ดาบวิเศษ

ณ ดินแดนสีทองที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาลึก มีเจ้าชายน้อยจอมขี้เกียจอยู่องค์หนึ่ง วันทั้งวันไม่สนใจเรียนหนังสือ และที่ทำให้ท่านเจ้าเมืองซึ่งเป็นพ่อของเจ้าชายหนักใจมากที่สุดก็คือ เจ้าชายน้อยไม่ชอบฝึกวิชาการต่อสู้ อันเป็นวิชาที่สำคัญมากสำหรับคนที่จะเป็นผู้ครองเมืองคนต่อไป

ในยุคนั้นมีสงครามเกิดขึ้นบ่อยๆ หากเมืองใดมีผู้ปกครองที่มีความสามารถด้านการต่อสู้ และมีกองทัพที่เข้มแข็งก็จะไม่มมีใครกล้ามารุกราน

“เจ้าชายน้อย ทำไมลูกไม่ยอมร่ำเรียนวิชาอะไรเลย วันนี้ก็ไม่ยอมไปฝึกวิชาฟันดาบ ลูกรู้ใช่มั้ยว่าต่อไปลูกจะต้องเป็นผู้ครองเมือง ต้อง…”
ท่านเจ้าเมืองยังพูดไม่ทันจบเจ้าชายน้อยก็ขัดขึ้นว่า
“ไม่เห็นจำเป็นสักหน่อย ทำไมลูกจะต้องไปร่ำเรียนหรือฝึกวิชาอะไรด้วย ในเมื่อกองทัพของท่านพ่อมีแต่คนเก่งๆ อยู่แล้ว ต่อไปหากลูกเป็นเจ้ามืคองก็แค่คอยดูแลพวกเขา…ลูกรู้ว่าท่านพ่อเป็นคนเก่ง ทั้งขี่ม้า ฟันดาบ และการต่อสู้สารพัด แต่ลูกไม่เคยเห็นท่านได้ใช้วิชาเหล่านั้นเลยสักครั้ง ท่านเพียงแค่คอยออกคำสั่งให้คนอื่นทำ แล้วลูกจะต้องไปเสียเวลาร่ำเรียน ฝึกฝนทำไมกัน”
พูดจบเจ้าชายน้อยก็เดินจากไปโดยไม่สนใจเสียงเรียกของท่านเจ้าเมือง
“ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ เมืองเราคงแย่แน่ๆ” ท่านเจ้าเมืองรำพึงกับตนเอง

หลังจากคิดหนักอยู่หลายวัน ท่านเจ้าเมืองก็คิดแผนการขึ้นมาได้
“ต้องขอความช่วยเหลือจากท่านเจ้าเมืองสีรุ้งซะแล้ว”
เมืองสีรุงอยู่ไม่ไกลจากดินแดนสีทองนัก และเจ้าผู้ครองเมืองสีรุ้งก็เป็นเพื่อนสมัยเด็กๆ ของท่านเจ้าเมืองสีทองนั่นเอง

เมื่อคิดแผนการได้ท่านเจ้าเมืองก็รีบให้คนนำสาสน์ลับไปส่งยังเมืองสีรุ้ง หลังจากนั้นไม่นาน ท่านเจ้าเมืองก็เรียกเจ้าชายน้อยมาพบ และบอกว่า
“แย่แล้วลูกเอ๋ย ทางเมืองสีรุ้งส่งสาสน์มาท้าให้ลูกประลองดาบกับเจ้าชายแห่งเมืองสีรุ้ง หากลูกเป็นฝ่ายแพ้ ดินแดนสีทองของเราก็จะตกเป็นของเจ้าชายสีรุ้ง”
“แต่ลูกไม่ชอบการต่อสู้ และฝีมือดาบของลูกก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะไปต่อสู้กับใครได้ท่านพ่อก็รู้ เราเสนออย่างอื่นเป็นการแลกเปลี่ยนให้กับทางเมืองสีรุ้งไม่ได้หรือ?”
“ทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก ในเมื่อทางฝ่ายโน้นท้ามา หากเราปฏเสธไปก็เท่ากับเป็นการยอมรับว่าเมืองของเราอ่อนแอ ทีนี้เมืองอื่นๆ ก็จะมารุรานเราได้ เรามีเวลาอีกสามเดือน ระหว่างนี้ลูกจะต้องฝึกฝนวิชาการต่อสู้อย่างจริงจัง อนาคตของเมืองเราอยู่ในมือลูกแล้วนะ”
ท่านเจ้าเมืองวางแผนให้เจ้าชายแห่งเมืองสีรุ้งมาท้าประลองกับเจ้าชายน้อย เพื่อให้เจ้าชายน้อยเกิดความมุมานะในการฝึกฝนวิชานั่นเอง

วันต่อมาท่านเจ้าเมืองได้ให้เจ้าชายน้อยทดลองฟันดาบกับทหาร
ครั้งแรกเจ้าชายน้อยเป็นฝ่ายแพ้
“ท่านพ่อ ท่านให้ลูกสู้กับทหารเอกของท่าน ลูกก็ต้องเป็นฝ่ายแพ้น่ะสิ” เจ้าชายน้อยโอดครวญ
“อ้อ ถ้าเป็นเช่นนั้น พ่อจะให้เจ้าแก้ตัวอีกครั้ง” ว่าแล้วท่านเจ้าเมืองก็เรียกนักเรียนทหารที่เริ่มฝึกวิชาพร้อมๆ กับเจ้าชายน้อยให้ขึ้นมาเป็นคู่ต่อสู้กับเจ้าชาย
แต่แล้วเจ้าชายก็เป็นฝ่ายแพ้อีก คราวนี้เจ้าชายน้อยแก้ตัวว่า
“นั่นเป็นเพราะอาจารย์ลำเอียง ไม่ยอมสอนวิชาให้ลูกอย่างเต็มที่ แต่กลับฝึกให้นักเรียนคนอื่นๆ มากกว่าลูก วันๆ หนึ่งตั้งหลายชั่วโมง”

เมื่อได้ฟังเช่นนั้น ท่านเจ้าเมืองจึงอนุญาตให้เจ้าชายน้อยเลือครูฝึกคนใหม่ได้ตามใจชอบ แต่อาจารย์คนแล้วคนเล่าก็ไม่สามารถทำให้ฝีมือของเจ้าชายน้อยพัฒนาขึ้นได้เลย นั่นเป็นเพราะความไม่ตั้งใจจริงของเจ้าชายน้อย ท่านเจ้าเมืองจัดการประลองทดสอบวิชาดาบของเจ้าชายอีกหลายครั้ง เจ้าชายน้อยก็เป็นฝ่ายแพ้ไปเสียทุกครั้ง แม้ว่าจะได้รับความอับอายเป็นอย่างมาก แต่แทนที่เจ้าชายน้อยจะตั้งใจฝึกวิชาให้มากขึ้น เขากลับหมกมุ่นอยู่กับการค้นหาวิธีพัฒนาฝีมืออย่างง่ายๆ โดยไม่ต้องออกแรง ทำให้ท่านเจ้าเมืองกลัดกลุ้มกับความไม่เอาไหนของลูกชายตนมากขึ้นไปอีก

ระหว่างที่เจ้าชายน้อยออกเดินทางเพื่อเสาะหาอาจารย์ที่จะทำให้เก่งขึ้นได้โดยไม่ต้องฝึกฝน เขาก็พบกับชายชราคนหนึ่งที่ชายป่า ชายชราบอกกับเขาว่า
“ในป่าลึกทางทิศตะวันตกมีถ้ำแห่งหนึ่ง ภายในถ้ำนั้นเป็นที่ซ่อนของดาบวิเศษ ซึ่งถ้าใครเป็นผู้ครอบครองดาบนั้นจะสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้โดยแทบไม่ต้องออกแรง แต่ที่ปากถ้ำมีมังกรยักษ์ตัวหนึ่งคอยเฝ้าอยู่มิให้ผู้ใดล่วงล้ำเข้าไปได้ หากเจ้าชายหาวิธีเอาชนะมังกรและนำดาบออกมาได้ ก็จะไม่มีผู้ใดเอาชนะท่านได้อีกต่อไป”
“แล้วข้าจะเข้าไปเอาดาบนั้นออกมาได้อย่างไร?” เจ้าชายน้อยถาม
“นั่นเป็นเรื่องที่ท่านต้องหาวิธีเอง ท่านต้องคิดให้รอบคอบ เพราะหลายร้อยปีมานี้ ไม่มีใครชนะมังกรตัวนี้ได้เลย ข้าบอกท่านได้เท่านี้ ถึงเวลาที่ข้าต้องไปแล้ว”
“เดี๋ยวท่าน อย่าเพิ่งไป….โอ๊ย!” เจ้าชายน้อยร้องขึ้นเพราะมีแสงจ้าสว่างวาบขึ้นเขาแสบตาจนต้องหลับตาลง และเมื่อลืมตาขึ้น ก็พบว่าเขาไม่ได้อยู่ที่ชายป่าแต่กลับอยู่ที่สวนภายในวังของเขานั่นเอง…ไม่มีร่างของชายชรา บริเวณนั้นมีเขาอยู่เพียงลำพัง

“ฝันกลางวันหรอกหรือเรา” เจ้าชายน้อยไม่แน่ใจว่าเขาได้พบกับชายชราจริงหรือไม่ และดาบวิเศษมีจริงหรือเปล่า จึงลองไปสอบถามอาจารย์ผู้เฒ่า และได้คำตอบว่า
“มีตำนานเล่าขานถึงดาบวิเศษ แต่ไม่มีใครเตยเก็นดาบนั่น ข้าว่าท่านอย่าใส่ใจกับเรื่องไร้สาระเลยตั้งใจฝึกวิชาการต่อสู้ดีกว่า”
“ไม่, ข้าจะต้องเอาดาบนั้นมาให้ได้”

เจ้าชายน้อยส่งทหารไปค้นหาดาบวิเศษ แต่ทหารที่ถูกส่งไปไม่มีใครกลับออกมาจากป่าตะวันตกได้เลย เมื่อทหารหายไปหลายต่อหลายคน ท่านเจ้าเมืองก็เริ่มสงสัยครั้นสอบถามจากทหารที่เหลืออยู่ก็ไม่ได้คำตอบ จึงได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้

ฝ่ายเจ้าชายน้อยเมื่อเห็นว่าท่านเจ้าเมืองเริ่มสงสัยว่าทหารหายไปก็เปลี่ยนวิธีใหม่ โดยเกณฑ์ชายชาวบ้านให้ออกไปเสาะหาดาบวิเศษแทน แต่เหตุการณ์ก็เหมือนเดิมคือ ไม่มีใครกลับมาได้แม้แต่คนเดียว

เวลาแห่งการประลองใกล้เข้ามาทุกที แต่ฝีมือดาบของเจ้าชายน้อยยังไม่ก้าวหน้าไปไหน ซ้ำยังไม่มีวี่แววว่าเขาจะได้เป็นผู้ครอบครองดาบวิเศษ เขาจึงเข้าไปในเมืองอีกครั้งโดยหวังว่าจะได้พบกับตนเก่งๆ ที่จะสามารถต่อสู้กับมังกรผู้พิทักษืดาบได้

แต่แล้วเขาก็ต้องแปลกใจอย่างมากที่ในเมืองมีแต่เด็ก และผู้หญิง ไม่มีผู้ชายอยู่เลย ครั้นพอเขาสอบถามก็ไม่มีใครพูดด้วย และยังมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ อีก เจ้าชายน้อยถามชาวบ้านไปเรื่อยๆ ว่า พวกผู้ชายในเมืองหายไปไหนกันหมด แต่ก็ไม่มีใครตอบ จนกระทั่งเขาเดินมาพบเด็กหญิงเล็กๆ คนหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่

“โอ๋ๆ…หนู เป็นอะไร ใครรังแกจ๊ะ” เจ้าชายน้อยเข้าไปปลอบ
“หนูคิดถึงพ่อ ลุง แล้วก็ตาจ้ะ” เด็กหญิงตอบ
“อ้าว แล้วทำไมไม่ไปหาล่ะ หนูอยู่บ้านกับใคร?” เจ้าชายน้อยสงสัย
“หนูอยู่กับแม่ เมื่อก่อน พ่อ ลุง และตาก็อยู่กับหนู แต่ตอนนี้ทุกคนหายไป แม่บอกว่า เจ้าชายใจร้ายเอาแต่ใจบังคับให้พวกผู้ชายออกไปค้นหาดาบ…ดาบอะไรก็ไม่รู้ แล้วพวกผู้ชายในเมืองก็หายไปกันหมด ไม่มีใครกลับมาเลย….หนูคิดถึงพ่อ” ว่าแล้วเธอก็ร้องไห้ต่อ

คำตอบของเด็กหญิงทำให้เจ้าชายน้อยตกใจและเสียใจมากที่ตนเป็นต้นเหตุทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน เขาจึงสัญญากับเด็กหญิงว่า
“พี่จะหาทางช่วยให้ทุกคนกลับมาเอง” เจ้าชายน้อยกล่าวอย่างมุ่งมั่น

จากนั้นเจ้าชายน้อยก็มุ่งหน้าเดินทางสู่ป่าตะวันตก แม้ว่าเขาจะมีความกลัวอยู่มาก แต่ด้วยสำนึกว่าเขาเป็นคนทำให้ทุกคนเดือดร้อน เขาจะต้องรับผิดชอบ

และเมื่อไปถึงถ้ำซึ่งเป็นที่ซ่อนของดาบ เจ้าชายน้อยก็ตกตะลึงกับภาพที่เห็น ทหารและชาวบ้านที่เขาส่งมา ถูกสาปให้กลายเป็นหินอยู่ที่นี่นั่นเอง

“มาแล้วหรือเจ้าชายน้อย” เขาหันไปตามเสียงเรียกและพบว่า เจ้าของเสียงนั้นคือมังกรผู้พิทักษ์ดาบ เจ้าชายน้อยตกใจกับร่างอันใหญ่โตของมัน
“เจ้ามังกร เหตุใดเจ้าจึงสาปทุกคนให้เป็นเช่นนี้ โหดร้ายเหลือเกิน…”
“ใช่, โหดร้ายเหลือเกิน แต่ขอถามหน่อยว่าใครกันที่โหดร้าย ข้าหรือท่าน เจ้าชายน้อย คิดให้ดีๆ นะ ใครกันที่เป็นคนส่องพวกเขามา ทั้งๆ ที่รู้ว่าพวกเขาต้องประสบอันตราย คิดดีๆ สิว่า ใครโหดร้ายกว่ากัน”
เจ้าชายน้อยได้ฟังก็นิ่งอึ้งไปก่อนจะตอบว่า
“เป็นเพราะข้าไม่เอง เพราะความขี้ขลาดของข้า ตอนนี้ข้าสำนึกผิดแล้วจะให้ทำอย่างไรก็ได้ จะสาปข้าให้เป็นหิน หรือฆ่าข้าก็ได้…ขอร้องเถิดท่าน ทำให้พวกเขากลับคืนสู่สภาพเดิมที”
“ฮ่ะฮ่ะ ขอกันอย่างนี้เลยหรือ ง่ายไปมั้ง เอาล่ะไหนๆ ก็สำนึกได้แล้ว ข้ามีทางให้เจ้าเลือกเพียงทางเดียว คือเอาชนะข้าให้ได้ ว่าไงล่ะ”
“ได้, แต่ตอนนี้ข้ายังไม่พร้อม ขอเวลาอีกหนึ่งเดือนข้าจะกลับมาสู้กับท่าน หากข้าชนะท่นต้องปล่อยพวกเขาให้เป้นอิสระและมอบดาบวิเศษให้ข้า ข้าจำเป็นต้องใช้ดาบนั้นในการต่อสู้กับเจ้าชายแห่งเมืองสีรุ้ง”
“ตกลง แต่อย่าคิดว่าจะชนะข้าได้ง่ายๆ นะ”

เจ้าชายน้อยกลับมาที่วัง และฝึกฝนวิชาดาบอย่างหนักจนบรรดาครูฝึกและท่านเจ้าเมืองประหลาดใจ
“ลูกต้องเอาชนะเจ้ามังกรให้ได้ ข้อแรก, เพื่อให้มันยอมปล่อยผู้คนที่ถูกสาปให้เป็นอิสระ และข้อสอง, เพื่อให้ได้ดาบวิเศษมา…ลูกจะต้องเอาชนะเจ้าชายแห่งเมืองสีรุ้งให้ได้ ไม่ใช่เพื่อเกียรติยศชื่อเสียงของลูก แต่เพื่อชาวเมืองของเรา เมืองของเราจะต้องไม่ตกเป็นของเจ้าชายแห่งเมืองสีรุ้ง ลูกทำให้ชาวเมืองเดือดร้อนมามากแล้ว ถึงเวลาที่พวกเขาจะได้อยู่กันอย่างสงบเสียที”

หนึ่งเดือนผ่านไป เจ้าชายน้อยสามารถพัฒนาฝีมือการต่อสู้ได้อย่างรวดเร็ว เขาพร้อมที่จะกลับไปสู้กับเจ้ามังกรยักษ์แล้ว

ผลจากการตั้งใจมุ่งมั่นฝึกฝนทำให้เจ้าชายน้อยเอาชนะมังกรได้อย่างง่ายดาย มังกรยอมทำตามสัญญา โดยทำให้ทุกคนที่ถูกสาปให้กลายเป็นหินกลับคืนสู่สภาพเดิม และมอบดาบวิเศษให้แก่เจ้าชายน้อยโดยมีข้อแม้ว่า ทันทีที่ชนะเจ้าชายแห่งเมืองสีรุ้งได้ เขาต้องนำดาบวิเศษกลับมาคืนไว้ที่ถ้ำแห่งนี้ ซึ่งเจ้าชายน้อยไม่ขัดข้องแต่อย่างใด

เมื่อวันประลองมาถึง เจ้าชายน้อยก้าวสู่สานามทดสอบอย่างมั่นใจ ด้วยความเชื่อมั่นในดาบวิเศษที่อยู่ในมือ การต่อสู้ดำเนินไปได้ไม่นานก็จบลงด้วยชัยชนะของเจ้าชายน้อย ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของประชาชน เจ้าชายน้อยให้สัญญาว่าจะไม่ทำให้พวกเขาเดือดร้อนอีก และขออภัยในสิ่งที่ตนได้เคยทำผิดไป

แม้จะรู้สึกเสียดายดาบวิเศษ แต่เจ้าชายน้อยก็นำดาบไปคืนตามสัญญาที่ให้ไว้กับมังกรว่าจะนำดาบไปคืนไว้ที่เดิม แต่เมื่อไปถึงปากถ้ำ แทนที่จะพบกับมังกรยักษ์เขากลับพบชายชราที่บอกที่ซ่อนดาบวิเศษให้กับเขา
“ท่านผู้เฒ่า ท่านเห็นมังกรยักษ์อยู่แถวนี้มั้ย ข้านำดาบวิเศษมาคืน”
ชายชราหัวเราะอย่างอารมณ์ดีแล้วเอ่ยขึ้นว่า
“รักษาสัญญาดีนี่เจ้าชาย คิดว่าท่านจะไม่นำดาบมาคืนซะแล้ว…ข้านี่แหละมังกรตัวนั้น”
“แล้ว…ทำไม…?” เจ้าชายน้อยงงจนถามไม่ถูก

“เอาล่ะข้าจะเล่าความจริงให้ฟัง ข้าคือเทวดาที่ปกปักษ์อาณาจักรสีทองแห่งนี้ และที่ข้าต้องสาปทุกคนให้กลายเป็นหิน เพราะดาบวิเศษต้องอยู่กับคนที่เหมาะสมเท่านั้น หากทหารหรือประชาชนคนใดนำดาบออกไปได้ คิดหรือว่าเขาจะยอมมอบดาบนั้นให้ท่าน ยิ่งถ้าดาบตกอยู่ในมือคนมักใหญ่แล้ว บ้านเมืองคงวุ่นวาย ดังนั้น ผู้ที่ต้องการใช้ดาบอย่างท่านจึงต้องเป็นผู้มานำดาบออกไปด้วยตัวเอง…และที่ข้าให้ท่านนำดาบกลับมาคืน นั่นเป็นเพราะ ท่านไม่จำเป็นต้องใช้มันอีกแล้ว”
“จำเป็นสิ” เจ้าชายน้อยแย้งขึ้น “ที่ข้าชนะเจ้าชายแห่งเมืองสีรุ้งได้ก็เพราะดาบนี้ และหากวันข้างหน้ามีใครจะมารุกรานดินแดนสีทองของเราอีก ข้าจะทำเช่นไร หากไม่มีดาบวิเศษข้าก็…”
“ท่านแน่ใจหรือว่าชัยชนะที่ได้มาในวันนี้มาจากอำนาจแห่งดาบ ชัยชนะของท่านได้มาจากความตั้งใจมุ่งมั่นฝึกฝนมากกว่า ท่านทุ่มเทกับการฝึกเพื่อเอาชนะมังกรยักษ์จนฝีมือก้าวหน้าขึ้นมาก ท่านมิได้สังเกตตนเองเลยหรือ”
“ใช่, ฝีมือข้าดีขึ้นมาก แต่ถ้าไม่มีดาบนั่น ข้าก็ไม่มั่นใจ”
“มั่นใจใจตนเองเถิดเจ้าชาย การประลองในวันนี้ดาบวิเศษมิได้สำแดงฤทธิ์แต่อย่างใด เมื่อมันอยู่ในมือคนที่แข็งแกร่งกว่า ดาบวิเศษก็ไม่ต่างไปจากดาบธรรมดาหรอก อำนาจที่แท้ของดาบวิเศษ คือการเป็นพลังใจให้ผู้ใช้มีความมั่นใจในตนเอง แล้วท่านจะเก็บมันไว้เป็นเครื่องแสดงความอ่อนแอของท่านหรือ กลับไปเถิดเจ้าชาย วางดาบไว้ที่นี่ วางความไม่มั่นใจเอาไว้ แล้วกลับไป ยังมีเรื่องที่ผู้เป็นเจ้าชายต้องเรียนรู้และฝึกฝนอีกมาก วันนี้ท่านได้พิสูจน์ให้คนเห็นแล้วว่าท่านไม่ใช่เด็กไม่เอาไหนคนเดิม หากแต่เป็นคนที่มีใจมุ่งมั่น เมื่อต้องการสิ่งใดแล้วก็จะบากบั่นทำจนสำเร็จ ต่อไปท่านต้องทำให้พวกเขาเห็นอีกว่า ท่านตั้งใจจะเป็นผู้ครองเมืองที่ดีและท่านจะทำให้ได้ ไม่ว่าจะต้องใช้ความพยายามมากเพียงใด”
………………………………………………….

สิบห้าปีผ่านไป เจ้าชายน้อยได้รับการสถาปนาให้เป็นเจ้าผู้ครองอาณาจักรสีทอง ด้วยความพึงพอใจของประชาชน เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาทำให้ชาวเมืองได้เห็นแล้วว่า เขาพร้อมที่จะอดทนทำทุกสิ่ง เพื่อให้อาณาจักรสีทองตั้งมั่นอยู่ได้ด้วยความสงบสุข โดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องมือวิเศษแต่อย่างใด

…………………………….

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน นิตยสารแม่และเด็ก
ฉบับ 372 กุมภาพันธ์  2546

4 ตอบกลับที่ ดาบวิเศษ

  1. สายน้ำพระจันทร์ พูดว่า:

    น่าทำนิทานรวมเล่มไหมชนา

  2. chanakith พูดว่า:

    หาคนพิมพ์ให้เนี่ยย้ากยากอ่ะป้าสายฯ
    T_T

  3. สายลมลอย พูดว่า:

    อิอิ

    แวะมาแล…

    อิอิ

  4. chanakith พูดว่า:

    อิอิ

    ดีใจจัง…

    อิอิ

    (จริงๆ นะ)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: