มือใหม่ : หายป่วย…ด้วยมือแม่

มกราคม 8, 2010

ช่วงต้นปีอากาศดีๆ แบบนี้ ‘ไข้หวัด’ มักมาเยี่ยมเยือนเด็กๆ อยู่เสมอ ทารกตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 3 ขวบจะเป็นไข้ได้ง่าย เนื่องจากกลไกควบคุมอุณหภูมิร่างกายของเขายังทำงานได้ไม่ดีพอ การเป็นไข้ในเด็กเล็กๆ มักเกิดจากปฏิกิริยาโต้ตอบ ที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อต่อต้านเชื้อไวรัส และแบคทีเรีย ซึ่งกว่า 95 เปอร์เซ็นต์จะหายได้เองโดยไม่ต้องพึ่งยา แต่สำหรับเด็กเล็กๆ หากมีไข้สูงนานกว่า 24 ชั่วโมง หรือมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ต้องรีบพาไปพบคุณหมอทันทีค่ะ

แม่จ๋า…หนูไม่สบายตัว
นอกจากอาการไข้ตัวร้อน ที่บ่งบอกว่าลูกไม่สบายแล้ว คุณแม่ต้องสังเกตอาการอย่างอื่นที่บ่งชี้ว่า ลูกกำลังป่วยร่วมด้วย เพราะบางครั้งเด็กไม่สบายก็ไม่ได้มีอาการตัวร้อนก่อน  ถ้าลูกไม่ร่าเริง ง่วงซึมตลอดเวลา ไม่ยอมดูดนมตามปกติ ปฏิเสธอาหารเสริมที่เคยชอบ โยเย ร้องกวนมาก หรือร้องเสียงสูงๆ แสดงอาการหงุดหงิด โมโห กระสับกระส่าย ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติที่ทำให้ไม่สบายตัวแล้วล่ะค่ะ

คุณหมอประจำบ้าน
การพาลูกไปพบแพทย์เมื่อลูกไม่สบายเป็นเรื่องจำเป็น แต่ถึงลูกจะได้พบแพทย์แล้ว ได้ยามาทานแล้ว แต่การดูแลเขายังคงเป็นหน้าที่ของคุณแม่อยู่ดี ยิ่งในเด็กเล็กๆ แม้เพียงไข้หวัดก็อาจทำให้เขาไม่สบายตัวได้ถึง 2 สัปดาห์เลยทีเดียว
ระหว่างนี้คุณแม่ต้องคอยป้อนยาให้เขาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ถ้าลูกป่วยเนื่องจากหวัด เวลานอนก็ควรจัดให้ลูกหนุนหมอนให้ศีรษะอยู่สูงกว่าตัวเล็กน้อย เพื่อให้เขาหายใจได้สะดวกขึ้น และหมั่นเช็ดตัวเพื่อช่วยลดอุณหภูมิร่างกายให้เขาด้วยค่ะ
และสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากในการดูแลลูกยามเจ็บป่วย ซึ่งคุณหมอที่โรงพยาบาลช่วยไม่ได้ ก็คือการสร้างความอุ่นใจให้ลูก คุณแม่คงเป็นคนพิเศษคนเดียวที่จะทำหน้าที่นี้ได้

หายป่วย…ด้วยมือแม่
ยามลูกไม่สบายเขาต้องการความอบอุ่นจากคุณแม่มากเป็นพิเศษ การสัมผัสอย่างอ่อนละมุนของแม่ อย่างการอุ้มพร้อมโยกตัวเบาๆ หรือแม้เพียงการวางมือลงบนตัวลูกแล้วลูบไล้ ก็ช่วยให้ลูกรู้สึกสบายตัวขึ้นได้
นอกจากนี้ระหว่างที่ลูกป่วย คุณแม่ควรพูดคุยกับลูกให้บ่อยขึ้น ไม่ต้องห่วงว่าลูกจะไม่เข้าใจที่คุณพูด เพราะทารกสามารถจดจำเสียงของแม่ได้ตั้งแต่เขายังอยู่ในท้องแล้ว เสียงของคุณจึงเป็นเสียงแห่งความคุ้นเคยที่สร้างความสบายใจให้ลูกได้เป็นอย่างดี การพูดคุยกับลูก แม้เขาจะยังไม่สามารถเข้าใจหรือคุยบอกเล่าความไม่สบายกายของเขาออกมาให้คุณรับรู้ได้ แต่เชื่อเถอะว่า เขาจะมีความสุข และรู้สึกผ่อนคลายความเครียดจากการเจ็บป่วยลงได้
สำหรับลูกเล็กๆ ที่เจ็บป่วย ความอบอุ่นและการดูแลอย่างใกล้ชิดของแม่ นับเป็นยาอีกขนานหนึ่งที่จะช่วยให้เขาหายป่วยได้เร็วขึ้นค่ะ
————–

บรรยายภาพ
ล้อมกรอบ 1
การวัดไข้เด็ก
ภาพ 01     กรณีใช้แถบวัดไข้เด็ก ควรทำความสะอาดหน้าผากลูกด้วยการใช้ผ้าขนหนูเช็ดเบาๆ ก่อน
ภาพ 02     จากนั้นติดแถบวัดไข้เด็กบริเวณกลางหน้าผากลูกโดยใช้นิ้วกดที่ปลายทั้งสองด้านไว้ รอประมาณ 30 วินาที แล้วดูว่าแถบสีเขียวขึ้นที่ตัวเลขใด
ภาพ 03     อีกวิธีหนึ่งที่สะดวกคือการใช้ปรอทวัดไข้แบบดิจิตอล ซึ่งวัดได้รวดเร็วอ่านค่าได้ง่าย
ภาพ 04     กรณีวัดไข้ทางรักแร้ ให้สอดปรอทวัดไข้ไว้ที่รักแร้ของลูก แล้วจับที่ข้อศอกเขาไว้ให้แขนแนบชิดกับลำตัว รอจนมีเสียงปิ๊บเตือนจึงอ่านค่า
________________________
ล้อมกรอบ 2
การป้อนยาด้วยกระบอกฉีดยาพลาสติก (Syringe)
ภาพ 05     กระบอกฉีดยาพลาสติกมีหลายขนาด ตั้งแต่ 1, 3, 5  ไปจนถึง 10 ซีซี
ภาพ 06     ข้อดีของการใช้กระบอกฉีกยาคือ มีขีดบอกปริมาตรที่ละเอียดแม่นยำ ทำให้สามารถดูดยาได้ตรงตามปริมาณที่ต้องการ
ภาพ    07     วิธีการอุ้มเด็กไว้ในวงแขน ค่อยๆ ฉีดยาในหลอดเข้าบริเวณกระพุ้งแก้มด้านใดด้านหนึ่งของลูก ไม่ควรฉีดเข้าตรงกลางปากเพราะลูกจะสำลักยาได้ง่าย ควรป้อนช้าๆรอจนกว่าลูกจะกลืนยาหมด
________________________
ล้อมกรอบ 3
ดื่มยาจากถ้วย
ภาพ 08     ยาน้ำสำหรับเด็กมักมีถ้วยตวงยามาให้ในกล่องยา โดยอาจมีขีดบอกปริมาตรเทียบเป็นช้อนชา เช่น  1/4, 1/2, 3/4 ช้อนชา หรือบางยี่ห้อก็ระบุเป็นซีซี ก่อนให้เด็กดื่มควรตรวจสอบปริมาตรยาให้พอดีกับที่ฉลากยาระบุไว้
ภาพ 09     ยาบางชนิดมีรสชาติขมเฝื่อน ถ้าขมมากคุณแม่สามารถเติมน้ำสะอาด หรือน้ำหวานลงไปเพื่อให้มีรสชาติอ่อนลงเด็กจะรับประทานได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ควรผสมยากับนม
ภาพ 10     การประคองลูกอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เขายอมดื่มยาได้ง่ายขึ้น
________________________
ล้อมกรอบ 4
การใช้หลอดหยดยา
ภาพ 11     การป้อนยาลูกด้วยหลอดหยดยา ต้องบีบที่หัวยางด้านบนของหลอดหยดยาเพื่อไล่อากาศออกก่อน จุ่มหลอดหยดลงในยา ค่อยๆ ปล่อยให้ยาถูกดูดขึ้นมาจนได้ปริมาตรที่กำหนด ถ้าเกินให้บีบออก
ภาพ 12     ข้อควรระวังในการใช้หลอดหยดยาคือ เวลาดูดยาต้องไม่ให้มีฟองอากาศเข้าไปในหลอดหยด เพราะจะทำให้ปริมาณยาที่ดูดเข้าไปไม่ตรงตามความต้องการ
ภาพ 13     ใช้วิธีเดียวกับการป้อนยาด้วยกระบอกฉีดยาคือ อุ้มลูกไว้ในวงแขน ค่อยๆ หยดยาในหลอดเข้าบริเวณกระพุ้งแก้มด้านใดด้านหนึ่งของลูกช้าๆ
________________________
ล้อมกรอบ 5
ช้อนป้อนยา
ภาพ 14     ช้อนป้อนยามักมาในกล่องยา ทำให้มีรูปร่าง สีสัน และขีดบอกปริมาตรแตกต่างกันออกไป จึงควรอ่านฉลากยาและสังเกตขีดที่ช้อนก่อนทุกครั้ง
ภาพ 15 หรือ 16     เด็กที่เคยรับประทานยาที่มีรสชาติหวานดื่มง่ายอาจยอมรับประทานยาจากช้อนแต่โดยดี แต่ถ้าเขาไม่ยอมคุณแม่อาจรินยาใส่ช้อนแล้วใช้กระบอกฉีดยาพลาสติกดูดยาป้อนให้ลูก หรือจะเทียบปริมาตร ดังนี้
1/4 ช้อนชา = 1.25 ซีซี
1/3  ช้อนชา = 1.70 ซีซี
1/2  ช้อนชา = 2.50 ซีซี
3/4 ช้อนชา = 3.75 ซีซี
1 ช้อนชา = 5 ซีซี

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร M&C แม่และเด็ก
ปีที่ 33 ฉบับที่ 455 มกราคม  2553


step for baby : เรียนรู้…ด้วยมือน้อยๆ

มกราคม 8, 2010

เด็กวัย 7 – 12 เดือน ค้นพบแล้วว่าสองมือน้อยๆ ของเขานั้นเป็นเครื่องมือสารพัดประโยชน์ในการไขว่คว้าและสำรวจที่สุดวิเศษ เขาจึงสนุกกับการใช้มือมากเป็นพิเศษ ทั้งตบพื้น ตีโต๊ะ หรือแม้กระทั่งพยายามหยิบตัวการ์ตูนออกมาจากหนังสือนิทาน
นี่จึงเป็นโอกาสดีๆ ที่เราจะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้ สิ่งต่างๆ รอบตัวผ่านการใช้มือ ซึ่งจะนำไปสูพัฒนาการการเรียนรู้ด้านอื่นๆ ต่อไป
พัฒนาการของลูกวัยนี้ ก้าวหน้ากว่าตอนช่วง 4-6 เดือนแรกของชีวิตมาก จากที่เคยทำได้เพียงพลิกคว่ำพลิกหงายและเล่นกับมือตัวเอง แล้วค่อยๆ ใช้ข้อมือยันตัวขึ้นสู่ท่านั่งได้ชั่วครู่ จนกระทั่งอายุครบ 8 เดือน เขาจึงนั่งได้อย่างมั่นคง และหากคุณแม่ลองจับเขายืน เขาจะเริ่มลงน้ำหนักที่เท้าแล้วซอยเท้าเล่นอย่างสนุกสนาน
และหลังจากนั้นเขาก็จะพาตัวเองไปทุกที่ได้ตามใจต้องการแล้วล่ะ

เสียหลักล้มตึง…เรื่องธรรมดา
แม้ช่วงนี้เจ้าตัวเล็กจะใช้มือหยิบของเก่งแล้ว แต่ลักษณะการ ‘หยิบ’ ของของเขาจะเป็นแบบการใช้ฝ่ามือตะปบ แล้วหยิบขึ้นมาเพราะเขายังใช้ปลายนิ้วได้ไม่คล่องนั่นเอง ถ้าได้ของถูกใจแล้วล่ะก็ เขาจะถือไว้นาน แถมยังเปลี่ยนมือที่ถือได้อย่างคล่องแคล่วเชียวค่ะ
แต่เขายังกะระยะในการตะปบได้ไม่เก่ง แถมยังใจร้อน จึงมักเสียหลักหน้าทิ่มหรือหงายหลังลงพื้นอยู่บ่อยๆ ดังนั้น คุณแม่ควรหาผ้านุ่มๆ มาปูไว้บริเวณที่ลูกนั่งเล่นด้วยนะคะ ให้เวลาเขาสักนิด ปล่อยให้เขาคว้าลิ่งของต่างๆ มาเล่นบ่อยๆ ถือ เป็นการช่วยให้เขาฝึกสายตาให้ประสานกับมือได้ดีขึ้นค่ะ

รู้มั้ย…หนูชอบของที่อยู่ใกล้ๆ
หลังจากวัย 7 เดือน ลูกจะสามารถแปลภาพลักษณะคร่าวๆ ของวัตถุที่เห็นได้เพียง 3 อย่าง คือ ทรงกลม สามเหลี่ยม และสี่เหลี่ยม นั่นเป็นเหตุผลให้เด็กๆ โปรดปรานของเล่นอย่างลูกบอลและบล็อกไม้สีสันสดใสเป็นพิเศษ
แต่ถ้าให้เขาเลือกหยิบสิ่งของที่มีรูปทรงเดียวกัน ไม่ว่าจะลูกบอลหรือบล็อกไม้ที่มีขนาดและระยะทางที่วางต่างกัน เขาจะเลือกของชิ้นเล็กที่อยู่ใกล้ มากกว่าของชิ้นใหญ่ที่อยู่ไกลออกไป ก็แหมของที่อยู่ในระยะตะปบเนี่ยมันคว้าง่ายกว่านี่คะ

ยิ่งใช้มือเก่งยิ่งต้องระวัง
หากคุณแม่ฝึกให้เขาใช้มือบ่อยๆ พออายุ 8-9 เดือน เขาจะใช้มือได้คล่องขึ้น และสามารถใช้สายตากะระยะสิ่งของได้อย่างแม่นยำ และจะเริ่มใช้หัวแม่มือและนิ้วชี้หยิบของเล็กๆ ขึ้นมาแทนการใช้ฝ่ามือตะปบแบบเดิม
ไม่น่าเชื่อใช่มั้ยคะว่าเวลาแค่เดือนสองเดือนเด็กๆจะมีพ้ฒนาการได้ดีขนาดนี้  พอถึงตอนนี้คุณแม่คงต้องจัดการบ้านให้สะอาดเรียบร้อยที่สุดด้วยนะคะ เพราะนอกจากเขาสามารถมองเห็นวัตถุชิ้นเล็กๆ ได้แล้ว เขายังสามารถใช้นิ้วเล็กๆ หยิบของนั้นขึ้นมาดู และพร้อมเอาเข้าปากชิมด้วย!!

บรรยายภาพ
01 ลูกบอลหลากสี ของเล่นสุดคลาสิก ที่เด็กๆ โปรดปราน เพราะในช่วงแรกๆ ของชีวิตสายตาเขาจะสามารถแปลภาพคร่าวๆ ของวัตถุที่เห็นได้เพียง 3 อย่าง คือ ทรงกลม สามเหลี่ยม และสี่เหลี่ยม

02 ของเล่นหยิบหยอด นี่ก็อีกอย่างที่ช่วยพัฒนาการด้านการใช้มือของลูกได้เป็นอย่างดี ทั้งยังช่วยฝีกความช่างสังเกต ให้เด็กๆ ได้แยกแยะว่าสิ่งไหนมีรูปทรงเหมือนหรือต่างกัน

03 ภาพที่เห็นบ่อยๆ หลังจากเด็กๆ หยิบของขึ้นมาพินิจพิจารณา ก็คือการเอาเข้าปากชิมด้วย นี่เป็นเรื่องธรรมดาค่ะ เพราะเด็กๆ จะมีสัมผัสทางปากและลิ้นที่ดีมาก เหมือนๆ กับที่ผู้ใหญ่เราใช้มือสัมผัสความนุ่ม – แข็ง เย็น – ร้อน ของสิ่งต่างๆ

04 ของเล่นที่มีเขย่าแล้วมีเสียง อาจสร้างความรำคาญใจให้ผู้ใหญ่ในบางครั้ง แต่เจ้าของเล่นเล็กๆ ที่ไม่มีกลไกสลับซับซ้อนนี้กลับช่วยเด็กๆ ให้รู้จักประสานการใช้มือ การมองเห็น และการได้ยิน เข้ากันได้อย่างดี

05 คุณแม่สามารถช่วยให้ลูกใช้นิ้วมิอได้คล่องขึ้นด้วยการหาของเล่นที่มีปุ่มกดเยอะๆ วางใกล้ตัวลูก เขาจะรู้ได้ด้วยตนเองว่าจะจัดการกับมันอย่างไร และแน่นอนยิ่งจิ้มยิ่งใช้นิ้วคล่อง ไม่นานท่าหยิบของด้วยการใช้ฝ่ามือตะปบก็จะเปลี่ยนเป็นการใช้นิ้วหยิบ

06 ถ้าลูกยังใช้นิ้วไม่คล่อง ลองของหาที่เปิด – ปิดได้ มาให้ลูกเล่น ระหว่างที่เขาใช้มือ (ทั้งมือ) เปิดๆ  ปิดๆ นั่นล่ะค่ะที่กล้ามเนื้อมือของลูกจะค่อยๆ แข็งแรงขึ้น นำไปสู่การใช้นิ้วได้อย่างคล่องแคล่ว

07 บ่อยครั้งที่เราจะเห็นเด็กๆ ทำท่าทางเลียนแบบคุณแม่ อย่างการป้อนนมตุ๊กตา เป็นนิมิตหมายที่ดีว่าเขาได้เรียนรู้ทักษะทางสังคมและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นแล้วล่ะค่ะ
(ถ้าที่ไม่พอตัดออก)

08 ว่ากันว่าที่เด็กๆ ชอบหยิบหนังสือมาเล่นไม่ใช่เพราะเรื่องราวในนั้น แต่เป็นเพราะเขาถูกใจที่ตัวเองสามารถใช้มือพลิกกระดาษไปมาได้ และยิ่งเห็นภาพน่ารักๆ สัสันสดใส ก็จะยิ่งถูกใจจนอยากหยิบภาพนั้นออกมาจากหนังสือเลยล่ะค่ะ งานนี้ได้ประโยชน์สามต่อคือได้ทั้งฝึกมือ ฝึกสายตา แล้วยังเป็นการปลูกฝังการรักการอ่านให้ลูกไปในตัว

09 ของเล่นเสริมพัฒนาการไม่จำเป็นต้องแพงค่ะ ลองเอาของเหลือใช้ในบ้านอย่างกล่องทิชชู่ มาทำกล่องของเล่นหยอดหยิบแบบง่ายๆ ก็เข้าท่าดีค่ะ ทั้งประหยัด ทั้งสนุก

10 เวลาลูกร้องโยเย การอุ้มเขาขึ้นมาปลอบโยนเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่ไหนๆ ก็อุ้มแล้วลองพาเขาไปใกล้ๆ โมไบล์สวยๆ ที่แขวนประดับบ้านไว้ ให้ลูกได้เอื้อมมือคว้าจับเล่นเพลินๆ นอกจากแก้อารมณ์หงุดหงิดของเจ้าตัวเล็กได้ชะงัดแล้ว ยังช่วยให้ลูกใช้มือเก่งได้โดยไม่รู้ตัว

11 น่าทึ่งแค่ไหนที่เด็กเล็กๆ สามารถเรียนรู้ความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว อย่างเจ้ารีโมตคอนโทรลเนี่ย ไม่ต้องมีใครสอน แต่เด็กช่างสังเกตจะรู้ได้ด้วยตัวเองว่า พอคว้ามากด ภาพในทีวีจะเปลี่ยนไป

12 พัดลม…ของใช้อันตรายในบ้านที่ไม่ควารมองข้าม ก็ลูกกำลังอยู่ในช่วงฝึกการใช้มือและนิ้วด้วยตัวเองนี่คะ ถ้าคุณแม่เผลอเขาอาจเอานิ้วแหย่เข้าไปขณะที่พัดลมหมุนอยู่ก็ได้
(ถ้าที่ไม่พอตัดออก)

13 การเอาของเล่นไปซ่อนแล้วให้ลูกหา ช่วยฝึกความช่างสังเกต ไปพร้อมๆ กับพัฒนาการด้านอื่นๆ ลองเล่นไปสักพัก เผลอๆ เขาจะกลับเป็นฝ่ายเอาของไปซ่อนแล้วให้คุณหาก็เป็นได้
(ถ้าที่ไม่พอตัดออก)

14 ของเล่นที่มีสายยาวๆ มีเชือกห้อยแบบนี้ ถึงจะช่วยให้ลูกได้สนุกกับการใช้มือดึงแต่ก็ต้องระวัง เพราะเชือกอาจรัดคอเด็กได้ ทางที่ดีควรเล่นโดยมีผู้ใหญ่อยู่ใกล้ๆ และต้องสังเกตดูว่าความยาวของเชือกมากไปหรือเปล่า ถ้าเชือกยาวเกิน 20 เซนติเมตรไม่ควรให้เด็กเล่นค่ะ  (ถ้าที่ไม่พอตัดออก)

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร M&C แม่และเด็ก
ปีที่ 33 ฉบับที่ 455 มกราคม  2553


Step for Mom : เปรี้ยว…มีประโยชน์

มกราคม 8, 2010

(ภาพเปิด 1)
พูดถึงคนท้อง ใครบ้างไม่นึกถึงของเปรี้ยว…
ยิ่งช่วงแพ้ท้อง ผลไม้รสเปรี้ยวจี๊ดจ๊าด เป็นสิ่งแรกๆ ที่คุณแม่จะนึกถึงและหามาใช้ปราบอาการวิงเวียน คลื่นไส้ พะอืดพะอม…ซึ่งก็มักจะได้ผลซะด้วยสิ
มาดูกันค่ะว่า ของเปรี้ยวๆ นั้นมีประโยชน์กับคนท้องอย่างไรบ้าง

เปรี้ยวจี๊ด…กับผลไม้ (ภาพ MOM 0001.TIF)
ว่ากันว่า คนท้องนั้นมักอยากรับประทานของเปรี้ยว โดยเฉพาะผลไม้รสชาติจี๊ดจ๊าด ซึ่งนอกจากทานให้หายอยากกันแล้ว เจ้าของเปรี้ยวนั้นยังช่วยลดอาการแพ้ท้องให้คุณแม่ได้ด้วย โดยเฉพาะ มะนาว มะม่วงเปรี้ยว มะขามเปียก มะขามป้อม มะดัน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดอาการแพ้ท้อง แล้วยังอุดมด้วยวิตามินซี ที่ช่วยการดูดซึมธาตุเหล็ก ช่วยป้องกันโรคโลหิตจางทางอ้อม เพราะธาตุเหล็กมีความจำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือด หากคุณแม่ได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ จะทำให้คุณแม่เป็นโรคโลหิตจาง อ่อนเพลียง่าย ซีด นอกจากนี้ยังอาจทำให้ลูกที่เกิดมาเป็นโลหิตจางไปด้วย
แต่ของไม่เปรี้ยว อย่างฝรั่ง มะละกอ ลำไย ลิ้นจี่ พุทรา เงาะ แคนตาลูป และผักสดก็มีวิตามินซีมากเช่นกันค่ะ ลองหาทานสลับกันไป จะได้ทั้งสารอาหารได้ทั้งรสชาติที่ไม่จำเจ
ที่เน้นเรื่องวิตามินซี นี้เพราะร่างกายเราดูดซึมและขับถ่ายวิตามินซีออกเร็วมาก จึงควรรับประทานบ่อยๆ ค่ะ

ภาพ 01 น้ำมานาวนอกจากช่วยลดอาการแพ้ท้องแล้วยังอุดมด้วยวิตามินซี
ภาพ 02 ผลไม้รสเปรี้ยวรับประทานคู่กับไอศกรีมช่วยเพิ่มความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
ภาพ 03 ยำมะม่วงสุดจี๊ดของโปรดของคุณแม่ตั้งครรภ์หลายๆ ท่าน
ภาพ 04 ส้มตำผลไม้…เมนูนี้มากกว่าความอร่อย

เปรี้ยว…อุดมคุณค่า (ภาพ MOM 0002.TIF หรือ MOM 0003.TIF)
นอกจากผลไม้เปรี้ยวๆ แล้ว นมก็เป็นของอีกอย่างที่เมื่อพูดถึงคนท้องเแล้วจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ไม่ได้ ในปัจจุบันมีนมหลากหลายชนิดให้เลือกดื่ม ทั้งนมวัว นมแพะ นมถั่วเหลือง และนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ตพร้อมดื่ม
สำหรับคุณแม่บางคนที่ดื่มนมแล้วปวดท้อง ท้องอืด ท้องเสีย เนื่องจากร่างกายขาดเอนไซม์แลกเตส ที่ทำหน้าที่ย่อยน้ำตาลแลคโตสในนม แต่ต้องการดื่มนมเพื่อบำรุงครรภ์ การดื่มโยเกิร์ตพร้อมดื่ม ก็จะช่วยให้ได้รับสารอาหารต่างๆ ครบถ้วน ไม่ต่างจากการดื่มนม แถมยังไม่ต้องผจญกับอาการท้องไส้ปั่นป่วน นอกจากนี้เชื้อจุลินทรีย์ในโยเกิร์ตยังช่วยย่อยอาหารและแก้ท้องผูกได้อีกด้วย
โยเกิร์ตพร้อมดื่มในปัจจุบันนี้มี 2 ชนิดให้เลือก คือ ชนิดพาสเจอร์ไรส์หรือแบบบรรจุขวดที่เราคุ้นเคยกันดี และชนิดยูเอชที ที่มาในกล่องลักษณะเดียวกับนมกล่องทั่วๆ ไป
คนท้องที่ต้องการดื่มโยเกิร์ตพร้อมดื่มนั้น ควรเลือกซื้อโยเกิร์ตพร้อมดื่มที่มีปริมาณนมมากและมีน้ำตาลต่ำ รวมทั้งควรสังเกตสารอาหารต่างๆ ที่มีอยู่ในนมนั้นว่ามีครบถ้วนเพียงพอสำหรับคนท้องหรือไม่ ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกโยเกิร์ตพร้อมดื่มสูตรเฉพาะสำหรับคนท้องจะดีกว่าค่ะ เพราะตามปกติแล้วโยเกิร์ตพร้อมดื่มมักมีโปรตีนน้อยกว่านมวัวทั่วไป

ภาพ 05 และ 06 เพิ่มคุณค่าของเครื่องดื่มแก้วโปรดด้วยการเติมโยเกิร์ตลงไปเล็กน้อยก็จะได้สมูทตี้รสดี
ภาพ 07 หรือง่ายกว่านั้นก็แค่เติมผลไม้หลากรสลงในโยเกิร์ตรสธรรมชาติ แค่นี้ก็ได้อาหารว่างเปรี้ยวอุดมคุณค่าแล้ว

เปรี้ยวสวย…ด้วยการแต่งตัว (ภาพ MOM 0004.TIF)
เป็นที่รู้กันว่าอารมณ์ของคุณแม่มีผลต่อลูกในครรภ์ ช่วงแพ้ท้องนอกจากจะเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยลดอาการแห้ท้องให้สบายเนื้อสบายตัว ผ่อนคลายความเครียดแล้ว การลุกขึ้นมาแต่งสวยก็ช่วยให้อารมณ์ดีได้ค่ะ
เพราะสำหรับคุณแม่บางท่าน อาการแพ้ท้องอาจเกิดจากสภาพจิตใจที่กำลังปรับสู่สถานะใหม่ของการเป็นแม่ ความเครียด ความกังวล และต้องการการดูแลเอาใจใส่ความรู้สึกลึกๆ ในใจเหล่านี้จะส่งผลออกมาทางร่างกายทำให้เกิดอาการแพ้ท้องได้ค่ะ
ดังนั้น ลองทำอะไรตามใจตัวเองดูบ้าง อย่างการแต่งตัวสวยๆ ออกไปเที่ยว หรือทำกิจกรรมต่างๆ ที่ทำแล้วสบายใจ ก็จะช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้อง ที่เกิดจากความเครียดได้ค่ะ
เดี๋ยวนี้มีเสื้อผ้าสวยๆ สำหรับคนท้องให้คุณแม่ได้เลือกมากมาย ในช่วงที่ยังแพ้ท้องอยู่นี้ รูปร่างคุณแม่จะยังไม่เปลี่ยนไปจากเดิมนัก เรียกว่ายังคงแต่สวยได้เต็มที่ แค่เลือกชุดที่หลวม สวมใส่แล้วรู้สึกสบายไม่อึดก็พอแล้ว
หรือจะลองใช้เวลาว่าง เอาเสื้อผ้าที่มีอยู่มาประยุกต์ให้เป็นชุดเก๋ๆ ก็จะได้ทั้งความเพลิดเพลินกับการออกแบบ และความสบายใจเมื่อได้สวยในแบบของตัวเอง
เห็นมั้ยล่ะ ว่าเรื่องเปรี้ยวๆ น่ะ มีประโยชน์สำหรับคนท้องจริงๆ
——————–

ล้อมกรอบ 1 (ถ้าที่ไม่พอตัดออก)
Did You Know?
โฟเลทกับการตั้งครรภ์  (ภาพล้อมกรอบ 1)
Folate หรือวิตามิน B9 เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ มีส่วนช่วยป้องกันความผิดปกติทางระบบประสาทของเด็ก (Neural Tube Defects) มีมากในผักสีเขียว ปลา ตับ กล้วย ถั่วต่างๆ ส้ม มันฝรั่ง แครอท ถั่ว รำข้าว ไข่แดง ในช่วงก่อนตั้งครรภ์และ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ร่างกายคุณแม่ต้องการโฟเลทสูง ซึ่งหากคุณไปฝากครรภ์แล้วแพทย์ให้ยาเม็ดเล็กๆ สีเหลืองๆ กลับมารับประทานล่ะก็ นั่นล่ะค่ะโฟเลทชนิดเม็ด

ล้อมกรอบ 2 (ต้องลง)
คุณสกาวรัตน์ จักษ์ตรีมงคล
คุณแม่ตั้งครรภ์ 7 เดือน   (ภาพล้อมกรอบ 2)

“ช่วงก่อนท้องก็ทานนมได้ตามปกตินะคะ แต่ช่วงที่แพ้ท้องนี่ทานอะไรแทบไม่ได้เลย พอพ้นจากช่วงแพ้ก็พยายามกลับมาทานนมใหม่ ก็เลือกนมสำหรับคนท้องเพราะเพื่อนๆ แนะนำ โดยเริ่มจาก แอนมัม โยเกิร์ตพร้อมดื่มรสผลไม้ สูตรสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ เพราะมีรสชาติอร่อยรับประทานง่าย คือรสชาติจะเป็นแบบเดียวกับนมเปรี้ยวที่เคยดื่มก่อนตั้งครรภ์น่ะค่ะ แล้วก็ค่อยๆ ปรับไปทานนมสำหรับคนท้องรสอื่นๆ อย่างนมถั่วเหลือง นมรสจืด
…แรกๆ นี่เรียกว่าหัดดื่มนมใหม่อีกครั้งเลยค่ะ ต้องเริ่มจากจิบๆ ทีละน้อย ทานนมคู่กับขนมบ้าง คุกกี้บ้าง เพราะตั้งใจให้สิ่งดีๆ กับลูกน่ะค่ะ พอเริ่มคุ้นก็สบายแล้วค่ะ ตอนนี้ดื่มได้หมด ดื่มมาครบทุกรสแล้วล่ะค่ะ”

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร M&C แม่และเด็ก
ปีที่ 33 ฉบับที่ 455 มกราคม  2553


New Mom 3 : อิ่มนี้เพื่อนมแม่

มกราคม 8, 2010

เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ไม่ใช่แค่เรื่องฮิตอินเทรนด์ ที่เรายกขึ้นมาคุยเล่นๆ ตามกระแส เพราะเรื่องนี้มีความหมายมากกว่านั้น
เป็นที่รู้กันดีว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ คือสิ่งดีที่สุดสิ่งหนึ่งที่แม่จะมอบให้ลูกได้ คุณแม่ยุคใหม่จึงใส่ใจกับเรื่องนี้กันเป็นพิเศษ คุณแม่บางท่านแม้ต้องทำงานนอกบ้านยังปั๊มนมเก็บไว้ให้ลูกได้ดูดยามที่แม่ไม่อยู่ด้าย
แต่คุณแม่หลายๆ ท่านกลับมีน้ำนมไม่เพียงพอ จนต้องตัดใจเลี้ยงลูกด้วยนมผงสำหรับทารกแทน
ถ้าไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้กับคุณและลูกน้อย ต้องเตรียมตัวให้พร้อมแต่เนิ่นๆ ค่ะ       เพราะบางครั้งที่คุณแม่มีน้ำนมน้อย อาจเป็นผลมาจากการรับประทานอาหาร ที่มีสารอาหารไม่ครบถ้วนเพียงพอ
อาหารที่คุณแม่รับประทาน ทั้งระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอด มีส่วนสำคัญสำหรับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ หากแม่ได้รับอาหารที่อุดมด้วยคุณค่าทั้งก่อนและหลังคลอดแล้ว ลูกน้อยย่อมได้น้ำนมที่มีคุณค่าสูงด้วย
กองโภชนาการ กระทรวงอนามัย แนะนำให้แม่ที่ตั้งใจเลี้ยงลูกด้วยนมตนเอง รับประทานอาหารที่ให้พลังงานเพิ่มขึ้นจากปกติวันละ 500 กิโลแคลอรี่ แต่ถ้าในระหว่างตั้งครรภ์จนกระทั่งใกล้คลอดคุณมีน้ำหนักขึ้นน้อย หรือต้องทำงานหนักในระหว่างให้นมลูกล่ะก็ ควรรับประทานเพิ่มขึ้นอีกวันละ 1,000 กิโลแคลอรี่ค่ะ
นอกจากนี้คุณแม่ควรดื่มนมและรับประทานเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น เนื้อสัตว์ที่รับประทานควรเลือกที่ไม่มีมันมากเพื่อให้ได้โปรตีนคุณภาพดี ส่วนข้าวให้รับประทานเท่าเดิม หรือเพิ่มจากเดิมเพียงเล็กน้อย ควรเลือกรับประทานข้าวซ้อมมือเพื่อให้ได้วิตามิน บี  ส่วนผักนั้นทานได้ไม่จำกัดจำนวน แต่ต้องทานให้ครบทั้งผักสีเขียว สีเหลือง-ส้ม ผลไม้ควรทานเพิ่มขึ้น แต่ต้องเป็นผลไม้ที่ไม่หวานจัด เช่น ส้มเขียวหวาน ฝรั่ง มะละกอสุก สับปะรด

และเพื่อการเตรียมร่างกายของคุณให้พร้อมผลิตน้ำนมให้ลูกอย่างเพียงพอ ควรปฏิบัติตน ดังนี้
>> กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และดี่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอ
>> ควรจัดให้มีอาหารว่างระหว่างมื้อ และควรเป็นอาหารที่มีประโยชน์
>> หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารฟาสต์ฟู้ด
>> หลีกเลี่ยงอาหารมันๆ หรืออาหารที่ทอดจนอมน้ำมัน
>> งดดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
>> งดสูบบุหรี่ รวมทั้งหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีควันบุหรี่
>> พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้แจ่มใส
>> ออกกำลังกาย หรือทำงานบ้านที่ไม่หนักเกินไป
>> หลีกเลี่ยงการกินยาที่แพทย์ไม่ได้สั่ง
>> หากมีอาการผิดปกติไม่ว่าจะกับตัวคุณเอง หรือลูกน้อย ควรปรึกษาแพทย์

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ นอกจากเราจะมั่นใจได้ว่าลูกจะได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน ได้รับภูมิต้านทาน และความอบอุ่นจากอ้อมอกแม่แล้ว ตัวคุณแม่เองยังได้สัมผัสกับความรู้สึกเอิบอิ่มใจของความเป็นแม่ อย่างที่คุณแม่ที่ให้ลูกดูดแต่นมขวดอาจไม่รู้ซึ้ง
ดังนั้น เตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่ตอนนี้เลยนะคะ

ล้อมกรอบ
อาหารเพื่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
เพื่อให้ร่างกายคุณแม่ผลิตน้ำนมได้เพียงพอกับลูกน้อย ใน 1 วัน คุณแม่ควรได้รับอาหาร ดังนี้
>> ข้าวสุก 6-7 ถ้วย หรือถ้าเบื่อๆ อาจทานขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว สปาเกตตีสลับกันบ้าง
>> ไข่ 1 ฟอง
>> เนื้อสัตว์ต่างๆ 1 ถ้วย ควรทานอาหารทะเลบ้าง อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
>> ถั่วเมล็ดแห้ง 3/4 ถ้วย อาจทำเป็นของหวาน หรือใช้เป็นส่วนประกอบของกับข้าวก็ได้
>> ผักต่างๆ 2 ถ้วย หรือมากกว่า
>> ผลไม้ต่างๆ
>> น้ำมันพืช 3 – 3  1/2 ช้อนโต๊ะ
>> น้ำตาล 3 ช้อนโต๊ะ
>> นม 2 แก้ว

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร M&C แม่และเด็ก
ปีที่ 33 ฉบับที่ 455 มกราคม  2553


New Mom 2 : กิจกรรมอารมณ์ดี

มกราคม 8, 2010

ถึงจะพ้นช่วงอารมณ์แปรปรวนมาแล้ว แต่คุณแม่ตั้งครรภ์ยังอาจรู้สึกหงุดหงิด เครียด ได้ง่ายกว่าปกติ ซึ่งปล่อยไว้แบบนี้ไม่ดีแน่ เพราะอารมณ์ของคุณแม่มีผลต่อสุขภาพลูกในครรภ์ แถมยังมีผลต่ออารมณ์ของเขาเมื่อคลอดออกมาแล้วด้วย
มีตัวอย่างให้เห็นเยอะเลยค่ะ ที่คุณแม่ตั้งครรภ์อารมณ์ดีอยู่เสมอ ลูกที่คลอดออกมาเลี้ยงง่าย ยิ้มเก่ง อารมณ์ดี
รู้แบบนี้ เรามาหากิจกรรมยามว่าง ที่ทำแล้วผ่อนคลายสบายอารมณ์ กันดีกว่า

จัดเวลาส่วนตั๊ว…ส่วนตัว
หนทางหนึ่งที่จะช่วยหลีกหนีความเครียด ก็คือการจัดสรรเวลาให้ลงตัวค่ะ ก็ผู้หญิงสมัยนี้ ไหนจะงานนอกบ้าน งานในบ้าน ก็วุ่นจะแย่แล้ว แถมในช่วงนี้ยังต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ ไม่เหนื่อยให้มันรู้ไป
ทางที่ดีหากรู้สึกเครียดเกินไป ไม่ว่าจากการทำงานนอกบ้านหรือในบ้าน ก็ควรหาเวลาสงบๆ ผ่อนคลายอยู่กับตัวเอง ในมุมส่วนตัวบ้าง เรื่องนี้อาจต้องขอความร่วมมือคุณพ่อบ้านด้วยนะคะ

กิจกรรมอารมณ์ดี
พอหาเวลาส่วนตัวได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือหากิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ อย่างทำงานศิลปะ ถักโครเชต์  จัดดอกไม้ ปลูกต้นไม้ หรืองานอะไรก็ได้ที่ทำแล้วรู้สึกผ่อนคลายสบายใจ
กิจกรรมเหล่านี้ นอกจากจะช่วยให้คุณแม่ได้เพลิดเพลิน ผ่อนคลายความเครียด แล้วยังช่วยเสริมสร้างมาธิอีกด้วย เมื่อมีสมาธิ จิตใจสงบ แถมยังได้ทำสิ่งที่ชอบ คุณก็สามารถเป็นคุณแม่อารมณ์ดีได้แล้วล่ะค่ะ

ลูกจ๋า…มาเล่นกัน
ไม่น่าเชื่อใช่มั้ยคะว่า เราจะเล่นกับลูกในท้องได้
จริงๆ แล้วเจ้าตัวเล็กในครรภ์เขาอยากเล่นกับคุณแล้วล่ะค่ะ ถ้ายังไม่เชื่อลองผสมเบบี้ออยล์ หรือครีมที่คุณใช้กับแป้งฝุ่นลงบนฝ่ามือ แล้วลูบไล้ลงบนหน้าท้องเป็นวงกลมหมุนตามเข็มนาฬิกา ค่อยๆ หมุนอย่างนุ่มนวล ไม่ต้องกลัวว่าการลูบไล้นี้จะกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อเจ้าตัวเล็ก เพราะเขามีน้ำคร่ำเป็นปราการปกป้องอยู่แล้ว
ทำเช่นนี้ไปสักพัก เจ้าตัวเล็กในครรภ์จะเริ่มดิ้น นั่นล่ะค่ะสัญญาณที่แสดงว่าเขากำลังมีปฏิกิริยาโต้ตอบสัมผัสของคุณ และอยากเล่นกับคุณแล้ว ระหว่างนั้นคุณควรพูดคุยกับลูกไปด้วย เพราะเสียงของคุณเป็นเสียงที่เขาชอบฟังมากที่สุด

อารมณ์ดีด้วยเสียงเพลง
อย่างที่เรารู้ๆ กันว่า เสียงเพลงเป็นสิ่งที่ช่วยผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี แถมยังว่ากันว่าเสียงเพลงที่ลูกจะได้ยินไปพร้อมๆ กับแม่นั้นช่วยเสริมสร้างพัฒนาการลูกน้อยในครรภ์ได้ด้วย แต่ยังไม่ต้องออกไปหาซื้อเพลงคลาสสิก หรือเพลงที่ว่ากันว่าช่วยกระตุ้นสมองเด็ก มาเปิดฟังหรอกค่ะ เพราะถ้าคุณไม่ชอบ ฟังแล้วแทนที่จะผ่อนคลาย ดีไม่ดีจะยิ่งเครียดกันไปใหญ่ ฟังเพลงอะไรก็ได้ที่คุณชอบจะดีกว่าค่ะ
อ้อ…กิจกรรมอารมณ์ดีด้วยเสียงเพลงนี้ ถ้าเพลงที่คุณฟังเป็นเพลงที่ลูกชอบด้วยแล้วล่ะก็ เขาจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบด้วยการขยับเนื้อขยับตัว
ถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็ เท่ากับว่า ทั้งคุณและลูกได้เบิกบาน แจ่มใสไปพร้อมๆ กันแล้วล่ะค่ะ
ล้อมกรอบ
Did You Know?
การเดินทางท่องเที่ยว ถือเป็นกิจกรรมเพื่อการผ่อนคลายอย่างหนึ่ง แต่คุณแม่ตั้งครรภ์มักไม่ค่อยเลือกกิจกรรมนี้เพราะห่วงเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะการเดินทางด้วยเครื่องบิน
สำหรับการโดยสารเครื่องบินภายในประเทศคงไม่มีปัญหามากนัก แต่การโดยสารเครื่องบิน บินข้ามประเทศหรือข้ามทวีปที่ใช้เวลาในการเดินทางนาน อาจทำให้คุณอึดอัดจากการต้องนั่งอยู่กับที่นานๆ ควรหาทางเปลี่ยนอิริยาบทบ่อยๆ
บางสายการบินอาจขอให้คุณแสดงใบรับรองจากแพทย์ก่อนที่จะออกเดินทางด้วย เพื่อความมั่นใจว่าจะไม่มีเหตุการณ์ฉุกละหุกเกิดขึ้นกลางอากาศยังไงล่ะคะ

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร M&C แม่และเด็ก
ปีที่ 33 ฉบับที่ 455 มกราคม  2553


New Mom 1 : เพศลูก…เลือกได้

มกราคม 8, 2010

ลูก…ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย สำหรับคนเป็นพ่อแม่แล้ว คงไม่ใช่เงื่อนไขที่จะทำให้รักเขามากขึ้นหรือน้อยลง
แต่ถ้าถามกันตรงๆ คงมีอยู่บ้างล่ะน่าที่ว่าที่คุณพ่อคุณแม่คนใหม่จะแอบนึกอยากได้ลูกชายหรือลูกสาวมากกว่ากัน
วิธีที่จะทำให้คุณได้ลูกที่มีเพศตรงตามต้องการนั้นมีอยู่ค่ะ แม้ยังไม่สามารถรับรองผลได้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าการปล่อยตามธรรมชาติแน่นอน

ขอมีลูกชาย
เรื่องการเลือกเพศลูกนี้ คุณหมอแนะนำว่า ถ้าต้องการลูกชาย ให้เลือกมีเพศสัมพันธ์ในวันที่ไข่สุกพอดี โดยงดการมีเพศสัมพันธ์ไว้ จนกว่าจะถึงวันไข่สุก ซึ่งสังเกตได้จากมูกที่ออกมาจากช่องคลอดว่าที่คุณแม่
ก่อนมีเพศสัมพันธ์ ควรสวนล้างช่องคลอด ให้มีสภาพเป็นด่างอ่อนๆ โดยใช้โซเดียมคาร์บอนเนต หรือผงฟูที่ใช้ทำขนม ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำสะอาด 1 ลิตร สวนล้างช่องคลอด ก่อนมีเพศสัมพันธ์ 1 ชั่วโมง
วันที่ไข่ตกนั้นจะอยู่ระหว่างวันที่ 10-18 ของรอบเดือน วันใดในระหว่างนี้ที่มีมูกออกมามากวันนั้นล่ะค่ะที่ไข่ตก เหตุที่แนะนำเช่นนี้ เพราะมูกที่ออกมาจะทำให้ช่องคลอดมีสภาพเป็นด่าง ซึ่งในสภาพที่เป็นด่างนี้สเปิร์มเพศชายจะแข็งแรงกว่าเพศหญิง โอกาสที่จะได้ลูกชายจึงสูงกว่าค่ะ หากลุ้นลูกชายอยู่คอยสังเกตตัวเองให้ดีๆ นะคะ

อยากได้ลูกสาว
ส่วนคุณๆ ที่ต้องการลูกสาว หรือคุณแม่ที่เป็นพาหะของโรคฮีโมฟีเลีย ซึ่งควรมีลูกสาวเพราะหากมีลูกชายจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ คุณหมอก็แนะนำวิธีไว้อีกเช่นกันคือ ควรมีเพศสัมพันธ์กันระหว่างวันที่ 10-18 ของรอบเดือน แต่ต่างกันตรงที่คุณหมอแนะให้คุณพ่อทำการบ้านวันเว้นวัน และควรมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 2 วัน ก่อนไข่สุก
ก่อนมีเพศสัมพันธ์ ควรสวนล้างช่องคลอด ให้มีสภาพเป็นกรดอ่อน ๆ โดยใช้น้ำส้มสายชูกลั่นประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำสะอาด 1 ลิตร สวนล้างช่องคลอด ก่อนมีเพศสัมพันธ์ ประมาณ 1 ชั่วโมง

นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำอื่นๆ ที่คุณๆ คงเคยได้ยินมาบ้าง อย่างถ้าต้องการลูกชายให้หลั่งลึกๆ แต่ถ้าต้องการลูกสาวให้หลั่งตื้นๆ
วิธีต่างๆ เหล่านี้ ว่ากันว่าจะได้ผลครงความต้องการ พอๆ กับการเลือกเพศด้วยการคัดเชื้ออสุจิแล้วฉีดเข้าไปเลยทีเดียวค่ะ

ล้อมกรอบ
ตัวช่วย…เพื่อความชัวร์
ถ้ากลัวว่าการนับวันเองจะไม่แน่นอน ต้องหาตัวช่วยแล้วล่ะค่ะ
1. ลองหาซื้ออุปกรณ์ตรวจหาวันไข่ตกด้วยตัวเอง โดยเจ้าอุปกรณ์นี้จะตรวจระดับฮอร์โมน LH ในปัสสาวะ โดยเจ้าฮอร์โมน LH ที่ว่านี้จะขึ้นมาจนถึงระดับสูงสุดประมาณ 1 วันก่อนวันตกไข่
2. ใช้กล้องตรวจหาวันไข่ตกด้วยน้ำลาย โดยวันที่มีการไข่ตก ร่างกายจะมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง ฮอร์โมนนี้จะกระตุ้นการสร้างเกลือในน้ำลายและเมือกเหนียวที่ปากมดลูก ในช่วงการตกไข่ถ้านำน้ำลายมาป้ายบนสไลด์ทิ้งไว้ให้แห้งและส่องด้วยกล้องส่องน้ำลายจะเห็นเป็นรูปผลึกใบเฟิร์นกระจายอยู่
3. หมั่นวัดอุณหภูมิร่างกายช่วงตื่นนอนตอนเช้า แต่วิธีนี้มีค่อนข้างยุ่งยาก โดยต้องคอยสังเกตอุณหภูมิของร่างกายทุกวัน ด้วยหลักการที่ว่าอุณหภูมิร่างกายก่อนไข่ตกจะต่ำกว่าระยหลังไข่ตก ภายหลังไข่ตกไปแล้วอุณหภูมิจะสูงอย่างต่อเนื่องหลังจากนั้นจะลดลงเล็กน้อยปัจจุบันวิธีนี้ไม่เป็นที่นิยมแล้วเพราะความยุ่งยาก และให้ผลไม่ค่อยแน่นอน      4. ปรึกษาแพทย์เพื่อคาดคะเนวันที่ไข่ตกด้วยอัลตราซาวด์ทางช่องคลอด โดยคุณหมอจะทำการติดตามการเจริญเติบโตของไข่ ซึ่งผลที่ได้มีความแม่นยำสูงค่ะ

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร M&C แม่และเด็ก
ปีที่ 33 ฉบับที่ 455 มกราคม  2553


เรื่องเด็กๆ

ธันวาคม 10, 2009

รถตู้สีขาวคาดแถบด้านข้างด้วยตราสัญลักษณ์โรงเรียนชื่อดังพร้อมสโลแกนว่า ‘กีฬาเด่น เน้นภาษา  วิชาเป็นเลิศ เจิดจรัสเป็นหนึ่ง’ แล่นมาจอดหน้าบ้าน เป็นสัญญาณบอกว่า เวลาทำงานกะกลางวันของผมหมดลง
“กลับมาแล้ว…” เสียงเจ้าลูกชายคนเล็กดังเข้ามาก่อนตัวเหมือนทุกครั้ง และก็เหมือนทุกครั้งอีก  เช่นกันที่จะมีอีกเสียงตามมา
“พี่มาถึงก่อน” น้ำเสียงฉุนเฉียวดังกว่าเสียงแรกเป็นของเจ้าคนพี่
“ทูถึงก่อน ทูเข้าประตูในบ้านก่อน” เจ้าทูตะโกนพลางแลบลิ้นปลิ้นตาใส่พี่ชาย น้ำเสียงเริงร่ากลั้วหัวเราะยินดีราวกับจะประกาศชัยชนะที่เป็นผู้ก้าวเข้าบ้านได้ก่อน บ่อยครั้งที่ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า ที่ประตูบ้านผมนั้นมีเส้นชัยพร้อมธงตาหมากรุกติดอยู่หรืออย่างไร
“ก็ทูไม่ปิดประตูรั้ว พี่ปิดก็ช้ากว่าสิ”
“ช่วยไม่ได้…อยากลงรถช้าเองทำไม”
“ไอ้ทู เดี๋ยวเหอะ”
นั่นล่ะเหตุที่ทำให้เวลาทำงานของผมเป็นอันต้องหมดลงอย่างเลี่ยงไม่ได้

สี่โมงสิบห้า บวกลบไม่เกินสิบนาที เป็นเวลาที่ครูและโรงเรียนหมดพันธะกับนักเรียนชั่วคราว ว่าไปแล้วโรงเรียนที่แม่ของเจ้าสองคนนั่นเลือกให้เด็กๆ ก็นับว่าสมคำโฆษณา สาแก่ค่าเล่าเรียน
กีฬาเด่น…นอกจากวิขาพลศึกษา อย่างที่เด็กโรงเรียนวัดบ้านนอกอย่างผมได้เรียนสัปดาห์ละครั้งแล้ว โรงเรียนนี้ยังมีสอนว่ายน้ำ ยูโด ยิมนาสติก บวกเข้าไปอีกชนิดกีฬาละ 1 คาบต่อสัปดาห์
เน้นภาษา…ไทย อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น ลูกผมได้เรียนหมด 4 ภาษา สำหรับสมองเด็กตัวกะเปี๊ยก ได้ดีทั้งหมดก็แปลก แต่แปลกที่ไอ้ทูของผมดันอ่านเขียนภาษาอังกฤษได้ดีกว่าภาษาไทย หนำซ้ำเวลาแนะนำตัวเป็นภาษาอังกฤษ มันยังออกสำเนียงชัดแจ๋วว่า
“มาย เนม’ส เพลโต้”
ครับ, น่าจะแปลว่า ผมชื่อเพลโต้ แต่ผมคนไทยภาคอีสานแท้ๆ ไม่กล้าตั้งชื่อลูกฝรั่งจ๋าแบบนั้นหรอก แค่ลูกเรียกผมปาป๊า ให้เข้าคู่กับที่เรียกแม่ว่ามาม้า เพื่อนฝูงก็ล้อผมจะแย่
ปลาทูครับ ลูกผมชื่อปลาทู ตอนเข้าอนุบาล 1 ครูให้เขียนชื่อเจ้าทูเป็นภาษาอังกฤษ ผมก็สะกดแบบ สเน็กๆ ฟิชๆ ได้ว่า Pla = ปลา To = ทู รวมกันเป็น Plato ทีแรกจะสะกด ทู ด้วย Two – ทู – 2 ด้วยซ้ำ แต่แม่เขาไม่ชอบ เธอว่า ถึงลูกจะเป็นคนที่สอง แต่เธอก็ไม่อยากให้ลูกเป็นสองรองใคร นั่นล่ะเหตุหนึ่งที่ทำให้เธอเลือกโรงเรียนเริ่ดๆ ให้ลูกๆ
“มาย เนม’ส เพลโต้” เย็นวันแรกที่เจ้าทูเรียนภาษาอังกฤษกับครูฝรั่ง มันเข้ามาแนะนำตัวกับผมแบบนี้
“เฮ้ย…เอ็งชื่อไรนะ”
“ปลาทูไง วู้…จำชื่อทูไม่ได้หรอ?” ไอ้ตัวดีทำหน้าเหมือนจะบอกว่า…ป๊านี่โง่จริง
“ก็เมื่อกี๊บอกชื่อเพลโต้ ป๊าก็นึกว่าครูเอาเด็กมาส่งผิดบ้านสิวะ”
“ทิชเชอร์บอกว่าชื่อทูอ่านว่าเพลโต้”
“เออๆ เอ็งอยากชื่ออะไรก็ชื่อไป” ผมตัดบทก่อนที่ไอ้ทูจะพูดประโยคที่ผมคิดไว้ออกมา

วิชาเป็นเลิศ…เรื่องนี้น่าจะจริงเพราะตารางเรียนแน่นเอี้ยดไปด้วยชื่อวิชาที่คนรุ่นผมไม่คุ้นตอนเป็นนักเรียน แต่มาคุ้นกันตอนเป็นพ่อเป็นแม่นี่ล่ะ สมัยผม เอ๊ะ…หรือคุณๆ ด้วย จำได้มั้ย ส.ป.ช. สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต ส.ล.น. สร้างเสริมลักษณะนิสัย ก.พ.อ. การงานและพื้นฐานอาชีพ เป็นไงล่ะ เรียนได้เรียนตกอย่างผมยังจำชื่อวิชายาวๆ แบบนี้ได้ แต่อย่าถามนะว่า แต่ละวิชานั้นครูสอนอะไรบ้าง จำได้เลาๆ ว่า ส.ป.ช. เนี่ยเป็นลูกครึ่งระหว่างวิทยาศาสตร์กับสังคม นั่นทำให้ผมที่ดันได้เกรดสี่วิชานี้สับสนมาก ว่าตัวเองถนัดอะไรกันแน่ระหว่างสังคมกับวิทย์ แล้วผมก็สรุปแบบเดาๆ เอาว่าน่าจะเป็นวิทย์ เพราะหนังสือ ส.ป.ช. ส่วนที่เป็นวิทยาศาสตร์นั้นหนากว่าส่วนสังคมเกือบครึ่ง
แล้ว ส.ป.ช. ก็สร้างเสริมให้ประสบการณ์ชีวิตมัธยมของผมได้ดีระดับหนึ่ง คือทั้งฟิสิกส์ เคมี ชีวะ คณิต เกรดหนึ่งล้วนๆ หรือจะเรียกแบบทิชเชอร์ไอ้โต้ เอ๊ย…ไอ้ทูก็เรียกว่าเป็นนักเรียนเกรดดีนั่นล่ะ
ชื่อวิชาที่ลูกๆ ผมเรียนอยู่แต่ละเทอมนั้น มันยาวและพิสดารกว่าตอนเราๆ ท่านๆ เรียนกันนัก โชตดีที่ผมไม่จำเป็นต้องไปร่วมท่องจำอะไรยาวๆ ยากๆ แบบนั้นกับลูก เพราะแม่ของเด็กๆ เขารับหน้าที่นี้ไป ด้วยความเต็มใจบวกกับไม่ไว้ใจผมนั่นล่ะ

สองเสียงยังตะเบ็งแข่งกันอยู่
“ป๊า พี่ทอนเขกหัวทู”
“ทูแกล้งพี่ก่อน”
“พี่ทอนชกทูก่อน”
“ทูไม่ยอมทำการบ้าน พี่จะฟ้องแม่”
*****

ว่าไปชื่อเจ้าทอนนี่ก็สร้างความสับสนให้คนอื่นๆ ไม่แพ้ชื่อไอ้ทู ที่กลายเป็นไอ้โต้ได้ โชคดีที่มันเป็นผู้ชาย ถ้าเกิดเป็นผู้หญิงแล้วชื่อแผลงเป็นอีโต้ คงน่ารักพิลึก
ชื่อปลาทู เพี้ยนเป็น เพลโต้ เพราะครูฝรั่ง แต่ชื่อเจ้าทอนนี่ ให้ครูไทยเขียนกี่คนต่อกี่คนเขียนว่า ธร กันทั้งนั้น ของแท้ต้อง ทอ-ออ-นอ ทอน ครับ ชื่อเล่นเต็มๆ ว่า ‘ตังค์ทอน’ เห็นความช่างคิดของแม่เขามั้ยล่ะ เธอบอกว่าทำอะไรจะได้มีตังค์ทอนตลอด ไม่มีเงินขาดกระเป๋าอย่าง ภูธร พ่อมันซึ่งชื่อต่างจังหวัดมาก…
ถึงไหนแล้วนะครับ อ้อ…วิชาเป็นเลิศ แล้วก็จบอย่างสวยงามว่า
เจิดจรัสเป็นหนึ่ง…เป็นหนึ่งแปลว่าไม่เป็นสองรองใคร ข้อนี้เป็นไปได้จริงก็บ้าแล้วครับ นักเรียนเป็นพันๆ เป็นที่หนึ่งทุกคนก็บ้าแล้ว เพราะนโยบายเป็นหนึ่งนี่ล่ะครับที่ทำให้ผมประสาทเสียอยู่ทุกวันนี้ แทบจะเอาเด็กๆ ออกจากโรงเรียนให้มันรู้แล้วรู้รอดไป
คุณเห็นอะไรมั้ยล่ะ แค่ก้าวเท้าเข้าประตูบ้าน ลูกๆ ผมยังต้องแย่งกันเป็นคนเข้าก่อน ไอ้ที่สังคมผู้ใหญ่มันวุ่นวายนี่ไม่ใช่เพราะแย่งกันเป็นหนึ่งหรอกหรือ คนรุ่นตัวเองนิสัยเสียไม่พอ ยังปลูกฝังความคิดแย่ๆ ให้เด็กรุ่นหลังอีก แต่ผมก็ไม่รู้จะพูดยังไงให้แม่ของเด็กๆ เปลี่ยนใจจากโรงเรียนนี้ได้ เธอว่า ที่ให้ลูกเรียนโรงเรียนดีๆ แพงๆ วิชาแน่นๆ เพื่อให้ลูกมีภูมิแกร่งสะสมไว้ใช้เมื่อโตขึ้น ซึ่งผมได้แต่แอบเรียกลับหลังว่า  ภูมิแก่งแย่งชิงดี
ผมได้แต่หวังว่า ภูมิรักในครอบครัวจะทำให้ภูมิแก่งที่ว่าเป็นภูมิแกร่งขึ้นมาได้จริงๆ
*****

“ก็ทำไม่เป็นนี่ พี่ทอนก็ไม่ยอมสอน”
“การบ้านใครก็ทำเองสิ ไม่ได้เรียนด้วยจะไปรู้หรอ”
“อยู่ปอห้าทำการบ้านเด็กปอสองก็ไม่ได้ กระจอกว่ะ”
เสียงสองพี่น้องดังสลับเสียงตุ้บตั้บ และ…
“ไปไกลๆ เลยไป ไม่ต้องมายุ่งกับพี่”
ว่าแล้วไอ้คนออกปากไล่กลับเดินหนีไปซะเอง เรื่องแบบนี้บ้านไหนที่มีลูกวัยไม่ห่างกันมากคงชิน
อาล่ะ ขอเวลาผมทำหน้าที่พ่อที่ดีสักแป๊บ เรื่องสอบสวนคดีเอาไว้ก่อน การบ้านต้องทำก่อนเด็กง่วง ข้อนี้บรรดาพ่อๆ แม่ๆ รู้ดี
“ไหนการบ้านอะไรที่ทูทำไม่ได้”
“ครูให้เขียนคำขวัญวันนักเรียนไทย” ไอ้ทูทำหน้าหักสมชื่อปลาทู
“ก็เขียนไปสิ เมื่อวานท่องอยู่ทำไมวันนี้เขียนไม่ได้”
“ไม่ใช่ของปีนี้ป๊า โจทย์ถามว่า…คำขวัญวันนักเรียนไทยปีนี้คือ ‘นักเรียนไทย ใฝ่เรียนรู้  เชิดชูชาติ ปราศจากยาเสพติด’ อยากทราบว่าคำขวัญวันนักเรียนไทยปีที่แล้วคือ…”
เวรจริงๆ ผมล่ะอยากเห็นหน้าครูที่ถามคำถามนี้นัก ไม่ได้สร้างสรรค์เลยสักนิด ให้เด็กท่องคำขวัญ  ปีนี้ไม่พอ ยังให้ไปขุดหาของเก่าอีก
ไอ้วันนักเรียนไทยมันเริ่มมีตั้งแต่เมื่อไหร่ผมก็ไม่รู้ ผมเพิ่งรู้ว่าวันสำคัญของประเทศนี้มีเยอะกว่าที่คิด ก็ตอนที่ลูกผมสองคนเข้าโรงเรียนนี่แหละ
*****

นึกย้อนไปตอนเรียนชั้นประถม จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าสองหรือสามปีที่พอถึงวันเด็กท่านนายกฯก็ประกาศว่า คำขวัญวันเด็กปีนี้เหมือนปีที่แล้ว ผมหงุดหงิดใจมาก จนเมื่อครูให้เขียนเรียงความเรื่องวันเด็กผมเขียนลงไปว่า
“ผมอยากไปงานวันเด็กที่กรุงเทพฯ ไปนั่งเก้าอี้นายกฯแล้วเขียนจดหมายถึงท่านแปะไว้ที่โต๊ะว่า …ท่านนายกฯครับ ผมรอวันนี้มาสองสามรอบแล้วว่าท่านจะมีคำขวัญอะไรใหม่ๆ มาให้เด็กๆ อย่างพวกผม แต่ท่านกลับบอกว่าเหมือนปีที่แล้ว ผมผิดหวังมาก…แต่พ่อผมบอกว่านายกฯงานเยอะมากไม่มีเวลามาคิดเรื่องเด็กๆ หรอก ถ้าเป็นอย่างนั้นท่านคงไม่มีเวลาอ่านจดหมายลายมือโย้เย้ของเด็กอย่างผมหรอก ผมก็เลยเปลี่ยนใจขอให้พ่อพาไปเที่ยวเขาดินแทน”

ผลน่ะหรือครับ ครูกากบาทผิดตัวเบ้อเริ่มไว้บนเรียงความ แถมเรียกผมให้ยืนขึ้นถามเสียงเขียว
“ภูธร ท่องคำขวัญวันเด็กให้ฟังหน่อยซิ”
“…………..” ผมพยายามนึกแต่ก็จับต้นชนปลายไม่ถูก ก็คำขวัญที่ผมคัดตัวบรรจงเต็มบรรทัดนั้นมันยาวตั้งสี่บรรทัด ข้อความ ซื่อสัตย์…ประหยัด…สัตย์ซื่อ….วิ่งพล่านสลับไปมาในหัว
“ว่ายังไง” เสียงครูเพิ่มระดับจากเขียวอ่อนเป็นเขียวเข้ม
“ว่า…เหมือนปีที่แล้วครับ”
“แล้วปีที่แล้วว่ายังไงล่ะ”
“ว่า…เหมือนปีก่อนโน้นครับ” ผมก้มหน้านิ่งยอมรับชะตากรรมที่จะเกิดในอีกไม่กี่นาที ขณะที่เพื่อนร่วมชั้นฮาครืน
“พอๆ พวกที่หัวเราะนี่จำได้หรือว่าคำขวัญวันเด็กมีว่าอย่างไร”
เด็กทั้งชั้นเงียบกริบ
“ภูธร ออกมาหน้าชั้น” ครูเรียกพร้อมหยิบไม้เรียวคู่กายขึ้นจากรางชอล์ก จะโดนกี่ทีนะ ผมนึกพลางคลำก้นนุ่มๆ เดินออกไปหน้าชั้นช้าๆ
“เธอว่าคำขวัญมันซ้ำกันกี่ปีนะ”
“สองฮะ” ผมเลือกเอาเลขตัวที่น้อยกว่าเป็นคำตอบ เพราะมุกเก่าๆ ของครูก็คือตอบตัวเลขไหนก็จะตีก้นเด็กด้วยจำนวนครั้งที่เท่ากันนั้น
“ผิด คำตอบคือสาม ครูจะตีเธอสามที ค่าที่ท่องมาสามปีแล้วยังจำไม่ได้ แถมอวดดีไปติเรื่องคำขวัญซ้ำ” ครูขยับไม้เรียวก่อนเงื้อขึ้นสุดแขนแล้วฟาด ขวับๆๆ ลงมาไม่ยั้ง พอนับครบสาม ผมรีบยกมือไหว้ตามธรรมเนียมพร้อมตั้งท่าเดินกลับไปนั่งที่
“เดี๋ยว…อีกข้อหานึง โทษฐานที่ไม่รักดีเปลี่ยนใจจากนั่งเก้าอี้นายกฯไปเขาดิน…”
ระหว่างที่ผมยังงงๆ ว่า ไอ้การอยากไปเที่ยวสวนสัตว์มันผิดตรงไหน อีกสามขวับ ก็กระหน่ำลงที่ก้นช้ำๆ ของผม
หกทีสำหรับเด็กผู้ชายซนๆ ไม่จัดว่าเยอะ ผมเคยโดนถึงโหลนึงด้วยซ้ำ แต่แปลกที่ผมจำไม่ได้ว่าคราวนั้นโดนด้วยข้อหาอะไร ผมทำอะไรผิดนะถึงโดนตีตั้งสิบสองที
การโดนตีในวันก่อนวันเด็ก ด้วยคำขวัญวันเด็ก มันฝังใจผมเพียงนี้เชียวหรือ ผมไม่ยอมให้ไอ้ทูมีรอยในใจแบบผมหรอก ถึงสมัยนี้จะไม่มีการตีเด็กก็เถอะ แต่ไอ้ทูต้องตอบคำถามงี่เง่านี้ได้
สักวันมันจะเข้าใจสัจธรรมว่า เรื่องงี่เง่าบางเรื่อง ผู้ใหญ่บางคนอาจมองเป็นเรื่องฉลาดๆ ได้
*****

“จะไปยากไรวะ เปิดเน็ตดูก็รู้คำตอบแล้ว” ผมบอกไอ้ลูกชายหน้าหัก
“แบบนั้นมันขี้โกงนี่ ครูอยากให้จำได้ ไม่ได้อยากให้ลอกไปส่ง” เอาล่ะสิผมจะสอนลูกยังไงดี ที่จะไม่ให้เขามีความคิดว่า จะทำยังไงก็ได้ ขอแค่กให้ได้คำตอบหรือสิ่งที่ต้องการมาก็พอ แบบที่ผู้ใหญ่ระยำๆ ชอบคิดกัน ครั้นจะให้ลูกหลับหูหลับตาท่องๆ ก็เปลืองเนื้อที่สมอง เสียพลังงาน และเป็นการปิดกั้นจินตนาการอย่างร้ายกาจ เด็กท่องจำเก่ง จินตนาการจะต่ำเพราะไม่กล้าคิดต่าง ผมเชื่อของผมแบบนี้ ไม่สิ ไม่ใช่แค่ไม่กล้าคิดต่าง ไม่กล้าแม้แต่จะคิดด้วยซ้ำ ถ้าไอ้โรงเรียนนี้มันเปลี่ยนสโลแกนท่อนสุดท้ายจาก เจิดจรัสเป็นหนึ่ง เป็น เจิดจ้าจินตนาการ แล้วทำให้ได้ผมว่าจะเข้าท่ากว่านี้
“ป๊าว่าครูเขาคงอยากให้เด็กๆ ได้หัดค้นหาความรู้เก่าๆ จากแหล่งข้อมูลต่างๆ อย่างลองหาหนังสือมาอ่าน หรือหัดเสิร์ชหาความรู้ทางอินเตอร์เน็ตมั้ง คงไม่กะว่าเด็กๆ ต้องท่องจำคำขวัญของปีที่ผ่านๆ มาหรอก ไม่งั้นเขาคงถามย้อนไปสามปีห้าปี” ผมบอกลูกในสิ่งที่ไม่ตรงกับความคิด บอกตรงๆ ผมไม่เห็นค่าของคำขวัญเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะคำขวัญวันเด็ก วันนักเรียนหรือวันไหนๆ มีใครจำมันได้บ้าง มีใครเอามันมาใช้ประโยชน์ได้บ้าง ผมคนหนึ่งล่ะที่ไม่เคยจำมันได้เลย
“นี่ไง ปีที่แล้วเขาว่า….” ผมชี้ให้ลูกดูคำขวัญที่เรียงรายย้อนไปนับแต่ปีแรกที่มีวันนักเรียนไทยขึ้น
“อันนี้ใช่มั้ยป๊า” นิ้วเล็กๆ จิ้มลงตรงบรรทัดที่เขียนว่า คำขวัญวันนักเรียนไทยประจำ ปี พ.ศ. 2551
ผมพยักหน้า มองอนาคตของชาติบรรจงลอกข้อความนั้นลงสมุด
ประโยคที่ว่า เด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า ผุดขึ้นมาในความคิด…มันเคยเป็นคำขวัญวันเด็กหรือวันอะไรผมไม่แน่ใจ แหล่งข้อมูลอยู่ตรงหน้าแต่ผมไม่คิดจะคลิกเข้าไปดู…รู้ไปก็เท่านั้น
อดีตเด็กวันนั้นที่เป็นผู้ใหญ่ในวันนี้ นึกห่วงผู้ใหญ่วันหน้าขึ้นมาครามครัน
*****

“วันนักเรียนไทยไปไหนกันดี” ผมชวนลูกคุยเรื่องวันหน้าที่ใกล้กว่า เพื่อดึงตัวเองออกจากความคิดที่เตลิดไกล น่าแปลกที่วันนักเรียนไทยเป็นวันที่เด็กนักเรียนไม่ต้องไปโรงเรียน หรือนี่จะเป็นวันที่ผู้ใหญ่ใจดีตั้งใจมอบให้กับเด็กๆ ให้วันนี้เป็นวันของพวกเขาจริงๆ
เด็กกลุ่มที่เรียนหนักที่สุดในโลกจะได้หยุดพักวันนี้ล่ะ
ใครจะเชื่อว่าเด็กที่มีชั่วโมงเรียนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มากเป็นอันดับ 2 ของโลก จะมีผลการเรียนต่ำกว่ามาตรฐานโลกทั้ง 2 วิชา ไม่ใช่ต่ำธรรมดาซะด้วย จะอยู่อันดับไหนนั้นผมก็คร้านจะจำ แต่นี่เป็นพาดหัวข่าวไม่กี่ข่าวในรอบปีที่ผมเชื่อทันทีที่อ่าน
“ไปทำไมป๊า คนเยอะออก โทร.สั่งพิซซ่ามากินดีกว่า” อนาคตของชาติตอบ ผมกังวลหนักขึ้นไปอีก เรื่องไม่ชอบคนเยอะนี่มันได้รับถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากผมแน่ๆ แต่เรื่องอาหารการกินกับความสะดวกสบายที่ปลายนิ้วนี่ผมโทษสิ่งแวดล้อม…ที่ถ้าจำไม่ผิดสมัยเรียนวิทยาศาสตร์เขาเรียกว่า ตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้
สิ่งแวดล้อม การศึกษา อนาคตของชาติ นอกห้องแล็บของโรงเรียน มีตัวแปรไหนที่เราควบคุมได้บ้างล่ะ แค่เรื่องเล็กๆ ของเด็กๆ สองคน ยังอยู่เหนือการควบคุมของผมอยู่บ่อยๆ

“เมื่อกี้ทะเลาะอะไรกับพี่เขาเสียงดังลั่น ทำไมชอบทะเลาะกันหือ” ผมถามเจ้าคนตัวเล็ก
เจ้าตัวดีเฉไฉไปเรื่องอื่น “ทีผู้ใหญ่โตแล้วยังทะเลาะกันได้เลย แค่ใส่เสื้อคนละสี…ทะเลาะกันตั้งเป็นปีๆ” ไอ้ทูทำหน้าเหมือนตอนที่มันบอก มาย เนม’ส เพลโต้ แล้วผมถาม…เอ็งชื่อไรนะ
ผู้ใหญ่นี่โง่จริง…ท่าทางมันบอกอย่างนั้น

“ชิๆ ไอ้นี่เป็นด็กเป็นเล็ก ริคุยเรื่องการเมืองสองสี ไปพูดที่อื่นโดนเตะเอาไม่รู้นา ถ้ามีใครมาขอสัมภาษณ์ออกทีวีเอ็งอย่าพูดอย่างนั้นเชียว” ผมเตือนมันไว้ก่อน ช่วงนี้รายการโทรทัศน์เขายิ่งฮิตออกไปถามความเห็นของเด็กๆ เกี่ยวกับการเมืองเรื่องทะเลาะกันอยู่ซะด้วย
“เอาเป็นว่าวันหยุดไม่อยากออกไปเที่ยวเพราะคนเยอะ?” ผมถามซ้ำทั้งๆ ที่ไม่แปลกใจ อย่าคิดว่าเด็กต้องอยากเที่ยวในวันหยุดไปหมดทุกคน เด็กก็เบื่อที่ที่คนเยอะๆ จะกินจะเล่นต่อแถวเป็นชั่วโมงเป็นเหมือนกัน
แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าลูกๆ อยากได้อะไรพิเศษ ในวันพิเศษของเขาหรือเปล่า มันเป็นวันของพวกเขา พวกเขาควรจะได้มีความสุข
“สมมุติถ้ามีคุณครูเทวดามาให้พรเด็กๆ ในวันนักเรียนเนี่ย ทูจะขออะไร ข้อเดียวนะ” ผมป้องกันตัวด้วยการระบุจำนวนไว้ข้อเดียวนี่ล่ะ
“ขอให้ผู้ใหญ่กลายเป็นเด็ก” คำตอบของมันทำให้ผมแปลกใจ
“จะได้ไม่ต้องมาถามว่าเด็กๆ ว่า ทำไมชอบทะเลาะกัน ทำไมไม่ชอบไปโรงเรียน ทำไมไม่ทาการบ้าน จะได้ไม่มีใครมาบังคับเด็กๆ ให้ทำโน่นนี่”
“เฮ้ย…ถ้าเกิดผู้ใหญ่กลายเป็นเด็ก แล้วทะเลาะกันทุกวันแบบทูกับทอน บ้านเมืองได้บรรลัยฉิบหายพอดี”
“ไม่ร้อก เชื่อเพลโต้สิ”
มันว่าแล้วรวบสมุดการบ้านยัดใส่กระเป๋า เทตัวต่อเลโก้ออกมาเกลื่อนพื้น เอาตัวโน้นมาต่อตัวนี้เป็นสิ่งก่อสร้างหน้าตาพิลึก
*****

“เลโก้หรอ สร้างอะไรน่ะ พี่เล่นด้วย”  เจ้าทอนเข้ามาขอเล่นด้วยราวกับไม่เคยทะเลาะกันมาก่อน เจ้าทูก็ดูเหมือนจะลืมเรื่องนั้นไปแล้ว
คดีนั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร ใครชกใคร ใครเขกหัวใคร ใครด่าใคร ผมคงไม่ต้องสืบแล้ว
สองพี่น้องช่วยกันต่อชิ้นโน้น จัดวางชิ้นนี้ แล้วสิ่งก่อสร้างหน้าตาประหลาดเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน      ก็กลายเป็นเมืองขนาดย่อม
*****

“สมมุติถ้ามีคุณครูเทวดามาให้พรเด็กๆ ในวันนักเรียนเนี่ย ทูจะขออะไร ข้อเดียวนะ”
“ขอให้ผู้ใหญ่กลายเป็นเด็ก”
“เฮ้ย…ถ้าเกิดผู้ใหญ่กลายเป็นเด็ก แล้วทะเลาะกันทุกวันแบบทูกับทอน บ้านเมืองได้บรรลัยฉิบหายพอดี”
“ไม่ร้อก เชื่อเพลโต้สิ”

ครับ, ผมเชื่อ

************************