New Mom 3 : เสริมพลังสมองลูกรักก่อนออกสู่โลกกว้าง

กรกฎาคม 3, 2009

สมองของทารกในครรภ์มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในเดือนที่ 7 ของการตั้งครรภ์ เป็นช่วงที่เซลล์สมองของเขาเจริญเติบโตเต็มที่

          เชื่อหรือไม่ว่า สมองของทารกในวัยนี้พัฒนาถึงขั้นที่เขามีความรู้สึกเพลิดเพลิน ตกใจ และสามารถเรียนรู้ได้เมื่อถูกกระตุ้นด้วยแสง เสียง และสัมผัส ความสามารถของเขาในตอนนี้ใกล้เคียงกับทารกแรกคลอดเลยทีเดียว

          ดังนั้น การตั้งครรภ์ไตรมาสนี้จึงนับเป็นช่วงทองของการเสริมสร้างพลังสมองให้แก่ลูกรักก่อนถึงวันที่เขาจะได้ออกมาเรียนรู้โลกกว้างด้วยตัวของเขาเอง   

          เราจะช่วยเสริมสร้างพลังสมองของลูกได้ทางใดบ้าง?

          2 ทางหลักๆ ที่เราสามารถทำได้ง่ายๆ ก็คือ การกระตุ้นพัฒนาการด้วยเสียง และสัมผัส

          ว่ากันว่า คุณแม่ที่ชอบเปิดเพลงคลาสสิกฟังขณะตั้งครรภ์ เมื่อลูกคลอดออกมาเขาจะมีอารมณ์ดี และสามารถจดจำเพลงนั้นได้ ถึงขั้นที่ว่าพอได้ยินเพลงที่เคยฟังเมื่อตอนอยู่ในท้องปุ๊บ ก็หายงอแงปั๊บ

          แต่เสียงที่ทารกจะคุ้นเคยมากกว่าเสียงเพลงนั้นก็คือ เสียงของคุณแม่คุณพ่อ เพราะเขาจะได้ยินเสียงของพวกคุณอยู่ตลอดเวลา และแน่นอนว่า เสียงที่คุณพูดคุยโดยเจตนาสื่อสารกับเขาโดยตรง ย่อมช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางสมองของเขาได้มากกว่าการปล่อยให้เขาฟังคุณพูดคุยสื่อสารกับคนรอบข้างเพียงอย่างเดียว

          เทคนิคการเสริมสร้างพลังสมองของลูกด้วยเสียงของคุณเอง เช่น

          – ลูบท้องเบาๆ และพูดคุยกับลูก ด้วยการใช้กระดาษแผ่นใหญ่ๆ ม้วนเป็นกรวย จ่อด้านกว้างไปที่บริเวณหน้าท้อง แล้วพูดคุยกับเขาผ่านทางกรวยนั้น  

          – ให้คุณพ่อพูดกับลูกผ่านทางหน้าท้อง ด้วยการเข้าไปใกล้ๆ ท้อง ลองลูบสัมผัสส่วนที่เป็นศีรษะของเขา แล้วพูดคุย ทำบ่อยๆ เขาจะแยกแยะสัมผัสที่ได้รับและเสียงที่ได้ยินออกว่า เสียงและสัมผัสของพ่อและแม่นั้นต่างกันอย่างไร

          – อ่านนิทานให้ลูกฟัง ด้วยการทำเสียงสูงๆ ต่ำๆ พร้อมๆ กับการลูบท้องไปด้วย แม้เขาจะยังไม่เข้าใจเรื่องที่คุณเล่า แต่เขาก็สามารถสนุกเพลิดเพลินไปกับเสียงและสัมผัสของคุณได้

          ส่วนการเสริมสร้างพลังสมองของลูกด้วยการสัมผัสนั้น เมื่อคุณแม่สัมผัสหน้าท้อง ลูกจะสามารถรับรู้สัมผัสนั้นได้ หากคุณแม่ตบที่หน้าท้องเบาๆ เวลาที่ลูกดิ้น เขาจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบ หลังจากนั้นเมื่อคุณตบที่หน้าท้อง เขาก็จะรู้ว่าคุณกำลังสื่อสารกับเขาและจะตอบสนองด้วยการเตะกลับมา

          นอกจากนี้ ทุกครั้งที่คุณแม่เคลื่อนไหว ร่างกายของลูกในครรภ์จะเอนเอียงไปตามจังหวะของการเคลื่อนไหวของคุณด้วย ผิวหนังของเขาจะสัมผัสกับผนังของมดลูก มีผลต่อการ พัฒนาระบบประสาทรับรู้ความรู้สึก พัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว การฝึกทรงตัวในน้ำคร่ำ หากต้องการให้เขาได้เรียนรู้เรื่องเหล่านี้คุณก็สามารถฝึกเขาง่ายๆ ด้วยการนั่งบนเก้าอี้โยก แล้วโยกเก้าอี้ไปมาเป็นจังหวะข้าๆ เขาจะรู้จักการปรับตัวและตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันการเคลื่อนไหวไปมาก็ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อและทักษะการทรงตัว ซึ่งจะช่วยให้เขามีพัฒนาการในการพลิกคว่ำและหงายได้เร็วกว่าเด็กที่คุณแม่ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกายในระหว่างตั้งครรภ์

          เห็นมั้ยคะว่า การเสริมพัฒนาการการเรียนรู้ให้กับลูกนั้น ทำได้ก่อนที่เขาจะออกมาสู่โลกกว้างเสียอีก

 

ล้อมกรอบ

Did you know?

          – ในช่วงอายุครรภ์  7 เดือนนี้ ทารกในครรภ์สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวได้แล้ว แม้สิ่งที่เขาเห็นจะถูกจำกัดด้วยพื้นที่แคบๆ ในครรภ์ แต่พวกเขาก็เก่งถึงขั้นที่สามารถรับรู้ความแตกต่างของกลางวันและกลางคืนได้เลยทีเดียว
——————————————-

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร M&C แม่และเด็ก
ปีที่ 32 ฉบับที่ 449 กรกฎาคม 2552


New Mom 2 : นมไหนแน่…แม่ขอลอง

กรกฎาคม 3, 2009

ใครๆ ก็รู้ว่าดื่มนมนั้นดีมีประโยชน์

            ใครๆ ก็รู้ว่านมนั้นมีแคลเซียมสูง

            ใครๆ ก็รู้ว่าคนท้องต้องการแคลเซียมมากเป็นพิเศษ

            ใครๆ ก็รู้ว่าคนท้องต้องดื่มนมเยอะๆ

            แล้วใครรู้บ้างว่าจะเลือกดื่มนมชนิดไหนดี???

“แคลเซียม เป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับการสร้างกระดูก ฟัน และการทำงานของกล้ามเนื้อ ระหว่าตั้งครรภ์คุณแม่ต้องการแคลเซียมเพิ่มขึ้น 50 เปอร์เซ็นต์ หากคุณแม่ได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ อาจเกิดปัญหาที่ลูกดึงเอาแคลเซียมจากกระดูกคุณแม่มาใช้ คุณแม่ตั้งครรภ์จึงควรดื่มนมวันละ 2 แก้ว ทานผลิตภัณฑ์จากนม อย่าง ชีส หรือโยเกิร์ต และเลือกรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงอย่าง ปลากรอบ เต้าหู้ ผักใบเขียว ถั่วแดง งา ให้มากขึ้น”

            คุณแม่คงเคยผ่านตาข้อความเหล่านี้มาบ้าง อ่านแล้วเคยนึกสงสัยกันมั้ยคะว่า “นม” ที่ว่ากันว่าควรดื่มนั้นเป็นฉันใด

            ก่อนอื่นมาทบทวนสิ่งที่คุณๆ อาจรู้อยู่แล้วกันก่อนค่ะ

            นมวัวพร้อมดื่มที่เราคุ้นเคยกันนั้นมี 3 ประเภท ได้แก่

            นมยูเอชที เป็นนมที่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนสูง มีรสชาติต่างๆ ให้เลือกมากมาย ดื่มง่าย เก็บรักษาได้นานถึง 6 เดือนโดยไม่ต้องแช่เย็น

            นมพาสเจอร์ไรซ์ เป็นนมที่ผ่านการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคด้วยความร้อนที่ต่ำกว่าการฆ่าเชื้อในนมยูเอชที ซึ่งมีข้อดีคือทำให้นมยังคงมีคุณภาพคล้ายนมสดมากที่สุด แต่ก็มีข้อเสียคือ ไม่สามารถเก็บรักษาได้นาน และต้องเก็บในที่เย็น เนื่องจากความร้อนในกระบวนการผลิตไม่สามารถฆ่าจุลินทรีย์บางชนิดที่ทำให้นมบูดได้

นมสเตอริไลซ์ เป็นนมที่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนสูงเป็นเวลานาน ทำให้เชื้อจุลินทรีย์ที่อยู่ในนมตายหมด นมชนิดนี้จึงเก็บไว้ได้นาน 1-2 ปี โดยไม่ต้องแช่เย็น…แต่นมชนิดนี้ก็มีข้อด้อยเช่นกัน คือ ความร้อนจากกระบวนการฆ่าเชื้อนั้นทำให้วิตามินบางชนิด เช่น วิตามินซี และบี 12 ในนมลดลงไปด้วย

แต่ถ้าคุณแพ้นมวัวล่ะ?

แคลเซียมชนิดเม็ดคงไม่ใช่สิ่งแรกที่เราจะแนะนำ (หน้าที่นี้ขอยกให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้แนะนำให้คุณดีกว่า)

สองทางเลือกที่ดูจะมีประโยชน์และปลอดภัยสำหรับคุณน่าจะเป็น นมแพะ ที่กำลังมาแรง และ นมถั่วเหลือง ที่รู้กันมานานแล้วว่ามีประโยชน์

ข้อดีของนมแพะ คือมีคุณค่าทางโภชนาการสูงพอๆ กับนมวัวและย่อยง่าย ส่วนนมถั่วเหลืองนั้น คุณค่าทางโภชนาการอาจน้อยกว่านมวัดนิดหน่อย แต่ถ้าคุณแม่ได้รับประทานอาหารชนิดอื่นๆ ครบถ้วนก็หายห่วงได้ 

วิธีการเลือกดื่มนมนั้นก็ง่ายๆ นอกจากตรงเข้าไปหานมรสชาติหรือยี่ห้อที่คุณเคยถูกอกถูกใจมาตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์แล้ว ลองสังเกตและเปรียบเทียบปริมาณสารอาหารต่างๆ ที่ระบุไว้บนฉลาก ที่มักจะเขียนว่า “ร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน” และ “หน่วยบริโภค”  โดยจำไว้เสมอว่าคุณต้องการแคลเซียมในปริมาณที่มากกว่านั้นประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์

สมมุติฉลากระบุว่า นมพาสเจอร์ไรส์ ขนาด 450 มิลลิลิตร เท่ากับ 2 หน่วยบริโภค ใน 1 หน่วยบริโภคมีปริมาณแคลเซียม 50 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่า กรณีที่คุณไม่ตั้งครรภ์การดื่มนมขวดนี้ 1 ขวด ก็ทำให้คุณได้แคลเซียมเพียงพอแล้ว แต่ในเมื่อคุณตั้งครรภ์คุณจึงต้องการแคลเซียมเพิ่มเติมอีก โดยไม่จำเป็นว่าแคลเซียมนั้นจะต้องมาจากนมอย่างเดียว การรับประทานอาหารที่หลากหลายอย่างปลากรอบ เต้าหู้ ผักใบเขียว ถั่ว ร่วมด้วยนอกจากจะเพิ่มแคลเซียมแล้วยังช่วยเพิ่มสารอาหารอื่นๆ ที่จำเป็นต่อร่างกายได้อีกทางหนึ่ง

หากยังไม่มั่นใจว่าจะได้สารอาหารที่เหมาะกับคุณจริงๆ ก็อาจเลือกดื่มนมสำหรับคนท้องโดยเฉพาะซึ่งก็มีให้เลือกทั้งชนิดที่เป็นนมยูเอชทีและนมผง

ข้อสำคัญไม่ว่าจะเลือกดื่มนมชนิดไหน อย่าลืมดูวันหมดอายุก่อนทุกครั้งนะคะ

———————————————–

 

ล้อมกรอบ

Did you know?

การดื่มนม นอกจากช่วยเสริมสร้างกระดูก ฟัน และการทำงานของกล้ามเนื้อชองลูกในครรภ์แล้ว ยังช่วยลดอาการตะคริว และอาการแสบร้อนในอกของคุณแม่ตั้งครรภ์ได้อีกด้วย

————————-

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร M&C แม่และเด็ก
ปีที่ 32 ฉบับที่ 449 กรกฎาคม 2552


New Mom 1 : สยบความอ่อนไหวเพื่อความสดใสของลูกน้อย

กรกฎาคม 3, 2009

นอกจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ความไม่สบายตัว มึนหัว อาเจียนโอ้กอ้าก อันเกิดจากการแพ้ท้องแล้ว สิ่งที่คุณแม่คนใหม่แทบทุกคนต้องเผชิญ ในช่วงต้นๆ ของการตั้งครรภ์ คือ

“ความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์”

คุณอาจหงุดหงิดง่าย ใจร้อน ขาดความอดทน เครียด อารมณ์อ่อนไหว คิดมาก วิตกกังวล และต้องการการเอาอกเอาใจมากเป็นพิเศษ ซึ่งเรื่องนี้คุณพ่อคงต้องเข้าใจ และเห็นใจคุณแม่มากๆ เพราะสิ่งเหล่านี้เกิดจากระดับฮอร์โมนในร่างกายของคุณแม่ที่ต่างไปจากปกติ

เรื่องความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ความกังวล และไม่มั่นใจนี้ หากคุณอยู่ในครอบครัวที่มีคุณย่าคุณยายอยู่ด้วย การขอคำปรึกษาจากท่านจะช่วยให้คุณวิตกกังวลน้อยลง

หากคุณมีคามรู้สึกกลัว กังวลมาจนเกินไป ร่างกายจะหลั่งสารเคมีบางชนิด เช่น Acetylcholine และ Epinephrine ซึ่งมีผลทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานมากขึ้น และส่งผลให้สารบางอย่างในเลือดเกิดการเปลี่ยนแปลง นั่นไม่เป็นผลดีต่อทั้งร่างกาย และจิตใจของทั้งคุณและลูกเลย

ทั้งคุณแม่และคุณพ่อคงจะเคยได้ยินได้ฟังกันมาบ้างว่า หากขณะตั้งครรภ์ คุณแม่มีอารมณ์แจ่มใส ร่าเริง ลูกน้อยที่เกิดมาก็จะเป็นเด็กอารมณ์ดีเลี้ยงง่าย เรื่องนี้มีส่วนจริงอยู่มาก

ดังนั้น หากพบว่าคุณแม่มีอารมณ์อ่อนไหว ร้องไห้บ่อยๆ เครียด วิตกกังวล หรือมีความกลัวเกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ คุณพ่อและคนรอบข้างควรเข้าไปช่วยเหลือ โดยทำความเข้าใจกับความอ่อนไหวนั้น และไม่ตอกย้ำว่าคุณแม่กังวลกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง คอยปลอบประโลม รับฟัง ให้กำลังใจ ชวนคุณแม่ทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ไปเดินเล่น ดูหนัง ฟังเพลง ออกกำลังเบาๆ เพื่อความผ่อนคลาย 

          นอกจากนี้คุณแม่เองก็ต้องสร้างความมั่นใจในตัวเอง ด้วยการฝึกคิดบวก มองโลกในแง่ดี  จะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น

            การฝึกสมาธิก็เป็นอีกทางออกหนึ่งสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีปัญหาเกี่ยวกับอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป   เริ่มง่ายๆ ด้วยการนั่งสบายๆ บนเก้าอี้ วางเท้าราบกับพื้น หลังตั้งตรง ศีรษะพาดกับพนักพิง ปล่อยแขนแนบลำตัว วางมือเบาๆ ที่ต้นขา ค่อยๆ หลับตาลง ทำจิตใจให้สงบ กำหนดลมหายใจช้าๆ สูดหายใจเข้าไปลึกๆ แล้วปล่อยออก จนกว่าจะรู้สึกผ่อนคลายและมีสมาธิ

หากยังรู้สึกว่าจิตใจไม่สงบ ลองเปลี่ยนเป็นพุ่งความสนใจไปที่เท้าทั้งสอง เกร็งกล้ามเนื้อเท้าให้ตึง แล้วคลายกล้ามเนื้อออก ทำซ้ำๆ สังเกตความรู้สึกที่เกิดขึ้น ทิ้งตัวเองให้อยู่กับความสงบสักพัก

การฝึกสมาธิ จะช่วยให้คุณรู้สึกว่าร่างกายผ่อนคลาย ถ้าจะให้ดีควรทำให้ได้ทุกวัน วันละสัก 10 นาที เพียงเท่านี้ ความเครียดความวิตกกังวล อารมณ์อ่อนไหวง่าย ของคุณก็จะลดลงไปได้

            แน่นอน เมื่อความหวั่นไหวในใจคุณลดลง อารมณ์ก็จะดีขึ้น และก็อย่างที่คุณเคยได้ยินได้ฟังมานั่นล่ะ

            …หากขณะตั้งครรภ์คุณแม่อารมณ์ดี ลูกที่คลอดออกมาก็จะอารมณ์ดีเลี้ยงง่าย

            ไม่เชื่อก็ลองทำดูสิเอ้า…  

 __________________________

 

ล้อมกรอบ

Tips :

            การหางานอดิเรกทำระหว่างตั้งครรภ์ก็เป็นทางหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างสมาธิ ลดความวิตกกังวล เพิ่มความเพลิดเพลินใจได้

ลองใช้เวลาว่าง ถักเสื้อผ้า ถุงเท้า เตรียมไว้ให้ลูกก็เข้าที ได้ประโยชน์ถึงสองต่อช่วยทั้งเรื่องอารมณ์ ได้ทั้งของไว้ใช้สอยที่เป็นสื่อรักจากใจแม่ น่าภูมิใจชะมัด

แต่ถ้าไม่ถนัดงานเย็บปักถักร้อยจริงๆ หัดทำงานฝีมือง่ายๆ ก็เข้าท่า ได้ทั้งความเพลิดเพลิน ได้ชื่นชมผลงานสวยๆ ช่วยให้อารมณ์ดีได้ไม่ยากเลย

__________________________ 

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร M&C แม่และเด็ก
ปีที่ 32 ฉบับที่ 449 กรกฎาคม 2552