มือใหม่ : ศิลปะสร้างจินตนาการไม่รู้จบ…

กันยายน 22, 2009

ในยุคที่ความสะดวกสบายติดอยู่บนปลายนิ้ว
เด็กๆ มีของเล่นให้เลือกซื้อหามากมาย จนหลายๆ คนบ่นว่า ของเล่นสมัยนี้สำเร็จรูปเสียจนเด็กไม่ต้องใช้จินตนาการ ขาดความคิดสร้างสรรค์
ทั้งที่ความจริงแล้ว การส่งเสริมให้เด็กมีจินตนาการ ไม่ยากเลยค่ะ
แค่รู้จักนำเอาสิ่งรอบๆ ตัวมาประยุกต์ใช้ สร้างสรรค์เป็นของเล่นทำมือ แค่นี้ก็สานต่อจินตนาการของลูกได้ไม่รู้จบแล้วล่ะค่ะ

ใช้ศิลปะเสริมสร้างจินตนาการ

โดยปกติแล้วเด็กๆ มีจินคนาการและความคิดสร้างสรรค์อยู่มาก ถ้าปล่อยให้เขามีอิสระในโลกของเขา จะเป็นการช่วยส่งเสริมให้สมองพัฒนาได้เต็มที่ ศิลปะนอกจากจะช่วยเสริมสร้างจินตนาการแล้ว ยังช่วยในเรื่องพัฒนาการทางสมองและอารมณ์ของเด็กด้วย ซึ่งทั้ง 3 ส่วนนี้ เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับเด็กเมื่อเติบใหญ่ในภายหน้าดัวย
เด็กวัยอนุบาล เป็นวัยที่เขาเริ่มขีดเขียนภาพอย่างมีความหมาย ภาพที่เด็กวาดจะปรากฏเป็นรูปร่างสัมพันธ์กับความจริงมากขึ้น
เด็กจะชอบวาดภาพคน หรือสิ่งที่อยู่ใกล้ชิด เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง ตุ๊กตา รถ ฯลฯ ชอบใช้สีสดๆ สะดุดตา โดยไม่เน้นว่าต้องตรงกับความเป็นจริงตามธรรมชาติ เช่น ภาพใบไม้ที่เขาวาดอาจไม่เป็นสีเขียว ภาพที่เขียนมักกระจัดกระจายไม่สัมพันธ์กัน องค์ประกอบภายในภาพยังไม่เป็นระเบียบ
และจะยังไม่รู้จักการออกแบบภาพ แต่จะวาดไปตามสิ่งที่คิดในขณะนั้น
ดังนั้น นี่จึงเป็นช่วงวัยที่เหมาะอย่างยิ่ง สำหรับการผสานศิลปะเข้ากับจินตนาการที่กำลังบรรเจิดอยู่ในสมองน้อยๆ

เสริมพลังแห่งจินตนาการสร้างนิทานมีชีวิต
คุณแม่อาจช่วยเพิ่มพลังแห่งจินตนาการให้ลูกได้ด้วยวิธีง่ายๆ ก่อน เช่น อ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟังบ่อยๆ แล้วชวนลูกเล่นแสดงเป็นตัวละครในเรื่อง พอลูกเบื่ิอก็ลองชวนเขาแต่งนิทานขึ้นเองบ้าง โดยอาจให้สมาชิกในบ้านเป็นตัวเอกของเรื่อง และช่วยกันประดิษฐ์ของเล่นเพื่อใช้ประกอบการเล่านิทาน โดยเตรียมอุปกรณ์ที่หาได้ใกล้ๆ ตัว
เช่น ถ้าจะลองสร้างบ้านจากกล่องนม หรือกล่องน้ำผลไม้ ก็เตรียมอุปกรณ์ ทั้งกล่อง สีโปสเตอร์ พู่กัน จานสี ไว้ให้พร้อมแล้วลงมือได้เลยค่ะ

นิทานเรื่องนี้ไม่มีสิ้นสุด

คุณแม่อาจกลัวว่าลูกจะแต่งเรื่องขึ้นไม่ได้ อันนั้นเป็นความคิดแบบผู้ใหญ่ค่ะ สำหรับเด็กๆ นั้น พวกเขามีความคิดที่จะแต่งเติมเรื่องชนิดที่คุณแม่คาดไม่ถึงเขียวค่ะ
โดยเฉพาะเมื่อเด็กได้มีโอกาสเล่นเล่าเรื่องราวตามจินตนาการของตนเองบ่อยๆ ก็จะยิ่งมีไอเดียใหม่ๆ มาเล่าเรื่องต่อจากนิทานสั้นๆ ที่คุณแม่เล่าได้อย่างไม่รู้จบ
นอกจากนี้ ระหว่างเล่าเรื่องเด็กจะได้รู้จักคิด สำรวจและมองสิ่งต่างๆ ในหลายๆ แง่มุม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้เรื่องอื่นๆ ค่อไปในอนาคต

ล้อมกรอบ

ในวัย 3-6 ปี เด็กๆ จะชอบ ขีดเขียน ระบายสี ชอบดูหนังสือภาพ บอกเล่าเรื่องราวที่เคยเห็นในหนังสือได้ถูกต้อง ความจำดี ช่างสังเกต มีความสนใจสิ่งต่างๆ นาน ชอบเล่นเลียนแบบท่าทางที่เห็นจากคนรอบข้าง หรือตัวละครในโทรทัศน์ เราจึงพบว่าเขาชอบการเล่นเล่านิทานแบบที่มีอุปกรณ์ประกอบฉากนี้มาก
แต่บางครั้งลูกอาจเล่าเรื่องราวได้ไม่ดีนัก เพราะประสบการณ์ของเขายังน้อย ถ้าคุณพ่อคุณแม่คอยออกความเห็น ต่อเรื่องให้นิดๆ หน่อยๆ เขาก็จะสานต่อเรื่องราวได้อีกยาว
การที่ลูกรู้จักสร้างตัวละครหลายๆ แบบทั้งคนดี คนไม่ดี เช่น ตำรวจ ผู้ร้าย หมาป่าขี้โกง นางฟ้าใจดี จะช่วยทำให้เด็กได้รู้จักคิดแบบหลากหลาย มีทัศนคติต่อโลกรอบตัวในแง่มุมที่กว้างขึ้น

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร M&C แม่และเด็ก
ปีที่ 32 ฉบับที่ 451 กันยายน  2552


step for mom : จูงเจ้าตัวเล็กตะลุยออฟฟิศ

กันยายน 22, 2009

เป็น Working Mom ยุค 2009 ต้องมีสักวันล่ะน่าที่มีเหตุให้คุณต้องพาลูกไปทำงานด้วย
ไม่ว่าจะด้วยเหตุใด
ไม่ว่าคุณจะเต็มใจหรือไม่
เมื่อวันนั้นมาถึง คุณจะรับมือกับความวุ่นวายที่รออยู่ข้างนหน้านี้อย่างไร

‘ไปทำงาน’ นั้น มันคืออะไรกันแน่???
ก่อนอื่น เล่าให้ลูกฟังคร่าวๆ ว่างานที่คุณทำนั้นเกี่ยวกับอะไร เมื่อไปถึงที่ทำงานลูกจะต้องพบอะไรบ้าง และเขาควรจะทำตัวอย่างไร
โดยปกติแล้วเด็กๆ มักอยากรู้ว่า ที่คุณแม่คุณพ่อบอกว่า ‘ไปทำงาน’ นั้น มันคืออะไรกันแน่
การบอกให้เขารู้นี้ นอกจากจะสร้างความรู้สึกดีๆ ให้ลูกเพราะเมื่อเขาได้รู้เขาจะรู้สึกภาคภูมิใจในตัวคุณ ซี่งเรื่องนี้ยังอาจเชื่อมโยงไปถึงการที่ลูกต้องไปโรงเรียน เขาจะเข้าใจได้ง่ายขึ้นว่าแต่ละคนก็มีหน้าที่ของตัว คุณแม่คุณพ่อไปมีหน้าที่ไปทำงาน การไปโรงเรียนก็เปรียบเหมือนการไปทำงานของเขานั่นเอง

กฎเหล็ก ‘ห้าม’ และ ‘ห้าม’
ทำข้อตกลงว่า เขาสามารถทำอะไรได้บ้าง และสิ่งไหนที่ ‘ห้าม’ อย่างเด็ดขาดหากยังต้องการมา ‘เที่ยวเล่น’ ในที่ทำงานแม่อีก เช่น
>> ห้ามวิ่งเล่น
>> ห้ามรบกวนคนอื่น
>> ห้ามรบเร้าขอกลับบ้านก่อนเวลาเลิกงาน
>> เขาจะได้รางวัลเมื่อนั่งเล่นเงียบๆ
>> ถ้าต้องการอะไรให้บอกแม่
ฯลฯ

ได้เวลาตะลุยออฟฟิศ

>> เมื่อไปถึงที่ทำงาน หลังจากพาเจ้าตัวเล็กไปทักทายสวัสดีพี่ป้าน้าอาเพื่อนร่วมงานของคุณแล้วควรจัดที่ให้ลูกนั่งเล่น โดยปูผ้าเล็กๆ กำหนดบริเวณให้เขานั่งเล่นเงียบๆ ที่สำคัญบริเวณนั้นต้องอยู่ในสายตาของคุณ และเป็นที่โล่งๆ ที่ไม่มีคนเดินพลุกพล่าน

>> แน่นอนว่าเขาต้องอยากนั่งโต๊ะทำงานเลียนแบบคุณ แม้ว่าเขาจะรบเร้าแค่ไหน อย่าเพิ่งให้เขามายุ่งกับงานที่คุณทำได้เด็ดขาด มิฉะนั้นวันนั้นทั้งวันคุณอาจไม่ได้ทำงานเลยทีเดียว ควรอธิบายให้เขาฟังว่าคุณกำลังทำงานอยู่ ตอนพักเที่ยงถึงอนุญาตให้เขาเล่นที่โต๊ะคุณได้

>> ตอนบ่ายลูกอาจจะง่วง ควรให้เขาได้นอนกลางวัน ซึ่งนอกจากลูกจะได้ชาร์จพลังแล้วยังช่วยลดความวุ่นวายให้คุณมีเวลาได้นั่งทำงานแบบสบายๆ ได้พักใหญ่เชียวล่ะ

>> ช่วงเวลาใกล้เลิกงาน หรือช่วงที่งานไม่ยุ่งนัก อาจให้เขาช่วยงานคุณเล็กๆ น้อยๆ ได้ เขาจะทั้งสนุก และภูมิใจกับการที่ได้เป็นผู้ช่วยตัวจิ๋วของคุณแม่

>> และเรื่องสำคัญที่ลืมไม่ได้ก็คือ การให้รางวัลเมื่อเขาเป็นเด็กดี เพราะนั่นจะทำให้เขาอยากเป็นเด็กดีในทุกๆ ครั้งที่ต้องมาทำงานกับคุณ

ล้อมกรอบ
5 จุดอันตรายในที่ทำงาน
การพาลูกมาที่ทำงานนั้น สิ่งที่ต้องคำนึงถึง ไม่แพ้สายตาดุๆ ของเจ้านายก็คือ เรื่องของ ‘ความปลอดภัย’ ที่ทำงานที่คุณแม่เดินเข้าเดินออกใช้ชีวิตอยู่วันละหลายๆ ชั่วโมง สัปดาห์ละ 5-6 วันจนชินนี่แหละค่ะ มีจุดอันตรายสำหรับเจ้าตัวเล็กซ่อนอยู่
เรามาดูกันค่ะ ว่าจุดไหนที่ต้องระวัง
1. ลองสังเกตดูว่า พื้นของที่ทำงานของคุณมีสายไฟระโยงระยางอยู่หรือเปล่า ถ้ามีแถมเต้าเสียบก็วางยั่วใจเจ้าตัวเล็กให้เข้าไปเล่นละก็ ระวังให้ดี เพราะถึงเขาจะไม่ไปเอานิ้วแหย่ปลั๊กไฟเล่น ก็อาจสะดุดสายไฟหกล้มได้
2. บันได ลิฟต์ ระวังอย่าให้ลูกเล่นบริเวณบันได เพราะอาจพลัดตกลงมา จนบาดเจ็บ หัวแตก แขนขาหัก ยิ่งลิฟต์นี่ต้องบอกลูกเลยว่า ‘ห้าม’ เข้าไปเล่นเด็ดขาด เพราะอาจติดอยู่ในลิฟต์หรือพลัดหลงไปได้ นอกจากนี้เพื่อช่วยชาติประหยัดไฟ บอกลูกว่าไม่ควรกดลิฟต์เล่น
3. เก้าอี้ทำงานเปรียบเหมือนของเล่นชิ้นโปรด ที่เด็กๆ ชอบขึ้นไปนั่ง ทั้งหมุนทั้งเลื่อน เดินหน้าถอยหลัง ปรับเบาะเอนไปมา นี่ก็เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุเช่นกัน 
    4. อุปกรณ์สำนักงานทั้งชิ้นใหญ่อย่างตู้ โต๊ะ และของชิ้นเล็กๆ อย่างกรรไกร คัตเตอร์ คลิปหนีบกระดาษ ฯลฯ เป็นของน่าเล่นสำหรับพวกเด็กๆ ค้องคอยดูว่าลูกพยายามจะเขย่งหยิบของบนโต๊ะ ตู้ จนดูน่าหวาดเสียวว่าตู้จะล้มทับหรือเปล่า ส่วนของเล็กๆ ที่อาจเป็นอันตรายนั้นเก็บให้พ้นหูพ้นตาเจ้าตัวยุ่งดีกว่าค่ะ
5. กลิ่นเหม็นจากหมึกพริ้นเตอร์ แสงจากเครื่องถ่ายเอกสาร รวมทั้งละอองที่ออกมาจากหมึก อาจทำร้ายระบบการหายใจของเด็กๆ ทำให้เกิดภูมิแพ้ หอบหืด เคืองตาได้
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร M&C แม่และเด็ก
ปีที่ 32 ฉบับที่ 451 กันยายน  2552


Step for Baby : ของเล่น…ไม่แบ่งเพศ

กันยายน 22, 2009

การเล่นกับเด็กเป็นของคู่กัน ถ้าพูดถึงของเล่นกับเด็กแล้วละก็ คุณอาจจะนึกภาพ ตุ๊กตา ชุดเครื่องครัว คู่กับเด็กผู้หญิง หุ่นยนต์ ลูกฟุตบอล คู่กับเด็กผู้ชาย
ทั้งที่การเล่นชุดเครื่องครัวของเด็กชายหรือการเล่นหุ่นยนต์ของเด็กหญิง ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่พ่อแม่มักจะตกใจ เมื่อเห็นการเล่นตรงข้ามเพศของลูกๆ
แล้วของเล่นมีแบ่งเพศหรือเปล่า?

เนื้อเรื่อง
เป็นเรื่องจริงที่เด็กผู้หญิงชอบตุ๊กตา
มีงานวิจัยของ ดร. เกอร์เรียน อเล็กซานเดอร์ จากมหาวิทยาลัยเท็กซัส เอแอนด์เอ็ม สหรัฐอเมริกา ที่ทำการศึกษาเด็กทารกอายุ 3-8 เดือน เพื่อหาความแตกต่างทางชีวภาพที่ส่งผลต่อการเลือกของเล่นของเด็ก โดยการนำตุ๊กตาและรถบรรทุกของเล่นเข้าไปในโรงละครหุ่นเล็ก ให้เด็กชาย 17 คน เด็กหญิง 13 คนดู จากนั้นคอยสังเกตว่าเด็กๆ จะให้ความสนใจกับชองเล่นใดมากกว่ากันและนานกว่ากัน
ผลที่ได้คือเด็กหญิงมองไปที่ตุ๊กตาบ่อยกว่าและนานกว่าเด็กชาย
ผลการวิจัยนี้ตรงกับทฤษฎีที่ว่า ความชอบของเด็กๆ นั้นเชื่อมโยงกับพันธุกรรม การที่เด็กผู้ชายชอบเล่นรถ ฟุตบอล เพราะของเล่นเหล่านี้เคลื่อนที่ได้ ซึ่งเชื่อมโยงกับทักษะในการล่าสัตว์เพื่อนำมาเป็นอาหารของมนุษย์ยุคโบราณ

แต่การเล่นตรงข้ามเพศก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่ผู้เชี่ยวชาญพัฒนาการเด็กอีกกลุ่มหนึ่ง แนะนำว่า ไม่ควรยึดติดกับการเลือกของเล่นที่ตรงตามเพศของลูกมากนัก ควรให้โอกาสพวกเขาได้เล่นของเล่นที่หลากหลาย เพราะจริงๆ แล้ว การเล่นตรงข้ามเพศจะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องการปรับตัวเข้ากับผู้อื่น ซึ่งจะพัฒนาไปสู่การปรับตัวเข้าสังคมเมื่อเติบใหญ่ได้เป็นอย่างดี
ดังนั้น ควรสนับสนุนให้เด็กๆ ได้เล่นในสิ่งที่เขาอยากเล่น หากลูกชายอยากเล่นชุดเครื่องครัว หรือลูกสาวอยากเล่นหุ่นยนต์ก็อย่าเพิ่งไปกังวลว่าเขาจะเบี่ยงเบน
แม้ผลการวิจัยข้างจ้นจะบอกเราว่า เด็กผู้หญิงชอบตุ๊กตามากกว่าเด็กผู้ชาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เด็กผู้ชายเล่นตุ๊กตาไม่ได้ โดยเฉพาะเด็กชายวัยอนุบาล หลายคนชอบตุ๊กตาสัตว์ตัวนุ่มๆ อย่างตุ๊กตาตุ๊กตาหมี สุนัข หรือตุ๊กตาจากการ์ตูนเรื่องโปรด อย่าง โดราเอมอน หมีพูห์ เทเลทับบี้ เซซามิสตรีท

เล่นกับลูกอย่างไรจึงเหมาะ
พ่อแม่ส่วนใหญ่ มักจะมีวิธีเล่นกับลูกชายลูกสาวแตกต่างกัน โดยเฉพาะพ่อกับลูกสาวนั้น พ่อมักจะเล่นกับลูกสาวอย่างอ่อนโยน นุ่มนวล แต่ถ้าเป็นการเล่นกับลูกชายแล้วล่ะก็ ต้องแบบแมนๆ เท่านั้น
นอกจากนี้พ่อแม่มักจัดกิจกรรม ทั้งการเรียน การเล่น การสนทนาของลูกชายและลูกสาวไว้ต่างกัน โดยพ่อแม่จะดูแลเอาใจใส่และพูดคุยกับลูกสาวมากกว่า ส่วนลูกชายจะถูกสอนให้รู้จักอดทน เก็บซ่อนความเจ็บปวด ความกลัวเอาไว้
นี่เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ชายและผู้หญิงเติบโตมาต่างกัน โดยผู้หญิงจะมีทักษะทางด้านสังคม (Social Sense) อยู่มาก ในขณะที่ผู้ชายจะมีความเป็นตัวของตัวเอง (Autonomous Sense) สูง

ของเล่น…ไม่แบ่งเพศ 
      ในวัยขวบปีแรก เด็กผู้ชายมักชอบเล่นของเล่นที่มีเสียง มีล้อ ของที่เคลื่อนที่ได้ กระแทก ทุบได้ พ่อแม่อาจเลือกของที่บีบแล้วมีเสียง อย่างตุ๊กตายาง รถลาก รถตัก   ส่วนเด็กผู้หญิงก็มักจะชอบเล่นของนุ่มนวล อย่างตุ๊กตาผ้า ของเล่นที่จำลองมาจากของจริง อย่างชุดเครื่องครัว ชุดน้ำชา ชุดเฟอร์นิเจอร์
แต่หลังจากนั้น ควรให้เด็กๆ ได้เลือกของเล่นเอง โดยเฉพาะในบ้านที่มีทั้งลูกชายและลูกสาวควรเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เล่นของเล่นของพี่หรือน้องต่างเพศ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นการเล่นไม่ตรงกับเพศบ้าง

สุดท้ายอย่าละเลยการเล่นด้วยกัน เพราะการเล่นร่วมกันนั้น จะช่วยปลูกฝังให้ลูกชายได้เรียนรู้ในการทำสิ่งต่างๆ  เรียนรู้เรื่องการให้ความช่วยเหลือกันในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ได้รู้จักการแสดงบทบาทสมมุติ ส่วนลูกสาวก็จะได้ความกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม ช่วยเพิ่มทักษะการเข้าสังคม อันเป็นพื้นฐานการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมภายหน้า ที่เขาจะต้องพบเจอกับผู้คนหลายประเภท ซึ่งอาจไม่ได้ปฏิบัติต่อเขาอย่างทะนุถนอมเหมือนอย่างพ่อแม่
ล้อมกรอบ

Did You Know?

>> เด็กผู้หญิง ส่วนใหญ่จะชอบเล่นตุ๊กตาโดยสมมุติตัวเองเป็นแม่ ขณะที่เด็กผู้ชายมีประมาณ 40% ที่จะเล่นเป็นพ่อ

>> เด็กผู้ชาย มักจะเล่นสมมุติตัวเองเป็นฮีโร่ปราบเหล่าร้ายอย่าง อุลตราแมน สไปเดอร์แมน  แต่เด็กผู้หญิง 1 ใน 4 ก็ชอบเล่นแบบนี้

>>  บล็อกไม้ และตัวต่อเลโก้ เป็นของเล่นที่ทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายชอบเหมือนๆ กัน นับว่าเป็นของเล่นที่ไม่แบ่งเพศอย่างแท้จริง

>> บ่อยครั้งทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย จะเล่นสมมุติแบบตรงข้ามเพศของตน เช่น เด็กผู้หญิงทำท่าทางเป็นพ่อ หรือเด็กผู้ชายทำท่าทางเลียนแบบผู้หญิง อย่าเพิ่งตกใจว่าพวกเขาจะมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากเพศของตน เพราะนั่นเป็นเพียงการทดลองเล่นสมมุติแบบหนึ่ง

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร M&C แม่และเด็ก
ปีที่ 32 ฉบับที่ 451 กันยายน  2552