นิทาน : ตำนานดินแดนแห่งสีสัน

นานมาแล้ว ในดินแดนแห่งสีสัน มีแม่สีสามสี คอยแต่งแต้มให้ดินแดนแห่งนี้มีสีสันสดสวย ใครที่เดินทางผ่านมาล้วนต้องแวะพัก ด้วยความตื่นตาตื่นใจและหลงใหลในความงดงาม
แม่สีทั้งสาม ได้แก่ สีแดง สีเหลือง และสีน้ำเงิน สามสีรักใคร่กลมเกลียว แบ่งปันสีของตนให้แก่กันจนกระทั่งเกิดเป็นสีใหม่ๆ นับร้อยนับพัน
สีแดง รวมเข้ากับ สีเหลือง เกิดเป็น เปลวไฟสีส้มแสนอบอุ่น
สีเหลือง รวมเข้ากับ สีน้ำเงิน เกิดเป็น เหล่าใบไม้สีเขียวที่มอบความสดชื่นให้ทุกๆ ชีวิต
สีน้ำเงิน รวมเข้ากับ สีแดง เกิดเป็น สีม่วง…สีแรกแห่งสายรุ้งหลังฝน

สี ต่างๆ ผสมรวมตัวกันไปเรื่อยๆ
 
 สีแดง รวมเข้ากับ สีส้ม เกิดเป็น พลอยสวยสีแดงส้ม 
 สีแดง รวมเข้ากับ สีเขียว เกิดเป็น เปลือกไม้สีน้ำตาล 
 สีแดง รวมเข้ากับ สีม่วง เกิดเป็น เปลือกมังคุดสีแดงม่วงที่ซ่อนความหวานฉ่ำไว้ในผล 

 สีน้ำเงิน รวมเข้ากับ สีส้ม เกิดเป็น โกโก้สีน้ำตาลแสนอร่อย 
 สีน้ำเงิน รวมเข้ากับ สีเขียว เกิดเป็น สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน แหล่งอาหารชั้นดีที่เพิ่มคุณค่าให้แก่ดินและช่วยให้พืชพรรณต่างๆ งอกงาม
 สีน้ำเงิน รวมเข้ากับ สีม่วง เกิดเป็น ท้องฟ้าสีน้ำเงินม่วงดูลึกลับแต่มีเสน่ห์ 

 สีเหลือง รวมเข้ากับ สีส้ม เกิดเป็น สีส้มเหลืองของแสงอาทิตย์ยามเย็น 
สีเหลือง รวมเข้ากับ สีเขียว เกิดเป็น สีเขียวเหลือง………
…………………


 สีต่างๆ ผสมกันอย่างเป็นระเบียบ สร้างสรรค์สีใหม่ได้อย่างสดสวย ชาวเมืองจึงมีแต่ความสุข เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่สีสันสดสวยงามตา จนกระทั่งวันหนึ่ง เจ้าชายจากดินแดนสีดำ ผ่านมาที่ดินแดนแห่งนี้ พระองค์ตื่นตาตื่นใจกับสีสันที่ไม่เคยพบมาก่อน
“เหตุใดเมืองของท่านจึงดู งดงามราวกับสรวงสวรรค์เช่นนี้ พวกท่านทำอย่างไรสรรพสิ่งจึงมีสีสันขึ้นมาได้” เจ้าชายถามชาวเมืองด้วยความสงสัยเพราะที่เมืองของพระองค์นั้นทุกสิ่งล้วน เป็นสีดำและมีแต่ความมืดปกคลุมอยู่ตลอดเวลา
“เพราะดินแดนของเรามีผู้สร้างสรรค์สีสันอาศัยอยู่พระเจ้าข้า” ชาวเมืองตอบด้วยความภาคภูมิใจ
“ผู้ สร้างสรรค์สีสันนั้นเป็นใครกัน? คงเป็นเทพยดาผู้ดูแลเมืองเป็นแน่ ถึงได้เนรมิตสีต่างๆ ได้งดงามเพียงนี้” เจ้าชายถามต่อด้วยความอยากรู้
”มิได้ พระเจ้าข้า ทั้งสามนั้นมิใช่เทพยดา แต่เป็นแม่สี เจ้าแห่งสีทั้งสามผู้เนรมิตสรรพสิ่งให้มีสีสันอย่างที่ท่านเห็น” เมื่อชาวเมืองตอบ…แก้มของเขาก็กลายเป็นสีชมพูระเรื่อด้วยความภาคภูมิใจ
“แม่สีทั้งสาม?” เจ้าชายทวนคำตอบด้วยความฉงน ”ท่านหมายความว่า แค่เพียงสามสีก็สามารถสร้างสีสันได้นับร้อยนับพันเชียวหรือ?”
“พระเจ้า ข้า ถ้าพระองค์อยากรู้ว่าแม่สีสร้างสีใหม่ๆ ได้อย่างไร ก็สามารถไปสอบถามพวกเขาได้ที่ยอดเขาสีรุ้งที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตกโน้น” ชาวเมืองชี้บอกทางให้แก่เจ้าชาย
เจ้าชายรู้สึกอิจฉาผู้คนในดินแดนแห่ง นี้ ที่ได้เห็นแต่สิ่งสวยงาม ต่างจากดินแดนของพระองค์ที่เต็มไปด้วยความมืดหม่นหมอง พระองค์จึงพยายามชวนแม่สีทั้งสามไปแต่งแต้มสีสันให้ดินแดนของพระองค์บ้าง แต่แม่สีทั้งสามปฏิเสธ เพราะไม่อาจทิ้งดินแดนบ้านเกิดของตนได้
เมื่อ ไม่อาจชวนแม่สีทั้งสามไปแต่งแต้มเมืองของพระองค์ให้งดงามได้ เจ้าชายจึงคิดแผนการที่จะทำให้ความหม่นหมองเข้าครอบคลุมดินแดนแห่งสีสันบ้าง
ดังนั้น ก่อนที่จะกลับเมือง พระองค์จึงไปร่ำลาแม่สีทั้งสาม พร้อมกับทิ้งคำถามเป็นปริศนาว่า
“ดินแดนของท่านนี้มีสีสันงดงามยิ่ง แต่พวกท่านรู้มั้ยว่า ในโลกนี้สีอะไรที่มีความงามเป็นเลิศ งดงามชนิดที่สีอื่นๆ ไม่อาจเทียบเคียงได้?”

ทั้งสามสีต่างครุ่นคิดหาคำตอบ นั่นสินะ เราสร้างสรรค์สีสันต่างๆ มากมาย แต่ไม่เคยรู้เลยว่าสีไหนที่สวยที่สุด…สีฟ้ากระมัง เพราะสีฟ้าของท้องฟ้า เป็นสีที่ทุกๆ คนชื่นชอบ..แต่สีชมพูก็สวยหวานราวกับหญิงงาม…หรือจะเป็นสีเขียวที่ให้ความ สดชื่นดูแล้วสบายตา…
แม่สีทั้งสามมัวแต่คิดหาคำตอบจนไม่เป็นอันสร้างสีใหม่ๆ ต่างสีต่างก็คิดๆๆ
จน วันหนึ่งสีเหลืองก็บอกเพื่อนทั้งสองว่า “ฉันรู้คำตอบแล้ว สีของฉันนี่แหละที่มีความงามเป็นเลิศ เพราะสีของฉันเป็นสีแห่งความสดใสรื่นเริง…ความรื่นเริงเป็นสิ่งที่ทุกคน ปรารถนา”
สีแดงไม่พอใจจึงบอกว่า “สีของฉันต่างหากที่สวยที่สุด สวยกว่าสีใดๆ ทั้งหมด สีของฉันทรงพลังที่สุด เป็นตัวแทนของความเข้มแข็งและมีอำนาจ…ผู้มีอำนาจย่อมเป็นใหญ่เหนือสิ่ง อื่นใด”
สีน้ำเงินก็คิดว่าสีของตัวเองนั้นสวยมาก เป็นสีของความสุขุม รอบคอบ และยังเป็นสีแห่งมิตรภาพ…โลกนี้จะมีอะไรงดงามกว่ามิตรภาพอีกเล่า …สีน้ำเงินคิดได้ดังนั้นก็ไม่อยากเห็นเพื่อนทะเลาะกัน จึงพยายามจะบอกเพื่อนทั้งสองว่า แต่ละสีมีความสวยคนละแบบ ไม่มีใครสวยน้อยกว่าใคร แต่ไม่มีใครฟัง เพื่อนทั้งสองเถียงกันเอาเป็นเอาตาย และต้องการให้สีน้ำเงินตัดสินว่าสีไหนกันแน่ที่สวยที่สุด แต่สีน้ำเงินก็ยืนยันคำตอบเดิม
“ถ้าอย่างนั้นให้ชาวเมืองเป็นผู้ตัดสินก็แล้วกัน” ทั้งสองสีสรุป แล้วทั้งสีแดงและเหลืองก็ไหลนองไปทั่ว เพื่อแสดงให้ชาวเมืองเห็นว่าสีของตัวเองสวยเพียงใด
สีทั้งสองไหลเข้าไปใกล้จนผสมปนเป
สีน้ำเงินเห็นเช่นนั้นจึงเข้าไปห้ามเพื่อนทั้งสองให้หยุดทะเลาะกัน
แต่ นั่นกลับทำให้สีทั้งสามผสมรวมกันมากขึ้น มากขึ้นและมากขึ้น จนเกิดสีใหม่ขึ้น เป็นสีที่บอกได้ยากว่ามันคือสีอะไรกันแน่ มันดูเลอะเทอะและสกปรก ต่างจากทุกครั้งที่เมื่อทุกๆ สีรวมกันอย่างเป็นระเบียบจะเกิดเป็นสีสวยๆ
สีใหม่นั้นแผ่ขยายไปทั่วดินแดน ซึมซับเข้าไปในทุกๆ สิ่ง ทั้งต้นไม้ ใบไม้ ท้องฟ้า น้ำทะเล รวมทั้งอาคารบ้านเรือน ข้าวของเครื่องใช้ ทุกสิ่งเปลี่ยนไปเป็นสีใหม่นี้
สีใหม่ที่เกิดจากสีสวยๆ ทั้งสามนั้น บางครั้งก็ดูเหมือนสีน้ำตาลหม่นๆ บางคราวดูเทาเศร้าหมอง แม้แต่ภูเขาที่เป็นบ้านของแม่สีที่เคยเป็นสีรุ้งงามตา ก็กลายเป็นสีช้ำเลือดช้ำหนองไปแล้ว
ความขมุกขมัวเข้าแทนที่สีสันสดสวยที่มีอยู่ ผู้คนที่เคยมีแต่รอยยิ้มแห่งความสุขกลับหดหู่หมองเศร้า
นับจากนั้นเป็นต้นมา ใครก็ตามที่ผ่านไปยังดินแดนแห่งสีสัน ล้วนอุทานว่า
“โอ…เมืองอะไรกันนี่…สกปรกจัง”
ไม่มีใครเลยที่คิดจะหยุดพัก ณ ดินแดนแห่งนี้
ดิน แดนแห่งสีสันอันสดสวย กลายเป็นดินแดนแห่งสีสันอันหม่นหมองไปแล้ว หากแม่สีทั้งสามยังไม่หยุดปล่อยสีออกมาตามใจตน คงไม่มีวันที่ความสดใสจะกลับคืนสู่ดินแดนแห่งนี้ได้อีก….ตลอดกาล

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน นิตยสารสกุลไทย
ปีที่ 56 ฉบับที่ 2894 ประจำวันอังคารที่ 6 เมษายน 2553 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: