนร้องโยเยยามค่ำด้วยห่วงเล่น ไม่ใช่หนุ่มสาวที่ชี้ชวนกันดูความงามของธรรมชาติยามกลางคืน ไม่ใช่คนแก่ที่นอนไม่หลับแม้จักข่มตาเท่าใด หากแต่เป็นผู้คนที่เรียกตัวเองว่า ‘นักท่องเที่ยวผู้รักธรรมชาติ’

ผู้คนออกมาชี้ชวนกันดูแสงงาม
ใช่แล้ว, แสงแห่งหิ่งห้อย มนต์เสน่ห์แห่งธรรมชาติยามค่ำคืน ที่คนเมืองใหญ่ยากจะสัมผัส

กาลเวลาผ่านไป บัดนี้แสงของหิ่งห้อยแทบไม่มีให้เห็น นักท่องเที่ยวผู้รักจะฉกฉวยเสพเอาความงามของธรรมชาติหมดสนุกและเบื่อหน่ายกับการเฝ้ารอค่อนคืนเพียงเพื่อจะได้เห็นแสงเล็กๆ
“แสงเล็กๆ ไม่ควรค่าแก่การรอคอย” พวกเขาสรุปแล้วจากไปอย่างไม่ไยดี

ดวงดาวกวาดตามองหาหิ่งห้อย แสงจากหลอดไฟฟ้าสว่างไปทั่ว ไม่ว่าจะที่ไหนก็มีแต่แสงเทียมที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น แสงสว่างจัดจ้าแต่ไร้เสน่ห์บดบังแสงของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ อย่างหิ่งห้อยจนหมดหรือ หรือว่าไม่มีหิ่งห้อยเหลืออยู่อีกแล้ว !

ดวงดาวตะโกนร่ำร้องหาเพื่อน แต่ไร้เสียงตอบ มันอยากรู้ว่าเพื่อนมีความเป็นไปอย่างไรบ้าง เมื่อไม่มีเสียงตอบรับจากเพื่อน ทั้งยังมองไม่เห็นว่าเพื่อนอยู่ที่ไหน ดวงดาวจึงตัดสินใจออกเดินทางตามหาหิ่งห้อย
มันระเบิดตัวเองออกเป็นสะเก็ดดาวนับพันนับหมื่นชิ้นและพุ่งตรงมายังโลก !

ผู้คนออกมาชี้ชวนกันดูแสงงาม
ใช่แล้ว, แสงแห่งดาวดวงเล็กๆ ที่หล่นจากฟากฟ้า มนต์เสน่ห์แห่งธรรมชาติยามค่ำคืนที่ไม่ได้มีให้เห็นบ่อยๆ คนเมืองใหญ่เรียกแสงนั้นว่า ‘ฝนดาวตก’

ทว่า หิ่งห้อยกลุ่มสุดท้ายของดาวโลก ซึ่งอ่อนแรงเกินกว่าจะตอบรับเสียงเรียกจากดวงดาว เรียกแสงนั้นว่า ‘น้ำตาแห่งดวงดาว’

หากคำอธิษฐานกับดาวตกเป็นจริงได้ดังตำนานที่ผู้คนเล่าขาน…สักวันหิ่งห้อยและดวงดาวคงได้พบกัน

11 มิถุนายน 2551


เทฟล่อนลำพอง

มีนาคม 24, 2008

เมื่อกระทะเทฟล่อนรู้ตัวแล้วว่าไฟร้อนๆ ไม่ได้ระคายผิว มันจึงสนุกกับการอยู่บนเตามาก กระปุกกับคุณแม่ก็เพลิดเพลินกับการทำอาหารหลากหลาย แน่นอนว่า แทบทุกครั้งที่มีการทำอาหารผัดๆ ทอดๆ จะมีกระทะเทฟล่อนเป็นอุปกรณ์หลัก

เทฟล่อนทะนงตนว่าเป็นเครื่องครัวที่ดีที่สุดของบ้าน โดยไม่รู้เหตุผลจริงๆ ของการที่มันถูกเลือกว่า มาจากราคาน้ำมันพืชที่แพงขึ้นๆ เพียงแต่ผู้คนไม่ได้รับรู้ว่าขึ้นวันละกี่สตางค์อย่างน้ำมันรถ พอรู้ตัวอีกทีราคาน้ำมันปรุงอาหารก็พุ่งพรวดไปขวดละครึ่งร้อยแล้ว

สำหรับคุณแม่การใช้กระทะเทฟล่อนเป็นทางเลือกเพื่อการประหยัดน้ำมันเท่านั้น เหตุผลอื่นๆ อย่างเรื่องการรักษาสุขภาพเป็นเพียงสิ่งที่คุณแม่นำมาอ้างเมื่อคุณพ่ออยากกินของทอดน้ำมันชุ่มๆ

เจ้าเทฟล่อนไม่ได้รู้เลยว่ามันเป็นทางเลือกของการประหยัด มันเข้าใจว่าตนเองนั้นเป็นเครื่องครัวชั้นดี ราคาแพง และทำอาหารได้เลิศรส
“ขอโทษนะคุณกระทะเหล็ก ถึงผมจะมาทีหลัง แต่ของที่มาทีหลังย่อมมีวิวัฒนาการดีกว่า ทำให้ของเก่าตกยุคไปอย่างช่วยไม่ได้” เทฟล่อนเย้ยหยันกระทะเหล็กที่แทบไม่ได้โชว์ฝีมือเลย

“ไม่มั้ง…เวลาคุณแม่กับกระปุกจะทำอะไรเยอะๆ ก็ยังต้องใช้คุณกระทะเหล็กใบใหญ่อยู่ดี ดูอย่างครั้งที่คุณแม่ทำราดหน้าเลี้ยงแขกสิ ถ้าใช้เทฟล่อนคงทำน้ำราดหน้าได้ไม่เยอะขนาดนั้น แถมเส้นที่ผัดจากกระทะเหล็กยังมีกลิ่นหอมน่ารับประทาน นั่นเป็นเสน่ห์ของคุณกระทะเหล็กนะ” กระทะไฟฟ้าพูดอย่างจริงใจ และยอมรับข้อดีของแต่ละสิ่ง
“โอ้…ในครัวนี้มีกระทะอีกใบหรอกหรือ ขอโทษนะที่ผมไม่เคยทักทายคุณเลย แต่ก็อย่างว่าล่ะ ตั้งแต่ผมมาอยู่ที่นี่ยังไม่เห็นคุณได้มีโอกาสโชว์ความสามารถบนเตาไฟเลย ช่วยไม่ได้นะที่ผมเพิ่งจะรู้ว่ามีคุณอยู่” เทฟล่อนแกล้งทำเป็นเพิ่งเคยเห็นกระทะไฟฟ้าเป็นครั้งแรก
“ฉันเป็นกระทะไฟฟ้าจ้ะ ไฟจากแก๊สไม่มีประโยชน์สำหรับฉัน เพราะฉันใช้พลังงานไฟฟ้า แบบเดียวกับหม้อหุงข้าวและเตาไมโครเวฟไง” กระทะไฟฟ้าอธิบาย

“อย่างงั้นอาหารจากตัวคุณคงไม่อร่อยละมั้ง ผมถึงไม่เห็นใครหยิบคุณขึ้นมาใช้เลย ถ้าอาหารของผมอร่อย อาหารจากคุณกระทะเหล็กมีกลิ่นหอมและทำได้ครั้งละมากๆ ข้อดีของคุณล่ะคืออะไร?” เทฟล่อนถามอย่างอวดดี
“อาหารที่ปรุงในตัวฉันมีคุณภาพไม่ต่างจากเธอหรอก เพียงแต่คุณแม่ไม่ชินกับการใช้กระทะไฟฟ้าเธอกลัวไฟช๊อตน่ะ” กระทะไฟฟ้าตอบอย่างใจเย็น

“ผมว่าไม่หรอก…คุณแม่คงเคยใช้คุณทำอาหารแล้วไม่ประทับใจ แต่ไม่ว่ายังไงก็ตามตอนนี้ในบรรดากระทะผมเท่านั้นที่เป็นที่ต้องการ” เทฟล่อนพูดเสียงดังขึ้นเพื่อให้เครื่องครัวอื่นๆ ได้ยินด้วย
“เธอก็เป็นแค่ทางเลือกแรกของคุณแม่กับกระปุกเท่านั้นแหละ ไม่ใช่ทุกครั้งหรอกที่พวกเขาเลือกใช้เธอ” กระทะไฟฟ้าเริ่มโมโห
“ของมันเห็นกันอยู่แล้ว ว่าใครมีฝีมือมากกว่า” เทฟล่อนไม่หยุดโอ้อวด กระทะไฟฟ้าสะบัดสายไฟด้วยความโกรธ มันตั้งใจจะใช้สายไฟฟาดกระทะเทฟล่อน แต่กระทะเหล็กห้ามไว้
“ไม่มีประโยชน์หรอก ทำอย่างนั้นเธอจะเจ็บตัวเปล่าๆ” กระทะเหล็กเตือน “เขายังเด็กนัก ไม่รู้หรอกว่า โลกนี้ไม่มีวันแมนโชว์”
กระทะไฟฟ้ามองอย่างงงๆ “โอ้โฮ…คุณกระทะเหล็กพูดภาษาต่างประเทศได้ด้วย มันคืออะไรหรอ”
“มันเป็นสิ่งที่พวกเราที่ผ่านร้อนมาเยอะรู้ดีอยู่แล้วไง ว่าไม่มีใครเด่นดังได้โดยลำพัง ทุกสิ่งจะสำเร็จได้ล้วนต้องพึ่งพาอาศัยสิ่งอื่น ตอนนี้เทฟล่อนยังทะนงตนอยู่ เพราะเห็นว่าตัวเองมีความสำคัญ แต่สักวันเขาก็จะรู้”

แล้วสักวันที่กระทะเหล็กผู้ผ่านความร้อนมาเยอะว่าไว้ก็มาถึง
ขณะที่กระปุกลงมือผัดผักรวมซึ่งเป็นสิ่งที่เธอทำได้อร่อย จู่ๆ ไฟจากเตาแก๊สก็หรี่ลงแล้วดับพรี่บ
“นี่ผัดผักยังไม่สุกเลย ดับไฟไปเฉยๆ ได้ยังไง” เทฟล่อนตะคอกใส่เตาแก๊ส
“ไม่ใช่ความผิดของเตาหรอก แก๊สที่อยู่ในตัวฉันหมดน่ะไฟเลยดับ…เป็นไงล่ะเจ้ากระทะวิเศษ ยังจะทำให้อาหารมีรสอร่อยได้อีกมั้ย?” ถังแก๊สพูดอย่างไม่พอใจที่เทฟล่อนเสียงดังใส่เตา

ทางด้านกระปุกที่ไม่เคยเจอปัญหาเตาไฟดับระหว่างการทำอาหารก็รีบร้องเรียกคุณแม่
“แม่ขา…อยู่ดีๆ ไฟก็ดับน่ะค่ะ ทำยังไงดีคะ”
“แก๊สหมดน่ะลูก วันนี้ร้านแก๊สปิดซะด้วย” ร้านที่คุณแม่สั่งแก๊สเป็นประจำหยุดทุกวันอาทิตย์
“เสียดายผัดผักอร่อยๆ จัง เอาอย่างนี้ดีกว่า…” คุณแม่นึกถึงบางสิ่งขึ้นมา ใช่แล้ว สิ่งนั้นก็คือ ‘กระทะไฟฟ้า’

เพียงเสียบปลั๊กไม่นาน กระทะไฟฟ้าก็ร้อนพร้อมจะทำอาหาร คุณแม่เทผัดผักจากกระทะเทฟล่อนลงในกระทะไฟฟ้าแล้วผัดต่อจนเสร็จ

“เห็นหรือยังว่าฉันก็ใช้งานได้ดี” กระทะไฟฟ้าพูดเรียบๆ
“นั่นผมทำไปครึ่งนึงนะ ถ้าแก๊สไม่หมดซะก่อนผัดผักจานนั้นจะเป็นฝีมือของผมล้วนๆ” เทฟล่อนไม่พอใจที่กระทะไฟฟ้าถูกนำมาใช้ แถมยังไม่ต้องพึ่งพาแก๊สอย่างมัน มันรู้สึกเสียหน้ามาก
“เธอกำลังโกรธถังแก๊สกับเตาล่ะสิ ไม่ใช่ความผิดของพวกเขาหรอก ฉันเองก็ไม่ต่างจากเธอ ถ้าทำอาหารอยู่แล้วไฟฟ้าดับ สภาพของฉันก็เหมือนเธอตอนที่แก๊สหมดนั่นแหละ เขาเรียกว่าอะไรนะคุณกระทะเหล็ก ที่คุณบอกฉันวันนั้นน่ะ” กระทะไฟฟ้าหันไปส่งยิ้มให้กระทะเหล็ก

“โลกนี้ไม่มีวันแมนโชว์ ไม่มีใครเด่นดังได้โดยลำพัง ทุกสิ่งล้วนต้องพึ่งพาอาศัยกัน” กระทะเหล็กพูดกับเทฟล่อนและหวังว่ามันจะเข้าใจ

๒๓ มีนาคม ๒๕๕๑

ขอบคุณพี่น้ำพี้ ผู้ให้กำเนิดตัวละคร ‘กระทะไฟฟ้า’


กระทะกลัวไฟ

มีนาคม 17, 2008

 

ครอบครัวของกระปุกเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านใหม่ มีข้าวของเครื่องใช้มากมายที่คุณพ่อคุณแม่และกระปุกต้องช่วยกันจัดเข้าที่ เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางเรียบร้อย คุณแม่จึงลงมือแกะของขวัญที่ญาติๆ และเพื่อนๆ มอบให้ในโอกาสขึ้นบ้านใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครื่องครัว และหนึ่งในนั้นก็มีกระทะเทฟล่อนสีดำมันวาวใบย่อมรวมอยู่ด้วย 

 

ว้าวดีจังเลย แม่กำลังอยากได้กระทะแบบนี้อยู่พอดีคุณแม่ชอบของขวัญชิ้นนี้มาก แต่ก็ยังไม่ยอมใช้ กับข้าวมื้อแรกในบ้านนี้ จึงยังคงปรุงในกระทะใบเก่า

ไม่ใช้กระทะใหม่หรอ ไหนว่าชอบไงคุณพ่อแซวคุณแม่

เก็บไว้ก่อนก็แล้วกันเสียดายของดีๆคุณแม่ตอบเขินๆ  

 

แล้วทุกๆ วันคุณแม่ก็ยังคงทำอาหารด้วยกระทะใบเดิม โดยไม่รู้ว่า เจ้ากระทะเทฟล่อนจับตาดูการทำอาหารของคุณแม่อยู่ 

ทุกครั้งที่คุณแม่เปิดเตาแก๊สดังแกร๊ก ไฟลุกพรึ่บ เจ้ากระทะเทฟล่อนจะหลับตาปี๋ด้วยความกลัว แต่ก็อีกนั่นแหละ ความอยากรู้อยากเห็นทำให้มันค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาดูว่า กระทะใบเก่าเป็นอย่างไร มันเห็นควันลอยกรุ่นอยู่เหนือกระทะใบเก่า นั่นทำให้มันยิ่งหวาดกลัว

 

วันหนึ่งคุณพ่อเข้าครัวโชว์ฝีมือการผัดผักบุ้งไฟแดง เจ้ากระทะเทฟล่อนเห็นภาพไฟลุกโชน เสียงฉ่าๆ บนกระทะใบเก่า มันตกใจมาก และบอกกับตัวเองว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมันจะไม่ยอมให้ใครเอามันไปวางบนเตาเด็ดขาด 

แต่ในวันนั้นเอง ที่คุณแม่สอนให้กระปุกทำกับข้าวเป็นครั้งแรก คุณแม่หยิบเจ้ากระทะเทฟล่อนออกมาจากชั้นวาง กระปุกลูบคลำกระทะอย่างตื่นเต้น 

เริ่มจากของที่ทำง่ายที่สุดก็แล้วกันคุณแม่บอกกระปุก พร้อมทั้งหยิบไข่มา ฟอง 

ตอกไข่ลงไปแบบนี้คุณแม่ตอกไข่ฟองแรกลงในชาม แล้วให้กระปุกทำตาม ไข่ทั้ง ฟองอยู่ในชามเรียบร้อยคุณแม่ใช้ส้อมตีไข่ และให้กระปุกเหยาะน้ำปลาลงในไข่ เมื่อไข่เหลืองขึ้นฟูดีแล้วคุณแม่จึงบอกให้กระปุกนำเจ้ากระทะเทฟล่อนวางลงบนเตา

เจ้ากระทะเทฟล่อนพยายามขัดขืนไม่ยอมให้เด็กหญิงยกมันขึ้น 

 

ฮ่าฮ่า แค่ยกกระทะยังไม่ขึ้นเลย จะได้กินไข่เจียวฝีมือกระปุกมั้ยเนี่ยคุณพ่อหัวเราะเมื่อเห็นว่ากระปุกยกกระทะไม่ขึ้น 

มันหนักนี่คะกระปุกทำหน้านิ่วหนูไม่นึกเลยว่ากระทะมันจะหนักขนาดนี้

ไม่หนักหรอกมานี่พ่อทำให้ดูว่าแล้วคุณพ่อก็เข้ามาหยิบกระทะ เจ้ากระทะเทฟล่อนพยายามขืนตัวไว้แต่สู้แรงของคุณพ่อไม่ได้ มันจึงถูกนำไปวางบนเตา

เปิดเตาแก๊สแบบนี้นะคุณพ่อเปิดเตาไฟลุกพรึ่บ เจ้ากระทะเทฟล่อนตัวสั่นด้วยความกลัว 

รอให้กระทะร้อนค่อยเทไข่ใส่ลงไป” 

ได้ยินคำว่าร้อนเจ้ากระทะเทฟล่อนยิ่งตัวสั่น แต่ยังไม่มีใครสังเกตเห็น นอกจากกระทะใบเก่า  

เอาล่ะ เทไข่ลงไปได้ จับด้ามกระทะไว้ รอสักพักแล้วค่อยๆ ใช้ตะหลิวพลิกไข่กลับด้าน”  คุณแม่บอก เด็กหญิงกระปุกทำตาม แต่เจ้ากระทะเทฟล่อนไม่ยอมอยู่นิ่งๆ มันดิ้นไปมา

 

จับกระทะแน่นๆ ลูก ไม่ต้องกลัวร้อน ดูสิมือสั่นแบบนี้เดี๋ยวกระทะก็คว่ำพอดีคุณแม่คิดว่าที่กระทะส่ายไปมาเพราะกระปุกมือสั่น 

หนูจับแน่นแล้วนะคะ แต่กระทะมันไม่ยอมอยู่เฉยๆเด็กหญิงบอกคุณแม่

กระทะมันจะขยับเองได้ยังไงถ้าหนูไม่ได้เป็นคนทำให้มันส่ายคุณแม่บอกพร้อมจับมือของกระปุกไว้

 

เลิกทำตัวสั่นไปมาซะทีเสียงหนึ่งดังขึ้น เป็นเสียงที่ทั้งคุณพ่อ คุณแม่และกระปุกไม่ได้ยิน เจ้ากระทะเทฟล่อน หันไปมองที่มาของเสียง กระทะใบเก่านั่นเองที่ส่งเสียงดุ 

ทำตัวให้สมเป็นกระทะหน่อย อยู่นิ่งๆ เดี๋ยวนี้เลยนะ” 

แต่ผมกลัวไฟ ร้อนๆ ช่วยด้วย ตัวผมจะไหม้อยู่แล้วเจ้ากระทะเทฟล่อนร้องขอความช่วยเหลือ

มีตรงไหนของนายที่ไหม้อยู่หรือ เอะอะโวยวายไม่เข้าเรื่องกระทะใบเก่าพูดอย่างรำคาญ

ก็ตรงที่โดนไฟร้อนๆ ก้นผมไหม้ไปหมดแล้ว อ๊ากกกกกกกกระทะเทฟล่อนร้องเสียงดังกว่าเดิม 

กระทะใบเก่าส่ายหัวเลิกร้องได้แล้ว เขาปิดเตาไปแล้ว ไข่เจียวสุกเรียบร้อย ตัวนายไม่ได้เป็นอะไรที่ตรงไหนสักนิด” 

กระทะเทฟล่อนค่อยๆ ลืมตาขึ้นสำรวจตัวเอง มันไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ ด้วย 

แปลกแฮะมันแปลกใจมากที่ไม่ได้รับอันตรายจากไฟสักนิด ตัวมันไม่ได้ถูกไฟไหม้จนเสียหาย ความร้อนไม่ได้ทำให้ผิวของมันระคายเคือง

แปลกตรงไหนกันหือ กระทะใบเก่าถาม

ทำไมไม่เจ็บเลยสักนิด ไฟร้อนขนาดนั้น ผมคิดว่าต้องตายแน่ๆ กระทะเทฟล่อนดีใจที่มันรอดชีวิตมาได้

ไม่มีใครบอกนายหรือไง ว่ากระทะน่ะไม่ได้รับอันตรายจากไฟง่ายๆ หรอก เราเกิดมาเพื่อถูกใช้คู่กับไฟน่ะ กระทะใบเก่าบอก

ผมไม่รู้นี่ฮะ  กระทะเทฟล่อนยิ้มอายๆ 

ดูโน่นสิ ไข่เจียวที่ทอดในตัวนายทำให้พวกเขามีความสุขกัน เห็นมั้ย แล้วทีนี้นายยังจะกลัวอีกมั้ย กระทะใบเก่าชี้ให้กระทะเทฟล่อนดูภาพครอบครัวพ่อแม่ลูกตักไข่เจียวกินอย่างเอร็ดอร่อย

คราวหน้ารับรองว่าผมไม่แหกปากร้องให้เสียชื่อกระทะแล้วล่ะฮะ อาหารที่ทำขึ้นในตัวผม จะต้องอร่อย และทำให้คนที่ปรุงและกินมีความสุข กระทะเทฟล่อนกล่าวอย่างมุ่งมั่น

ยินดีด้วย ในที่สุดนายเป็นกระทะเต็มตัวซะทีกระทะใบเก่าและเครื่องครัวต่างๆ ส่งยิ้มให้กระทะเทฟล่อน 

 

๑๖ มีนาคม ๒๕๕๑