เต้นรำในความมืด

ผู้เขียน : วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง
จัดพิมพ์โดย : แผนงานสร้างเสริมสุขภาพคนพิการในสังคมไทย
ราคา : 100 บาท (รายได้จากการจำหน่ายหนังสือเพื่อการทำกิจกรรมช่วยเหลือผู้พิการ)

จากกระทู้หนึ่งในห้องชุมนุมบทความ สารคดี และความเรียง เว็บไซต์ไทยไรเตอร์
จากรายการทีวีที่มักเสนอข่าวเด็กเก่งที่สอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยได้ แม้สายตาพิการแต่ไม่ได้ติดตามดูว่า 4 ปีหลังจากนั้น พวกเขาและเธอใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร
จากประสบการณ์ทำนิตยสารมานับร้อยเล่ม มีเพียงเล่มเดียว ที่เสนอเรื่องราวของคนตาบอด…โจ้ เดอะ เปียนิสต์
นั่นทำให้ฉันต้องหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านอีกครั้ง

ข้อความโปรยปกเขียนว่า
แม้โลกไร้แสง ไม่แล้งเรื่องราว หลากหลายนาฏกรรมชีวิตของผู้พิการทางสายตา

และนี่คือหนึ่งในเรื่องเล่าจากประสบการณ์ของชายตาบอด
“เมื่อก่อนมีอะไรไม่เป็นอย่างใจก็หงุดหงิด อะไรไม่เคลียร์-ไม่พอใจ ทำอะไรไม่ได้โดยไม่มีเหตุผลมันหงุดหงิดไปหมด เดินชนเสา ตกท่อ ก็หงุดหงิด ทำไมเสาเกะกะ โกรธสังคมที่ไม่สนใจ คนที่รังเกียจก็มี ผ้ายางกันสาดล้ำออกมาบนฟุตบาท คนตาดีเดินหลบได้แต่คนตาบอดชน หัวแตก ฟันหัก และถึงขั้นลูกตาทะลักก็เคยมีมาแล้ว ขึ้นรถเมล์บางทีกระเป๋ารถบอกเต็มแล้ว ไม่ให้ขึ้น เขาคงว่าเราเกะกะ รถมันเล็ก หรือเขารังเกียจเราเป็นส่วนตัว ? ตอนจะขึ้นรถ เราถาม สายอะไรครับ เงียบ ! เราจึงถามไปที่รถเลย ขนาดถามรถ บางครั้งเขาก็พร้อมจะเงียบกันทั้งคัน เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อย แต่ก็สม่ำเสมอนะ จนเป็นมุขตลกเล่ากันว่า เพื่อนคนหนึ่งตะโกนถาม แล้วเงียบทั้งรถ เพื่อนเลยตะโกนไปอีกว่า โอ้โห เป็นใบ้กันทั้งคันเลยโว้ย!”
หน่องเว้นวรรคให้คนฟังหัวเราะ และเขาเองก็หัวเราะ ก่อนจะเล่าต่อ ….

คนในโลกมืดหัวเราะ คนในแสงสว่างอ่านแล้วหัวเราะออกมั้ย ?
ในอีกบท บรรยายถึง หน่อง คนเดียวกันนี้ว่า

ในบรรดาผู้คนที่เดินผ่านไปมานั้น คงไม่มีใครรู้ว่า ชายหนุ่มตาบอดคนหนึ่งที่ขายลอตเตอรีอยู่แถวสีลมนั้น เป็นมหาบัณฑิตปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยมหิดล …
…………………………….
….ที่บ้านไม่เห็นด้วยนักที่เขาเรียนจบถึงปริญญาโท แต่ต้องมาเป็นคนขายลอตเตอรี
ไม่เพียงญาติมิตรในครอบครัว โรงเรียนสอนคนตาบอดก็ไม่อยากให้ศิษย์ออกไปขายลอตเตอรี อาจจะว่าเป็นอาชีพที่ต่ำต้อย แต่หน่องกลับมองว่าถ้าสังคมยังไม่เข้าใจ คนตาบอดจะทำอาชีพอะไรก็ยังดูถูก เขาพูดเลยไปถึงอาชีพอื่นอย่างวณิพกซึ่งเขาเองก็เคยทำ ตระเวนเล่นตามข้างถนน หน้าโรงงาน มาตั้งแต่สมัยยังเรียนหนังสือ หน่องอยากให้สังคมเปลี่ยนทัศนคติเสียใหม่ แทนที่จะหยอดเงินให้วณิพกด้วยความสมเพช เปลี่ยนมาเป็นให้ด้วยความรู้สึกชื่นชมได้ไหม เหมือนกับนักดนตรีฝรั่งซึ่งเขาก็เล่นเปิดหมวกตามข้างถนนเช่นกัน
“คนขายลอตเตอรีก็มีเกียรติได้ บางทีการดิ้นรนหาเช้ากินค่ำอาจมีเกียรติมากกว่าคนที่ดิ้นรนเพื่อเงินร้อยล้านพันล้านก็เป็นได้”

โอกาสและทางเลือกในการประกอบอาชีพของคนตาบอดมีไม่มากนัก อย่างที่เราเห็นกันอาชีพของพวกเขาวนเวียนอยู่กับการขายลอตเตอรี นวด ไม่ก็โอเปอเรเตอร์
ถาวรชายตาบอดอีกคน ที่ขายลอตเตอรีมากว่า 20 ปีพูดถึงอาชีพหลักของเขา

“ให้ขายอย่างอื่นที่ไม่ใช่ลอตเตอรีก็ทำได้ อยู่ที่ว่าคนตาดีจะยอมรับไหม อย่างขายขนม ของกิน ขายของแห้งใส่ถุงตามตลาด เขาจะกล้าซื้อไหม เพราะเขาอาจคิดว่ามันจะไม่สะอาด อยู่ที่สังคมว่าจะยอมรับไหมหรืออย่างอาชีพลูกจ้างที่ไม่ต้องลงทุนเอง ถ้าสถานประกอบการยอมรับ จะช่วยได้เยอะ ตามกฎหมายว่าคนทำงาน 200 คน ให้มีคนพิการ 1 คน เราทำได้ แต่เขาจะเปิดโอกาสให้เราทำไหม มันขึ้นอยู่กับสังคมมาก หน่วยงานราชการยังไม่ยอมรับเข้าทำงานเลย…”

แม้การศึกษาจะเป็นหนทางสู่อาชีพที่หลากหลายกว่า 2-3 อาชีพที่กล่าวไป แต่สำหรับคนตาบอด การศึกษาทำให้พวกเขามีโอกาสมากขึ้นจริงหรือ ?
มณเฑียร บุญตัน นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า

สิทธิขั้นพื้นฐานถูกจำกัด ด้านการศึกษา โรงเรียนสอนคนตาบอดทั่วประเทศมี 11 แห่ง แต่ละแห่งรับนักเรียนได้ไม่เกิน 150 คน ที่ออกไปเรียนร่วมในโรงเรียนทั่วไปก็มีจำนวนไม่มาก คนตาบอดทั้งประเทศจำนวน 6 แสนคน อยู่ในวัยเรียนราวแสนคน แต่อาจมีสัก 2 พันคนที่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา การที่รัฐบาลไม่เตรียมความพร้อม ทำให้เขาเรียนไม่ได้ ความเข้มแข็งของกลุ่มคนพิการจึงไม่เกิด แต่เฉลี่ยโดยเปอร์เซ็นต์คนตาบอดเป็นคนพิการที่จบถึงปริญญามากที่สุด เป็นข้อพิสูจน์ว่า ที่เคยคิดกันว่าคนตาบอดเรียนหนังสือไม่ได้นั้น ไม่เป็นความจริง

แต่เรียนจบแล้ว สถานประกอบการก็ไม่เชื่อน้ำยาเรา เขาคงนึกไม่ออกว่า คนตาบอดจะทำงานได้อย่างไร นัดพบแรงงานคนพิการแต่ละครั้ง จึงไม่ค่อยมีตำแหน่งที่รับคนพิการ ความไม่เชื่อถือ ไม่ยอมรับ เป็นปัญหาสำคัญที่สุดของคนตาบอด

นอกจากตัวเลือกทางอาชีพที่จำกัดแล้ว การขายลอตเตอรีของคนตาบอดยังถูกจำกัด ถาวรและภรรยาซึ่งตาบอดเช่นกัน ได้โควตาสลาก งวดละ 10 เล่ม เล่มละ 100 ใบ ถ้าขายหมด เขาจะมีรายได้งวดละ 3,400 บาท 1 เดือน 2 งวด เท่ากับ 6,800 บาท ย้ำถ้าขายหมด และไม่โดนคนตาดีโกง !!!

หนังสือล่มนี้ ยังมีเรื่องราวอีกหลายแง่มุมของชีวิตคนตาบอด เรื่องราวความรักที่น่ารัก มั่นคง ของศิริณี เด็กหญิงตาบอดกับครูปรีชา ครูหนุ่มตาดี ที่เธอบอกว่า “ถ้ามีรักก็ให้คึกคักในการเรียน” ซึ่งเธอก็ทำได้จริงๆ ศิริณี…บัณฑิตหญิงตาบอดคนแรกของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หรือคู่ของ กิตติพงศ์ หนุ่มตาบอดกับสาวสายตาปกติ ซึ่งกิตติพงศ์ไม่เคยถามเหตุผลคนรักว่าทำไมจึงยอมร่วมชีวิตกับเขา ส่วนเรื่องภรรยาของเขาสวยหรือไม่นั้น เขาบอกว่า “ผมไม่เคยเห็นหน้าเขาหรอก เรามองไม่เห็น ก็ไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องหน้าตา”

หลากเรื่องราวของหลายบุคคลที่ไม่อาจมองเห็น แต่กลับเพียรพยายามจบจบการศึกษา ไม่เพียงปริญญาตรี หลายคนขวนขวายจนจบปริญญาโท ไม่เพียงในประเทศ บางคนข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนถึงต่างประเทศ

อย่าเพิ่งสรุปว่านี่เป็นหนังสือที่เผยเพียงด้านเดียว..ด้านมืดที่ได้รับแสงสว่าง

ลองสังเกตจุดสีแดง ที่เรียงแถวแทรกอยู่ท่ามกลางจุดดำนับร้อยนับพันจุดบนปก จุดแดงเหล่านั้นถูกปั้มเป็นตัวนูน แบบอักษร เบรลล์ คนตาบอดที่ได้รับโอกาสทางการศึกษาเพียงไล้นิ้วสัมผัส เขาจะรู้ได้ว่า หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่าอะไร

ฉันทั้งที่มองเห็น ทั้งหลับตา-ลืมตาสัมผัส แต่ปลายนิ้วไม่อาจแยกแยะได้ว่าแต่ละจุดเรียงแบบใด
ข้อความบรรทัดเดียวฉันใช้เวลาเปิดเทียบตารางอยู่นานกว่าจะค่อยๆ แกะได้ว่า
เ ต ้ น ร ำ ใ น ค ว า ม ม ื ด

หากใครได้สัมผัสหนังสือเล่มนี้ ลองใช้ปลายนิ้วไล้บนจุดนูนสีแดงบนหน้าปก
แล้วจินตนาการดูว่า มันยากเพียงใดกว่าเขาเหล่านั้นจะมีวันนี้
ถ้าเพียงมีโอกาส แต่ปราศจากหัวใจที่พร้อมจะสู้ พวกเขาจะมีวันนี้หรือ

พวกเขาได้รับแสงสว่างแล้ว และหวังว่าเพื่อนร่วมโลกมืดของเขาจะได้รับแสงสว่างด้วย

27 มกราคม 2550

1 ตอบกลับที่ เต้นรำในความมืด

  1. ปอ พูดว่า:

    ยืมอ่านหน่อยน๊า

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: