หมู่บ้านนี้ไม่มียาม

ปลายปีที่ผ่านมา ผมย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านลุงกับป้า เนื่องจากพ่อแม่ของผมต้องไปทำงานต่างประเทศ ส่วนผมอยู่ในระหว่างการเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย จึงไม่ได้ย้ายตามไปด้วย แม่อยากให้ผมลองสอบดูก่อน ถ้าสอบติดก็จะได้เรียนต่อที่เมืองไทย โดยอาศัยอยู่กับลุงป้านี่แหละ ท่านทั้งสองก็เอ็นดูผมอยู่คงไม่มีปัญหาอะไร อีกทั้งลูกๆ ของท่านก็แยกย้ายกันไปมีครอบครัวบ้างไปทำงานบ้าง ไม่ค่อยมีเวลามาเอาใจใส่ดูแลเท่าไหร่ มีผมมาอยู่ด้วยคนหนึ่งเผื่อลุงป้าต้องการใช้แรงงานจะได้เรียกใช้ผมได้ ดูเหตุผลของแม่ผมสิครับ เห็นลูกชายคนเดียวเป็นอะไรกันนี่

ส่วนพ่อผมน่ะหรอ ยกมือสาธุท่วมหัวขอกับหิ้งพระว่าอย่าให้ผมสอบติด มีพ่อที่ไหนเป็นแบบนี้กัน ผมเห็นมีแต่เขาไปบนบานให้ลูกสอบติด ยิ่งคณะดีๆ ดังๆ ทั้งพ่อแม่ลูกพากันไปบนบาน ไม่เว้นกระทั่งคณะห่างไกลไสยศาสตร์อย่างวิศวกรรมศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์!
เหตุผลของพ่อก็คือ อยากดัดนิสัยกลัวฝรั่งของผมไงครับ มีอย่างหรือพ่อแม่เปิดบริษัทส่งออกแต่ลูกกลัวฝรั่ง ไม่กลัวได้ไงล่ะภาษาอังกฤษของผมน่ะอยู่ในระดับห่วยติดก้นเหว  พ่อวางแผนซะดิบดี ว่าจะส่งผมไปเรียนที่ไหน แค่ฟังผมก็หนาวแล้ว
เมืองนอกก็อยากไปอยู่หรอกครับ ถ้าไปเที่ยวน่ะนะ แต่นี่ให้ไปเรียน คุณคิดดูขนาดเรียนที่เมืองไทย เรียนเป็นภาษาไทย ครูทั้งสอนทั้งสั่งด้วยภาษาที่ผมเข้าใจได้ดีที่สุด เกรดผมยังออกมาแบบคาบเส้น ให้เรียนเป็นภาษาอังกฤษจะขนาดไหน
พอพ่อออกไปจากห้องผมก็ยกมือสาธุกับหิ้งพระบ้าง
“สาธุๆๆ ขอให้ผมสอบติดเถอะ ผมไม่อยากไปนอก ผมรักเมืองไทย ผมจะขยัน ขอให้ผมสอบติดนะๆๆ”

ขอพระเสร็จก็ต้องช่วยตัวเองละครับทีนี้ ใครจะว่าผมไม่รักดี มีโอกาสไปนอกยังจะหาทางหนีผมไม่สนล่ะครับ เพื่อนทั้งกลุ่มรุมด่า แถมตบท้ายว่าผมประสาทกลับ ที่พวกเขาอ่านหนังสือกันอย่างหนักก็เพราะต้องการสอบให้ติด บางคนไม่อยากเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนเพราะมันแพงจะเดือดร้อนพ่อแม่เปล่าๆ ส่วนผมถึงสอบไม่ติดพ่อก็เตรียมที่เรียนให้แล้วยังจะมาทำเครียดให้คนอื่นเห็นแล้วหมั่นไส้อีก โธ่! ใครไม่มาเป็นผมไม่รู้หรอก

เอาล่ะเข้าเรื่องดีกว่า…ผมเริ่มปฏิบัติการตะลุยอ่านหนังสือหลังจากย้ายเข้ามาอยู่บ้านลุงป้าได้ ๒ อาทิตย์ ทำไมไม่เริ่มทันทีหรอครับ ก็แหมคนเคยขี้เกียจมันก็ต้องบิลท์อารมณ์นานหน่อยสิ แถมเพิ่งย้ายมาอยู่ถิ่นใหม่ก็ต้องสำรวจที่ทางให้ทั่วก่อนว่าบ้านไหนลูกสาวสวย เอ๊ย…ว่าในหมู่บ้านมีร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้ออยู่ตรงไหนบ้าง
หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านใหญ่ มีโครงการเป็นสิบๆ โครงการ ผมเลยใช้เวลาสำรวจนานหน่อย บ้านที่ผมมาอาศัยอยู่ในโครงการ ๑ แถมอยู่ล็อกต้นๆ ของหมู่บ้าน เดินเข้ามาจากถนนใหญ่ไม่ไกลนักเดินทางไปไหนมาไหนสะดวก ทั้งยังเป็นบ้านหัวมุม มองเลยออกไปหน่อยก็จะเจอสวนหย่อม นับว่าทำเลดี ถ้าไม่ติดว่าทุกเช้า-เย็น จะมีกิจกรรมมากมายเกิดขึ้นที่นั่น ทั้งกลุ่มเต้นแอโรบิก ที่เปิดเพลงดังสนั่นแสบแก้วหู กลุ่มพวกหนุ่มๆ ที่มาเตะบอลกัน ทั้งยังแก๊งจักรยานของเด็กตัวจิ๋วอีก สรุปว่าตารางอ่านหนังสือเข้า-เย็นที่ผมเตรียมไว้มีอันต้องพับเก็บเพราะสมาธิกระเจิงไปกับเสียงเพลงที่เหล่าป้าๆ แอโรบิกเปิด…แหมถ้ามีสาวๆ ผมคงไปร่วมเต้นกับเขาด้วย แต่เมื่อเป็นแบบนี้ผมก็ต้องเลือกไปเข้ากลุ่มเตะบอลกับพวกหนุ่มๆ อยู่แล้ว
ทีนี้พอเตะบอลเสร็จก็เหนื่อยสิครับ จะทำอะไรได้อีกนอกจากกินข้าวแล้วนอน ผมจึงตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอน ๕ ทุ่มครึ่ง เพื่อตื่นมาอ่านหนังสือในช่วงเที่ยงคืนถึงตี ๒
วันแรกๆ ผมต้องต่อสู้กับความง่วงอย่างหนักแต่พอชินก็รู้สึกว่าช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะกับการอ่านหนังสือที่สุด ทั้งความเงียบสงบ ทั้งอากาศที่เย็นสบาย ทำให้มีสมาธิในการอ่านหนังสือดี บางวันผมอ่านถึง ตี ๓ ตี ๔ ถ้าไม่ติดว่าต้องตื่นไปเรียนในตอนเช้าผมคงอ่านได้จนสว่าง

ทุกๆ คืน ตอนตี ๒ ผมจะได้ยินเสียง “แก๊ง แก๊ง แก๊ง” ลอยมากับลม คงเป็นเสียงเคาะบอกเวลาของยาม ผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าใช่หรือเปล่า แต่เคยได้ยินมาว่าตามหมู่บ้านจะมียามเดินตรวจตอนกลางคืนพร้อมกับเคาะอะไรบางอย่างเป็นสัญญาณ

ผมชินกับเสียง “แก๊ง แก๊ง แก๊ง” นั่น พอได้ยินเสียงจะรู้ได้ทันทีว่าเป็นเวลาตี ๒ แล้ว และถ้าฟังดีๆ หลังจากเสียงนั้นหายไป จะมีเสียงโยกชิงช้าเอี๊ยดแอ๊ดดังขึ้นมา เสียงชิงช้าเก่าแก่ที่สวนหย่อมซึ่งตอนกลางวันถูกเสียงอื่นๆ ดังกลบจนผมไม่คิดว่ามันจะดังได้ขนาดนี้
ครั้งแรกที่ได้ยินเสียงเอี๊ยดแอ๊ดนั่นผมก็สงสัยว่าใครกันมานั่งไกวชิงช้าเล่นตอนกลางคืน ผมจึงเดินออกไปดูที่ระเบียง ภาพที่เห็นคือชายในชุดเครื่องแบบเสื้อสีฟ้ากางเกงสีน้ำเงินสวมหมวก ผมรู้ได้ทันทีว่าเป็นคนเดียวกับคุณยามที่เดินตรวจและเคาะบอกเวลาตอนตี ๒ คุณยามเงยหน้าขึ้นมามองผม แม้ผมเห็นหน้าแกไม่ถนัดแต่ก็ส่งยิ้มให้

เอาล่ะ ไม่ได้มีแค่ผมที่ยังตื่นอยู่ ทุกคนมีภาระหน้าที่ต้องทำทั้งนั้น ก่อนนี้ผมเคยเหนื่อย ท้อและตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมตอนที่ทุกคนหลับสบายผมต้องตื่นมาอ่านหนังสือ คุณยามทำให้ผมได้เห็นและรู้จักคำว่าหน้าที่ ว่าหมายถึง สิ่งที่ต้องทำ
นับจากนั้นทุกคืนผมก็เฝ้ารอเสียง “แก๊ง แก๊ง แก๊ง”  ที่ลอยมาตามลม เสียงที่บอกให้ผมรู้ว่า ผมไม่ได้ทำหน้าที่ของผมอยู่คนเดียว ยังมีคนอื่นที่กำลังทำในสิ่งที่ต้องทำอยู่

“หมู่บ้านนี้ดีนะครับ มียามคอยเดินตรวจตอนกลางคืนด้วย” ผมชวนลุงกับป้าคุย เพราะหมู่บ้านเดิมที่ผมอยู่อาศัยนั้น อยู่กันแบบตัวใครตัวมัน ยามเยิมอะไรไม่มีหรอก
“เอ๋?” ป้าส่งเสียงอย่างประหลาดใจ
“ก็คุณยามที่เดินตรวจแถวบ้านเราตอนตี ๒ ไงครับ ผมได้ยินเสียง “แก๊ง แก๊ง แก๊ง” ทุกคืนเลย แกขยันมาก มาตรงเวลาเป๊ะๆ” ผมชยายความแล้วจัดการกับอาหารเช้าตรงหน้าโดยไม่ได้สังเกตว่าลุงกับป้ากระซิบกระซาบอะไรกัน

เสียง “แก๊ง แก๊ง แก๊ง” ยังคงดังอยู่ทุกคืน คืนไหนที่ผมออกมายืนพักสูดอากาศเย็นๆ ของยามราตรี เพื่อไล่ความอ่อนเพลียก่อนจะกลับไปอ่านหนังสือต่อ ผมก็จะได้เห็นยามคนนั้นเดินอยู่บ้าง นั่งอยู่ที่ชิงช้าบ้าง

แล้วสิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น ผมสอบติดครับ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ของมหาวิทยาลัยดังซะด้วย ไม่มีเหตุผลที่พ่อจะพาผมไปนอกแล้ว ผมโล่งใจแม้พ่อจะบอกว่าอีก ๔ ปี จะให้ผมไปเรียนต่อโททางโน้น ถึงเวลานั้นผมก็คงหาทางเลี่ยงได้อีกล่ะน่า

แต่สิ่งที่ไม่น่าเชื่อกว่าก็คือ สิ่งที่ลุงกับป้าเล่าให้ฟังหลังจากรู้ผลสอบเข้ามหาวิทายาลัยของผม ป้าบอกว่าตั้งใจจะเล่าตั้งแต่ตอนที่ผมเอ่ยถึงยามตอนนั้น แต่ลุงห้ามไว้เพราะกลัวว่าผมจะไม่เป็นอันอ่านหนังสือ
…ท่านบอกว่า หมู่บ้านนี้ไม่มียามมาสิบกว่าปีแล้วครับ
……………………………………………

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน นิตยสารประสบการณ์ของคนเห็นผี
ปีที่ 2 ฉบับที่ 23
กรกฎาคม 2551

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: