จุ๊ๆ อย่าส่งเสียงดัง

พฤศจิกายน 27, 2007

…บ่อยครั้งที่รำคาญเสียงคนคุยโทรศัพท์ดังๆ บนรถเมล์
…และบ่อยครั้งที่เป็นฝ่ายก่อความรำคาญให้ผู้อื่นซะเอง
แต่….สารภาพว่า
…ไม่เคยสักครั้งที่จะนึกถึงความรู้สึกของคนที่นั่งจับพวงมาลัยอยู่ จนเมื่อเช้านี้แหละ

bequiet.jpg

พอได้ที่นั่ง สายตาก็ปะทะกับข้อความบนกระดาษแผ่นเท่าฝ่ามือที่ติดอยู่บนกระจกข้างๆ ที่นั่งด้านหลังคนขับเข้าอย่างจัง

อ่านจบรู้สึกผิดอย่างแรง…

เพราะเคยคิดว่าที่นั่งตรงนี้เหมาะกับการคุยโทรศัพท์มากที่สุด
ก็มันเป็นเก้าอี้เดี่ยว ไม่มีคนนั่งข้างๆ ให้ต้องเกรงใจนิ
…ลืมไปว่าคนขับต้องใช้สมาธิ และคงเครียดกับการจราจรมากกว่าคนนั่ง

เอาล่ะต่อไปนี้จะเปลี่ยนความคิดใหม่
ไม่คุยตรงนี้ก็ได้
…แต่ขอใช้โทรศัพท์ถ่ายรูปเก็บไว้อย่างเงียบๆ (ไม่เปิดเสียงชัตเตอร์ด้วยเอ้า…)
ไม่โกรธกันนะ

27 พฤศจิกายน 2550


บนรถเมล์ (7) : ผ่านตา ทว่า…ไม่เห็น

สิงหาคม 7, 2007

แค่ฝนหยดแหมะๆ รถก็ติดได้ทันตา
ก่อนหน้านี้ไม่กี่นาทีรถรายังคงเคลื่อนผ่านหน้าไปเรื่อยๆ แม้ไม่เร็วแต่ก็ยังดี…เรียกว่าดีแล้วสำหรับเวลาเกือบทุ่มของวันศุกร์เช่นนี้
แต่พอฝนเริ่มตกเท่านั้นแหละรถที่เคลื่อนอยู่เมื่อครู่หยุดชะงักทันใด

40 นาที คือเวลาที่ฉันยืนหลบฝนรอรถอยู่ที่บันไดสถานีรถไฟฟ้า รถเมล์สายที่ต้องการคันแรกเคลื่อนเข้าป้าย ฉันสองจิตสองใจ จะขึ้นดีมั้ย ถ้าไม่ไปจะรออีกนานแค่ไหน นั่นคาดเดาไม่ได้เลย กวาดตามอง ไม่แน่นเท่าไหร่ เอาล่ะไปก็ไป

ที่หมายของฉันอยู่เกือบสุดสาย ฉันจึงยึดฐานที่มั่นด้านท้ายรถเพื่อจะได้ไม่ต้องคอยหลบคนขึ้น-ลง

เรื่องที่นั่ง-ที่ยืนบนรถเมล์นี้ ถ้าเป็นตอนเช้า ที่นั่งที่มีเด็กนักเรียนนั่ง จะมีคนไปรุมจับจองที่ยืนบริเวณนั้นมากเป็นพิเศษ เพื่อว่าทันที่ที่เด็กลุกลงจากรถ เขาหรือเธอที่ยืนใกล้ที่สุดจะได้ครอบครองที่นั่งต่อได้ทันท่วงที
พฤติกรรมคนขึ้นรถเมล์เป็นเช่นนี้ !

ยืนไปได้ระยะหนึ่งฉันก็เริ่มรู้สึกว่าคนที่ยืนด้านหลังช่างอยู่ไม่สุขเอาซะเลย ก้มๆ เงยๆ เหลียวซ้ายแลขวาอยู่นั่น ทำให้ฉันนึกถึงคนที่ได้ที่นั่งบนรถเมล์ประเภทหนึ่ง นั่นคือพวกที่ชอบให้ความหวังกับคนยืนใกล้ๆ พวกนี้จะทำท่าเหมือนจะลงแทบทุกป้าย
ใช่, เหลียวซ้ายแลขวาตลอดเวลาอย่างคนที่ยืนด้านหลังฉันตอนนี้นั่นแหละ

ฉันหันหลังไปมองจึงพบว่าคนที่ยืนเกาะราวรถด้านหลังฉันเป็นชายชรา อายุเท่าไหร่นั้นยากจะบอก แต่ที่แน่ๆ แก่กว่าแม่ฉันแน่นอน
แน่ล่ะ ฝนตกรถติดขนาดนี้ จะถึงที่หมายเมื่อไหร่ไม่รู้ ไม่เป็นลมล้มตึงตรงหน้าก็ยากที่จะมีใครเสียสละที่นั่งให้ แม้คนที่ยืนตรงหน้าจะชราราวปู่ตา หรือท้องแก่ใกล้คลอดก็ตาม

หลายปีก่อนฉันมีเกณฑ์ในการลุกให้คนแก่นั่งโดยดูว่า ถ้าเขาหรือเธอคนนั้นมีอายุรุ่นราวคราวแม่ฉันล่ะก็ฉันจะลุกให้ แต่ตอนนี้รุ่นน้องๆ แม่ก็ถือว่าผ่านเกณฑ์แล้วล่ะ ทำไมน่ะหรือ ก็เริ่มหาคนวัยแม่ฉันขึ้นรถเมล์ไม่ได้แล้วน่ะสิ เอ๊ย..ไม่ๆๆ เหตุผลที่ฉันยินดีสละที่นั่งให้นั้นเพราะฉันคงทนไม่ได้หรอกถ้าภาพคนที่ยืนโหนรถอยู่นั้นเป็นแม่ฉันเอง…คุณลุงคนนี้ดูจะแก่กว่าแม่ฉันหลายปี

เห็นใจแต่ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ปลงอนิจจัง แล้วตั้งหน้าตั้งตาฟัง MP3 ที่เสียบอยู่คาหู

นาน…กว่ารถจะเคลื่อนผ่านสะพานสาทร
คุณลุงสะกิดถามฉันว่าถึงไหนแล้ว
ผ่านไปไม่กี่ป้ายคุณลุงถามฉันอีก ฉันถามคุณลุงว่าจะลงป้ายไหน
“ดาวคะนอง”
นั่นคือที่หมายของคุณลุง
“เดี๋ยวถึงแล้วหนูบอกนะคะ”

ตลาดสำเหร่
คุณลุงทำท่าจะลง ฉันรีบห้าม “ยังไม่ถึงค่ะ อีกหลายป้าย”
ท่าทางคุณลุงดูเป็นกังวลคล้ายกลัวจะพลาดเป้าหมาย
“จะไปต่อรถหรือเปล่าคะ?” ฉันเป็นฝ่ายถามบ้าง
“เปล่าๆ ผมจะลงตรงนั้นแหละ” ความกังวลยังฉายอยู่ในแววตา คุณลุงถามฉันอีกว่า
“แล้วตรงนี้นี่มันถนนอะไร?”

ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมาจนกับคำถามง่ายๆ แบบนี้
ถนนอะไร ถนนอะไร ฉันพยายามนึก
ตากสิน กรุงธน สุขสวัสดิ์ ไม่ใช่สุขสวัสดิ์…แล้วนี่มันถนนตากสินหรือกรุงธนล่ะ
ฉันจำเส้นทางได้ชนิดป้ายต่อป้ายแต่กลับจำไม่ได้ว่าที่ที่ยืนอยู่ตรงนี้ชื่อถนนอะไร
ฉันเลี่ยง ตอบไม่ตรงคำถาม
“อีก 3 ป้ายก็ถึงแล้วล่ะค่ะ”
“อ้อๆ แต่ผมอยากรู้ว่าตรงนี้ถนนอะไรน่ะ”
“เดี๋ยวหนูบอกคุณลุงลงถูกป้ายแน่ๆ” ฉันยิ้มให้คุณลุง เลี่ยงที่จะตอบ กลบเกลื่อนความไม่รู้ของคนเอง

และแล้วก็ถึงจุดหมายปลายทางของคุณลุง ทิ้งคำถามที่ว่า นี่ถนนอะไรให้ฉันคิด
ถนนอะไร ถนนอะไร
เกิดอะไรขึ้นกับความจำของฉัน หรือนั่นคือความไม่ใส่ใจ
เพราะนอกจากจะตอบไม่ได้ว่าที่ตรงนี้อยู่บนถนนสายอะไร เมื่อฉันถามตัวเองว่า ซอยที่ฉันเดินเข้าออกตลอด 4 ปีของการเรียนในมหาวิทยาลัย คือเพชรบุรีซอยที่เท่าไหร่ ฉันตอบไม่ได้
เอาใหม่ นั่นอาจจะนานไป ซอยทางลัดที่เดินไปที่ทำงานเก่าล่ะ สีลมซอยที่เท่าไหร่
“……..” ไม่มีตัวเลขใดผุดขึ้นมา

และแล้วก็ถึงจุดหมายปลายทางของฉัน
ฉันตัดสินใจทำ สิ่งที่ไม่เคยทำ นั่นคือ เงยหน้าขึ้นไปมองป้ายหน้าปากซอยบ้านตัวเอง

พระรามที่ ๒ ซอย 43

ข้อความสั้นๆ นั้นทำฉันงง
ใช่แล้ว เลขถนน เลขซอย ถูกต้องตามบัตรประชาชนของฉันเลยล่ะ แต่ตรงส่วนของถนนเป็นเลขไทย เลขซอยเป็นเลข อารบิค

ตัวเลข 2 สัญชาติบนแผ่นป้ายเดียวกัน !!!
ทำไม ทำไมถึงเป็นแบบนั้น
แล้วทำไมฉันเพิ่งรู้ ในเมื่อมันเป็นแบบนั้นมานานแล้ว

7 สิงหาคม 2550


บนรถเมล์ (6) : 1 เดือน มี 34 วัน

กรกฎาคม 7, 2007

เปล่า, ไม่ใช่โปรโมชั่นเติมเงินโทรศัพท์มือถือ

เรื่องของเรื่องมันเริ่มจากการที่ฉันต้องย้ายตัวเองเข้าไปทำงานในสถานที่ใหม่…ในองค์กรเดิม

เมื่อเปลี่ยนสถานที่ทำงาน ใครๆ ก็ถามว่า  “เปลี่ยนงานหรือ?”
ฉันต้องคอยตอบว่า “ไม่”
งานเดิม ตำแหน่งเดิม เพื่อนร่วมงานเดิม หัวหน้าเดิม และเจ้าของบริษัทคนเดิม

ทำไมต้องตบท้ายว่าเจ้าของบริษัทคนเดิม ?

เพราะการย้ายสถานที่ทำงานในความเคยชินของมนุษย์เงินเดือน มักเป็นการย้ายตัวเองออกไปอยู่ในที่ใหม่ สภาพแวดล้อมใหม่ๆ ตำแหน่งงานใหม่ ทุกอย่างใหม่ พอบอกว่าทุกอย่างเดิมๆ คำถามที่ตามมาก็เลยกลายเป็นว่า เปลี่ยนเจ้าของแหงๆ

ก็แค่ย้ายไปอยู่ตึกใหม่

เข้าเรื่องดีกว่าว่าฉันได้โปรโมชั่นวันพิเศษมาจากไหนถึงเดือนละ 4 วัน

พุธ 4 กรกฎาคม 2550 ฉันขึ้นหัว MSN ว่า

‘จะเอาเวลาวันละ 5 ชั่วโมงบนรถไปทำอะไรดี’

ความหงุดหงิดและเสียดายเวลาเกิดขึ้นเมื่อฉันพบว่าการเดินทางไป-กลับในช่วงเวลาที่ต้องรีบนั้นใช้เวลานานเกินจำเป็น
หากเป็นช่วงกลางวันการเดินทางจากบ้านไปที่ทำงานใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงครึ่ง (ฉันใช้คำว่า ‘เพียง’ แต่หลายๆ คนยังบอกว่า ‘ตั้ง’) ทว่าในความเป็นจริงฉันกลับต้องใช้เวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง
บ้านอยู่พระราม 2 ทำงานพระราม 5
ไป-กลับ รวม 5 ชั่วโมง !!!

เสียดายเวลาที่ต้องสูญไปอย่างไร้ค่า โมโห หงุดหงิดว่าคนอีกเป็นล้านๆ ต้องเสียเวลาไปเปล่าๆ บนท้องถนนเท่าไหร่กัน แทนที่จะเอาเวลาเหล่านั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ พานคิดไปถึงว่าการเสียเวลาแบบนี้แหละที่เป็นส่วนหนึ่งให้บ้านเมืองเราไม่ไปถึงไหน

เพื่อนผู้หวังดีที่ตอบกลับมาใน MSN ส่วนใหญ่จะแนะนำให้….

‘ย้ายไปอยู่หอ’
เรื่องย้ายที่อยู่ให้ใกล้ที่ทำงานดูจะเป็นทางออกแรก การย้ายไปอยู่หอที่ใกล้ที่ทำงานมีข้อดีคือ ช่วยให้ฉันไม่ต้องตื่นเช้าและไม่ต้องเสียค่ารถ แต่ก็ต้องจ่ายค่าที่พัก ค่าน้ำ ค่าไฟ 2 ต่อ คือที่บ้านและที่หอ ถึงไม่อยู่บ้านก็ต้องจ่ายค่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟนี่ คำนวณดูแล้วสบายกายแต่อาจอดตายภายหลัง ฉันเลยต้องปฏิเสธคำแนะนำนี้

‘เปลี่ยนงานใหม่’
คำแนะนำต่อมา…เมื่อย้ายที่อยู่ไม่ได้ก็ย้ายที่ทำงานซะ
จะบ้าเรอะงานสมัยนี้หาได้ง่ายๆ ที่ไหน

คำแนะนำอื่นหลั่งไหลมาเรื่อยๆ
กินอาหารเช้า-เย็นบนรถ, นั่งหลับ, ฟัง MP3, เปิดฟังรายการวิทยุภาคภาษาอังกฤษ. คุยโทรศัพท์, โหลดเกมมาเล่น, โทรฯโหวตให้กระเป๋า+คนขับ, นั่งนับป้ายรถเมล์ เสาไฟ ต้นไม้ นับไปเรื่อยๆ และกระทั่งบอกให้นั่งทำสมาธิ ทำวัตรเช้า-เย็น !!!

5 ชั่วโมงที่สูญเสีย กลายเป็น 5 ชั่วโมงที่ได้มาเมื่อฉันปิ๊งไอเดียว่า
งั้นใช้เวลาคิดงานที่อยากเขียนบนรถมันซะเลย มีเวลาถึงวันละ 5 ชั่วโมงเชียวนะ

ได้เวลาเพิ่มมาฟรีๆ วันละ 5 ชั่วโมง
สัปดาห์นึงทำงาน 5 วัน เท่ากับได้เวลาเพิ่มมา 25 ชั่วโมง (คิดเป็น 1 วันก็แล้วกัน)
เดือนนึง 4 สัปดาห์ เท่ากับว่าฉันได้เวลาเพิ่มมา 4 วัน

ต่อไปนี้ 1 เดือนของฉันจะมี 34 วัน !!!

นี่หรือเปล่าที่เขาว่าคิดบวกก็ได้บวก คิดลบก็มีแต่จะติดลบ
ไม่, ฉันไม่ได้คิดบวกเพื่อความเท่ ดูดีอะไรหรอก ก็แค่ทนไม่ได้ที่ต้องทิ้งเวลาให้สูญเปล่า แค่ไม่อยากมาตั้งคำถามว่า ทำไมต้องมาทนนั่งอยู่บนรถนานๆ แทนที่จะได้เอาเวลาไปทำอย่างอื่น ซึ่งเอาเข้าจริงอย่างอื่นที่ว่านั่นมักเป็นการไปเดินห้างดูโน่นนี่ หาของกิน ห่างไกลจากการใช้เวลาให้เป็นประโยชน์หลายขุม

มันอาจจะยากกับการรวบรวมสมาธิคิดปะติปะต่อเรื่องราวในหัว แล้วเอามาเขียนขึ้นภายหลัง
แต่อย่างน้อยเรื่องราวที่คุณอ่านอยู่ตอนนี้ก็เป็นงานแรกที่ฉันใช้เวลาขณะเดินทางกลับบ้านในเย็นวันนั้นร่างขึ้นมา
 
มันต้องมีเรื่องต่อๆ ไป 
ฉันบอกตัวเอง

7 กรกฎาคม 2550