Step for Baby : ทำไงดี…หนูจะเป็นพี่แล้ว…!!!

(บทสัมภาษณ์ คุณนีน่า ศีตะปันย์ เมอลเลอร์ จาโกต้า)

การจะมีสมาชิกใหม่ตัวน้อยๆ มาเติมเต็มความเป็นครอบครัวเป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง แต่สำหรับเจ้าตัวเล็กที่กำลังได้เลื่อนตำแหน่งเป็นพี่นั้น เขาจะรู้สึกยินดีไปด้วยหรือเปล่า? นี่คงเป็นสิ่งที่คุณแม่หลายๆ ท่าไม่แน่ใจ และไม่รู้ว่าจะเตรียมความพร้อม ลูกคนโตให้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้อย่างไร ควรจะให้ลูกเริ่มรับรู้ได้เมื่อไหร่ ว่าแม่กำลังตั้งครรภ์อีกครั้ง วันนี้เรามีโอกาสได้พูดคุยกับคุณแม่ยังสาว คุณนีน่า ศีตะปันย์ เมอลเลอร์ จาโกต้า ซึ่งกำลังตั้งครรภ์เดือนที่ 5 ขณะที่น้องอะนีฆา จาโกต้า ลูกสาวคนแรกอายุใกล้ครบ 2 ขวบเต็ม การได้รับฟังวิธีการและกระบวนการเตรียมตัวของครอบครัวจาโกต้า อาจจะช่วยเป็นแนวทางให้คุณแม่ท่านอื่นที่กำลังกังวลกับปัญหานี้ได้ไขข้อข้องใจลงบ้าง
วิถีแห่งธรรมชาติ

“นีน่าเลี้ยงอะนีฆาตามแนวทางที่เรียกได้ว่าเป็นธรรมชาติมากๆ คืออะไรก็ตามที่นีน่าเข้าใจว่าธรรมชาติได้รวบรวมไว้ในความเป็นแม่ ในการเจริญเติบโตของชีวิตชีวิตนึง นีน่าก็จะพยายามรวบรวมสิ่งเหล่านี้เอาไว้ในวิถีชีวิตประจำวันของเขาตั้งแต่วันที่เขาเกิด
…นีน่าเลี้ยงเขาด้วยนมแม่ จริงๆ แล้วจนถึงวันนี้เวลาที่เขาทุกข์ใจ ไม่แฮปปี้ หรือมีวันที่ยาวนานเกินไปจนเหนื่อยล้าเกินปกติ เขาก็จะขอกอดนีน่าไว้ และขอกินนมจากอกนีน่า ซึ่งนีน่าก็ยินดีที่จะให้เขาทำอย่างนั้น  เพราะคิดว่าแม้กระทั่งผู้ใหญ่ เวลามีความทุกข์ ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ก็ยังแสวงหาที่พึ่งที่สงบเย็น ที่เราจะสามารถพักกายพักใจได้อย่างสนิทใจ นีน่าดีใจที่กระบวนการเลี้ยงอะนีฆาทั้งหมดที่นีน่าใช้สองมือแม่ ใช้ทุกๆ ความรู้ความเข้าใจในความเป็นคนของตัวเองใส่ใจเลี้ยงเขาที่หัวใจ ให้ผลลัพธ์คืออะนีฆารับรู้อย่างสนิทใจและมั่นใจว่า ไม่ว่าเขาจะโตขึ้นมากแค่ไหน เขาก็จะมีกอดของแม่ สองมือของแม่ที่จะรัดเขาไว้ให้แน่นที่สุดในอ้อมอก และเขาจะตระหนักในทุกๆ วินาทีของชีวิตเขาว่า นี่เป็นพื้นที่ที่มั่นคงที่สุดในโลกสำหรับเขา
     …กิจกรรมที่เราทำด้วยกันทุกวันนั้น นีน่าก็จะพยายามเน้นให้เขาได้สัมผัสกับธรรมชาติให้มากที่สุด อย่างบ้านเรานั้นเป็นคอนโดมิเนียมซึ่งมีเพียงระเบียงเล็กๆ ด้านนอก นีน่าก็พยายามใส่ต้นไม้ไปให้เยอะๆ แล้วก็ทำกระบะทรายให้เขาเล่น พอเขาโตขึ้นอีกหน่อยก็ผูกชิงช้าเล็กๆ ให้เขาอีกอัน อย่างน้อยความโปร่งของระเบียงตรงนี้ก็ทำให้เราหนีความเป็นกล่องๆ แบบคอนโดสี่เหลี่ยมไปได้เยอะ ช่วงบ่ายๆ นีน่าก็มักจะพาเขาไปเที่ยวสวนใกล้บ้าน หรือไม่ก็ไปว่ายน้ำที่ฟิตเนสคุณพ่อซึ่งอยู่ข้างๆ บ้าน อะไรที่เป็นดิน น้ำ ลม ไฟ นีน่าจะพยายามเน้นให้เขาได้ใช้ชีวิตอยู่ใกล้สิ่งเหล่านี้ เพราะท้ายที่สุด เขาเองก็เป็นดิน น้ำ ลม ไฟ นั่นแหละ ตอนกลางคืนทุกคืนเราก็จะจุดเทียนสวดมนต์กัน ซึ่งเขาก็จะแผ่เมตตาให้ทุกสรรพชีวิต และแม้บางครั้งนีน่าจะลืมเตือนเขา เขาก็จะบอกด้วยตัวเองว่า ขอให้เบบี้มีความสุข ก่อนที่จะจุ๊บเบบี้ที่ท้องนีน่าซ้ำอีกที”

มาม้าจะมีเบบี้

“จริงๆ แล้วนีน่ากับอะนีฆายังอาบน้ำ เข้าห้องน้ำด้วยกันอยู่เลย อาจจะฟังดูแปลกๆ สำหรับคนอื่น แต่มันเป็นความเคยชินที่มาจากการที่ 2 ปีที่ผ่านมาเราไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดเวลา จะห่างกันก็เฉพาะเวลานีน่าขอเวลาส่วนตัวไปสวีทกับพี่นุ (คุณพ่อน้องอะนีฆา) อย่างไปดูหนัง หรือไปดินเนอร์ เหตุผลนี้เลยทำให้ตอนที่นีน่าตรวจดูว่าตั้งครรภ์หรือไม่ อะนีฆาเขาก็เห็นเหตุการณ์ตลอด เขาเลยรับรู้พร้อมๆ กันกับนีน่า และเราสองคนก็ออกไปบอกคุณพ่อของเขาพร้อมกันว่า อะนีฆาจะมีน้องแล้วนะ เขาก็ตื่นเต้นดี แต่ดูเหมือนเขาจะยังไม่เข้าใจเสียทีเดียวว่าเขาจะมีน้องจริงๆ
…วันที่เราไปตรวจอัลตราซาวด์ครั้งแรก อะนีฆาเขาก็ไปด้วย เขาตื่นเต้นที่ได้เห็นว่าเราทำอะไรกันบ้าง ตั้งแต่คุยกับคุณหมอ เปลี่ยนชุด ขึ้นไปนอนบนเตียงขาหยั่ง คุณหมอตรวจครรภ์และก็ให้ดูภาพอัลตราซาวด์ ตอนนี้แหละที่เขาเริ่มตื่นเต้นว่ามีเบบี้อยู่ในท้องม่าม้าจริงๆ ตอนตรวจเสร็จนีน่ากับพี่นุก็นั่งคุยกับคุณหมอที่โต๊ะต่อ ในขณะที่อะนีฆาเล่นกับพี่พยาบาลใจดีอยู่ พอพวกเราหันมาดูอีกที ก็ต้องหัวเราะกันเสียงดัง เพราะเขาเก็บรายละเอียดได้ครบหมด เขานอนอยู่บนเตียงทำท่าเหมือนตอนที่หมอตรวจนีน่า แล้วเขาก็พูดว่า “จ๊ะ (หมายถึงตัวเขา) มีเบบี้ในท้องด้วย” ตั้งแต่ครั้งนั้นเขาก็จะตื่นเต้นทุกครั้งเวลาที่เราจะไปโรงพยาบาลกัน
     …นีน่าคิดว่าในกรณีของนีน่านั้นค่อนข้างจะโชคดี เพราะอะนีฆาเขาเป็นลูกสาวที่น่ารัก เลี้ยงง่าย เป็นเด็กที่พูดรู้เรื่องเร็วมากๆ ทำให้นีน่ามีช่วงเวลาที่ดี ในการเลี้ยงดูอยู่กับเขา เรื่องจะมีน้องเขาก็เข้าใจได้ง่าย และตั้งแต่เขารู้ว่าจะมีน้องก็จะสังเกตเห็นว่าเวลาเราไปที่ไหนๆ กับเขาแล้วเจอเด็กทารกหรือเด็กที่เล็กกว่าเขา เขาก็จะรีบเข้าไปทักทาย ขอจับเท้านิดนึง แล้วเขาก็จะตื่นเต้นดีใจว่าเจอเบบี้”

ช่วงเวลาที่เหมาสม

“ถ้าให้นีน่าแนะนำคุณพ่อคุณแม่คนอื่นว่าให้เตรียมตัวลูกคนพี่อย่างไร นีน่าคิดว่าก่อนอื่นต้องสังเกตตัวว่าตามที่รู้จักลูกมา เขาเป็นคนที่รับกับข่าวคราวหรือการเปลี่ยนแปลงได้ดีแค่ไหน และต้องดูด้วยว่าเขากำลังมีการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ที่สำคัญและอาจจะน่าหนักใจเกิดขึ้นในชีวิตเขาอยู่หรือเปล่า เช่น เขากำลังเริ่มเข้าโรงเรียนหรือเปล่า หรือว่ากำลังย้ายบ้าน เปลี่ยนกลุ่มเพื่อน หรืออย่างอื่นที่มีความสำคัญกับวิถีชีวิตของเขา ถ้าเป็นเช่นนั้น นีน่าก็คิดว่าน่าจะรอให้เหตุการณ์เหล่านั้นเข้าที่และความตึงเครียดกังวลใจต่างๆ ของเขาผ่านพ้นไปก่อนจะดีกว่า

…ถ้าเด็กคนไหนดูจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ยากหน่อย ก็อาจจะบอกเขาตอนช่วงเช้าที่นอนอิ่มแล้ว กินอิ่มแล้ว และกำลังเล่นอารมณ์ดีอยู่ ซึ่งถ้าเป็นเช้าวันที่คุณมีนัดกับคุณหมอตอนช่วงบ่าย ระหว่างขับรถไปหาคุณหมอก็อาจจะย้ำให้เขาฟังอีกทีว่า ตอนนี้เราจะไปดูกันนะว่าน้องสบายดีมั้ย น้องเขาอยากเจอหนูมากเลย ม่าม้าก็เลยจะให้เขาได้เจอหนูแล้วก็ยิ้มให้หนูนะ เดี๋ยวหนูก็คุยกับน้องนะลูก บอกน้องว่าไม่ต้องกลัวนะ อยู่ในท้องม่าม้าอาจจะมืดนิดนึง แต่อีกไม่นานก็จะได้ออกมาแล้วนะ บอกน้องให้กินเยอะๆ ด้วยนะลูก จะได้โตไวๆ ถ้าม่าม้าบอกไม่รู้ว่าเขาจะฟังมั้ย เขาเป็นเด็กเหมือนหนูเขาอาจจะฟังหนูก็ได้
…นีน่าคิดว่าเราต้องหันกลับมาเอาใจเขามาใส่ใจเรา โดยที่หันกลับมาเปิดใจคิดแบบเด็ก ว่าเราจะทำอย่างไรให้เขารับรู้ว่าเราไม่ได้กำลังจะมีน้องคนใหม่ที่จะมาแย่งความรักของแม่ไปจากเขา แต่น้องคนนี้จะเป็นภาระร่วมของเราสองคนแม่ลูก แม่ไม่ได้จะห่วงลูกในท้องคนนี้มากหรือน้อยไปกว่าที่เขาจะห่วงน้อง การาบอกเขาว่าน้องต้องอยู่ในที่มืดๆ ในท้อง คนพี่ที่ได้รับรู้ก็อาจจะเริ่มตั้งคำถามว่าน้องจะกลัวมั้ย เขาจะเริ่มคิดถึงน้อง เป็นห่วงน้อง เราก็อาจจะบอกต่อว่า แต่เราคอยคุยกับน้องก็ได้นะลูก แม่คิดว่าถ้าเราพูดกับน้องที่ท้องม่าม้า คอยบอกน้องบ่อยๆ ว่า ไม่ต้องกลัวนะ หนูอยู่ด้วย แม่อยู่ด้วย อาจจะหอมหรือจุ๊บน้องที่ท้องม่าม้าบ่อยๆ เขาก็คงโอเคนะ ม่าม้าคิดว่า อะไรประมาณนี้ ที่สำคัญคือเขาควรจะมีความรู้สึกร่วมรับผิดชอบในความสุข ความทุกข์ของน้อง แม้การะทั่งเวลาที่ตัวเขาเองร้องไห้หรือเสียใจ เวลาที่เรากอดเขา เราก็บอกเขาได้ว่า ไม่เป็นไรนะลูก ม่าม้าอยู่นี่แล้ว มาม้ากอดหนู น้องก็กอดหนูไว้ด้วย”

พี่ + น้อง = เพื่อนแท้

“นีน่าอยากจะบอกพ่อแม่ทุกๆ คนที่คิดจะมีลูกมากกว่า 1   คน ว่าเราควรจะมีเป้าหมายในการเลี้ยงลูกคนแรก และคนที่  2 และแม้คนที่  3 ให้ชัดเจนที่สุดเท่าที่เราจะเตรียมให้เขาได้ โดยเฉพาะตั้งแต่เวลาที่ลูกคนที่  2 หรือคนที่ 3 อยู่ในท้องของเรา ทุกกระบวนการเตรียมพร้อม รวมไปถึงทุกขั้นตอนในการเลี้ยงดูเขาขึ้นมาด้วยกันในวิถีชีวิตประจำวัน เป้าหมายของเราต้องมุ่งไปที่การส่งเสริมอย่างสุดความสามารถ ให้เด็ก 2 หรือ 3 คนนี้เติบโตขึ้นซึ่งมนุษย์ที่จะมีกันและกันเป็นกัลยาณมิตร เป็นเพื่อนทุกข์ เป็นกลุ่มคนที่จะมีแต่ความหวังดีซึ่งกันและกัน มีแต่การรับฟังและช่วยเหลือแบ่งปันความทุกข์ระหว่างกัน หากเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนนี้ มันจะเกิดเป็นธรรมชาติแห่งการอยู่ร่วมกัน ที่เราจะมีข้อตกลงโดยอัตโนมัติในหลายๆ เรื่อง  เช่น ความรุนแรงระหว่างกันไม่มีกรณีไหนเป็นที่ยอมรับได้ หรือการกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยไม่ใส่ใจในความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่งจะกลายเป็นเรื่องผิดปกติและแปลกแยกสำหรับครอบครัวเราทันที เพราะตั้งแต่เริ่มต้น เขามีกันและกันห่วงใยกันตั้งแต่น้องยังอยู่ในท้องแม่
…ซึ่งการมีเป้าหมายที่ชัดเจนแบบนี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดที่เราซึ่งเป็นพ่อเป็นแม่จะมอบให้เขาได้ในกระบวนการเตรียมความพร้อมของลูก คือเราจะต้องชัดเจนว่าเราจะให้ปรัชญาการดำเนินชีวิตของเขาร่วมกับคนอีกคนหนึ่งซึ่งกำลังจะเกิดไปในแนวทางไหนก่อน แล้วจึงค่อยใช้เทคนิคความอ่อนโยนต่างๆ  แนะแนวลูกเราผ่านการพูดคุย ชักชวนให้เขาเข้าใจและมีส่วนร่วมอีกที”

เมื่อลูกคนพี่ได้รับรู้ว่า น้องไม่ใช่คนที่จะมาแย่งความรักจากพ่อแม่ไปจากเขา แต่เป็นคนที่เขาและพ่อแม่จะมอบความรักให้ แถมยังเป็นคนที่จะมารักเขา มาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ปัญหาที่คุณกังวลอยู่ว่า พี่จะรับไม่ได้กับสถานภาพใหม่ แล้วจะอิจฉาน้อง รังแกน้อง หรือไม่รักน้อง คงไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร M&C แม่และเด็ก
ปีที่ 33 ฉบับที่ 452 คุลาคม  2552

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: